Thursday, December 10, 2009

Friday, December 04, 2009

Saturday, November 14, 2009

ผมเปลี่ยนจาก DTAC เป็น TRUE แล้ว เพราะโปรโมชั่นดีกว่า เบอร์ใหม่ 088 621 4709

Friday, November 13, 2009

วันนี้นั่งแก้งานทั้งวัน แก้มาสามอาทิตย์แล้ว ไม่จบสักที จันทร์-ศุกร์ ทำงานตามปกติ เสาร์-อาทิตย์ ก็ยังต้องแก้งาน เมื่อไหร่จะเรียนจบสักที ชีวิตมีอยู่แค่ ทำงาน กับ แก้งาน แค่นี้เท่านั้นหรือ

Saturday, October 31, 2009

ภาวะตาแห้งของผมเป็นภาวะที่เกิดจากการผ่าตัดกระจกตา ไม่ใช่ภาวะตาแห้งที่เกิดเองตามธรรมชาติ หรือที่เกิดกับผู้สูงอายุ

คุณเคยรู้สึกตาแห้ง ตาพร่ามัว หรือฝืดเคืองตา ต้องกระพริบตาถี่ๆ คล้ายมีเศษผงเข้าตา จนทำให้มองภาพไม่ชัด หรือบางครั้ง มีขี้ตาออกมาเป็นเมือกเหนียวกันบ้างไหมคะ ถ้ามีแสดงว่าคุณกำลังมีอาการตาแห้งแล้วล่ะ
สำรวจสาเหตุของอาการตาแห้ง
ตาแห้ง เป็นอาการที่มีความผิดปกติของน้ำตา โดยปกติดวงตาของคนเรา จะมีปริมาณน้ำตาเพียงพอที่จะมาหล่อเลี้ยง หรือให้ความชุ่มชื้นกับดวงตา รวมถึงฉาบกระจกตา ทำให้การมองเห็นชัดเจน
ส่วนอาการตาแห้งเกิดจากการมีปริมาณน้ำตาน้อย หรือคุณภาพของน้ำตาไม่ดีพอ ซึ่งน้ำตาที่ดีมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ ไขมัน น้ำใส และเมือก หากส่วนประกอบ 1 ใน 3 ของน้ำตาขาดความสมดุลหรือไม่มีคุณภาพ จะทำให้ตาแห้งได้
อาการนี้เป็นได้ทุกเพศ แต่มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และจะพบมากขึ้นตามวัย โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นผลมาจากระดับฮอร์โมนที่ลดลง ทำให้สารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกาย รวมทั้งน้ำตาก็ลดปริมาณลงไปด้วย นอกจากนี้ อาการดังกล่าวยังเกิดได้จากอีกหลายสาเหตุ ดังนี้


ภาวะที่ทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกที่ตาลดลง เช่น การใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่เหมาะสมหรือไม่มีคุณภาพ การผ่าตัดกระจกตาหรือเปลี่ยนกระจกตา การอักเสบของกระจกตาจากเชื้อเริม นอกจากนี้ ยังรวมถึงการเป็นอัมพฤกษ์ที่ใบหน้า


โรคที่ผิดปกติทางภาวะภูมิคุ้มกัน (Autoimmune) เช่น โรค Sjogren's Syndrome ซึ่งมีอาการตาแห้ง ร่วมกับข้ออักเสบและปากแห้ง โรคข้อบางชนิด หรือโรคเอดส์


โรคบางชนิด ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบกับเยื่อบุตา เช่น กลุ่มอาการแพ้ยา อย่างสตีเวนจอห์นสัน (Stevens-Johnson) ริดสีดวงตา และเบาหวาน


การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยาคุมกำเนิด ยานอนหลับ ยาลดความดันโลหิตบางชนิด


การทำงานของเปลือกตาบกพร่อง เช่น หลับตาไม่สนิท กะพริบตาน้อย เปลือกตาผิดรูป


สภาพแวดล้อม เช่น อยู่ในห้องปรับอากาศที่มีอากาศแห้ง หรือมีฝุ่นควัน ลม และแดดจ้า


อาชีพที่ต้องใช้สายตาจ้องเป็นเวลานาน เช่น พนักงานคอมพิวเตอร์ ช่างอ๊อกเหล็ก หรือยามที่เฝ้ากล้องวงจรปิด
แต่ก็อย่าเพิ่งกังวลใจกันไปค่ะ เพราะผู้ที่มีอาการตาแห้งส่วนใหญ่มักเป็นในระดับไม่รุนแรง แค่ก่อความรำคาญใจ แต่ไม่ทำให้ตาบอดได้
เทคนิคเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา


กระพริบตาถี่ๆ ในภาวะปกติคนเราจะกระพริบตานาทีละ 20 - 22 ครั้ง ทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดน้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้อง หรือเพ่งตาค้างไว้นานกว่าปกติ เช่น เวลาที่เราอ่านหนังสือ ดูทีวีหรือจ้องคอมพิวเตอร์ จะทำให้เรากระพริบตาเพียง 8 - 10 ครั้ง น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้น จึงควรพักสายตาระยะสั้นๆ โดยการหลับตา หรือกระพริบตาอย่างช้าๆ หรือลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถประมาณ 2 - 3 นาที ในทุกครึ่งชั่วโมง


ประคบดวงตาด้วยน้ำเย็น แช่ผ้าขนหนูผืนเล็ก 2 ผืนในน้ำเย็น หยิบขึ้นมา 1 ผืน บิดพอหมาดและพับทบเป็นผืนยาว วางปิดดวงตาไว้ทั้งสองข้างนานประมาณ 20 นาที หรือจนกว่าผ้าจะหายเย็น แล้วจึงใช้ผ้าอีกผืนหนึ่งประคบ สลับกันไปมา จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาของคุณได้เช่นกัน
กินอาหารลดอาการตาแห้ง


กล้วย กินกล้วยทุกวัน เพราะกล้วยมีโพแทสเซียมสูง ซึ่งจะทำงานร่วมกับโซเดียมเพื่อรักษาภาวะสมดุลน้ำในร่างกาย และช่วยให้ดวงตาของคุณชุ่มชื้นอยู่เสมอ


ถั่วประเภทนัท (Nut) ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะวอลนัต ควรรับประทานวันละประมาณ 1 กำมือ เพราะถั่วประเภทนี้มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว หรือกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในน้ำตา


ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทูน่าหรือปลาแซลมอน เพราะมีกรดไขมันที่จำเป็นหรือโอเมก้า-3 ด้วย


น้ำมันปอ (Flexseed oil) หรือน้ำมันเมล็ดลินิน จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมกรดไขมันโอเมก้า-3 อย่างเพียงพอ โดยรับประทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ หรือผสมในซีเรียลแล้วรับประทานก็ได้
ปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม


หลีกเลี่ยงการทำงานในบริเวณที่มีแสงจ้าและลมแรง เพราะจะทำให้ตาแห้งเร็ว ควรใส่แว่นกันแดดช่วย โดยเลือกแว่นขนาดใหญ่ที่มีขอบด้านข้าง เพื่อช่วยลดการระเหยของน้ำตา


หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีอากาศแห้ง และเย็นจัด เช่น ห้องปรับอากาศ ตลอดจนหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นละอองและควันต่าง ๆ เช่น บุหรี่ ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายเคืองตา


อย่าเป่าลมร้อนจากเครื่องเป่าผมเข้าตาโดยตรง รวมทั้งปรับไม่ให้เครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมเป่าโดนตาหรือใบหน้าโดยตรง


พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนไม่พออาจทำให้ตาแห้งและตาแดงช้ำ เนื่องจากเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยงดวงตาบวม การพักผ่อนให้สมดุลจึงดีต่อดวงตาที่สุด

ที่มา http://www.yourhealthyguide.com/article/an-4food-dry-eye.html
การรักษาโรคตาแห้ง

การรักษาโรคตาแห้ง มีหลายวิธีที่สามารถปฏิบัติเองได้ง่ายๆ จนถึงต้องพบจักษุแพทย์ วิธีการรักษามีดังนี้

1. ลดการระเหยของน้ำตาให้น้อยลง เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดีคือ หลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับแดดและลม โดยสวมแว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้ง ไม่นั่งในที่ที่มีลมพัดหรือแอร์เป่าใส่หน้า

2. กระกระพริบตาถี่ๆ ในภาวะปกติคนเราจะกระพริบตานาทีละ 20 - 22 ครั้ง ทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดผิวน้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้องหรือเพ่งตาจะลืมค้างไว้นานกว่าปกติ ทำให้กะรพริบตาเพียง 8 - 10 ครั้ง น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้นจึงควรพักสายตา โดยการหลับตา กระพรบตา หรือลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถ ประมาณ 2 - 3 นาที ในทุกครึ่งชั่วโมง

3. สำหรับผู้ที่ตาแห้งมาก อาจใช้กรอบแว่นชนิดพิเศษที่มีแผ่นคลุมปิดกันลมด้านข้าง แว่นชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยครอบทั้งดวงตาและป้องกันลมด้วย หรือจะใช้แผ่นซิลิโคนชนิดพิเศษที่ใสบางและนุ่ม นำมาตัดให้เข้ากับด้านข้างของกรอบแว่นตาคู่เดิม ซึ่งเรียกว่า Moist Chamber

4. ใช้น้ำตาเทียม น้ำตาเทียมคือ ยาหยอดตาที่ใช้เพื่อหล่อลื่นและให้ความชุ่มชื้นกับผู้ที่ตาแห้ง น้ำตาเทียมมี 2 ชนิดคือ
4.1 น้ำตาเทียมชนิดน้ำ - เหมาะที่จะใช้ในเวลากลางวัน เพราะไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่ทำให้ตามัว แต่มีข้อจำกัดคือ ต้องหยอดตาบ่อย
4.2 น้ำตาเทียมชนิดเจลและขี้ผึ้ง - มีลักษณะเหนียวหนืด หล่อลื่นและคงความชุ่มชื้นได้นานกว่าชนิดน้ำ แต่จะทำให้ตามัวชั่วขณะหลังป้ายยา จึงควรใช้ป้ายตาแต่น้อยก่อนเข้านอน
การรักษาด้วยวิธีใช้น้ำตาเทียม เวลาในการหยอดตาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการตาแห้ง หากวันใดไม่ถูกลม แล้วรู้สึกสบายตาก็ไม่จำเป็นต้องหยอด แต่ถ้ารู้สึกเคืองตามาก ก็หยอดบ่อยๆ ได้ตามต้องการ

ข้อควรระวังในการใช้น้ำตาเทียม
ผู้ป่วยที่ตาแห้งน้อย หยอดตาไม่กินวันละ 4 - 5 ครั้ง สามารถใช้ยาหยอดตาชนิกขวดที่มีสารกันบูดได้ กรณีผู้ป่วยที่ตาแห้งมาก และหยอดตามากกว่าวันละ 6 ครั้ง จักษุแพทย์จะสั่งน้ำตาเทียมชนิดพิเศษที่ไม่มีสารกันบูด (Preservative-Free Tear) ให้ใช้แทน ซึ่งมีข้อจำกัดก็คือ ยาจะบรรจุในหลอดเล็ก เมื่อเปิดใช้แล้วต้องใช้ให้หมดภายใน 16 ชั่วโมง หากใช้นานกว่านี้ อาจะเกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรค

5. การอุดรูระบายน้ำตา สำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้งอย่างรุนแรง จักษุแพทย์จะใช้วิธีอุดรูระบายน้ำตาเพื่อขังน้ำตาที่มีอยู่ให้หล่อเลี้ยงตาอยู่ได้นานๆ ไม่ปล่อยให้ไหลทิ้งไป เหมือนกับการสร้างเขื่อนกั้นเก็บกักน้ำไว้ใช้
วิธีและขั้นตอนในการอุดรูระบายน้ำตามี 2 วิธี คือ การอุดแบบชั่วคราว และการอุดแบบถาวร --- สำหรับการอุดแบบชั่วคราว จักษุแพทย์จะสอดคอลลาเจนขนาดเล็กเข้าไปในรูท่อน้ำตา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตาขึ้น โดยคอลลาเจนจะสลายไปเอง ภายใน 3 สัปดาห์ สำหรับผู้ป่วยที่มีน้ำตาแห้งมาก จักษุแพทย์จะอุดรูระบายน้ำตาแบบถาวรให้ ทั้งนี้ จะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

ที่มา http://www.happyoppy.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=460576&Ntype=5

Tuesday, October 27, 2009

วันนี้เป็นวันสำคัญเพราะออกจากกินเจเป็นวันแรก และได้รับ email จากอาจารย์

"อกหักดีกว่ารักไม่เป็น... เพราะอกหักยังมีรักใหม่ได้... แต่ถ้ารักไม่เป็น... ถึงจะมีรักก็ไม่สามารถรักษาความรักนั้นให้อยู่ได้" :( เบื่อตัวเองจริงๆ!

Sunday, August 16, 2009

Saturday, August 15, 2009

4 ปี 2 เดือน 5 วัน

ผ่านสี่ปี สองเดือน กับห้าวัน
ชีวิตผัน จากโศกเศร้า สู่สุขสม
ด้วยมานะ พากเพียร ไม่ยอมจม
ผ่านคลื่นลม บากบั่น ไม่ยำเกรง

ชีวิตหนอ แท้จริง ก็แค่นี้
สุดทางที่ เป้าหมาย ดังประสงค์
สำคัญกว่า ตั้งเป้า เจตจำนงค์
จิตมั่นคง เผยแพร่ วิชาการ

Sunday, August 09, 2009

คำถาม-คำตอบ

คนหลายคน ครุ่นคิด ถึงคำถาม
แล้วเดินตาม ค้นหา คำตอบนั้น
ใช้ชีวิต อยู่ทุกเมื่อ เชื่อวัน
คำถามนั้น สำคัญ เช่นไร

อีกหลายคน ค้นคน หาคำตอบ
ตามทางชอบ ทางธรรม นำวิถี
คำตอบนั้น แท้จริง ช่างมากมี

คำตอบที่ ให้ผู้อื่น ใช่ตนเอง

หลายคนใช้เวลาตอบคำถามของตนอยู่ตลอดทั้งชีวิต แต่ไม่ได้คิดว่าคำถามนั้นสำคัญหรือไม่ ที่สำคัญจึงอยู่ที่จะมีผู้ได้รับประโยชน์จากคำตอบต่อคำถามนั้นมากน้อยเพียงไร

Wednesday, August 05, 2009

"ถ้าเราไม่ทำงานชีวิตก็มีแต่ความว่างเปล่า และสูญเสียจิตวิญญาณแห่งการเป็นมนุษย์"

อังคาร กัลยาณพงษ์

Saturday, August 01, 2009

วัดป่า

วัดป่าวังวิโมกข์ จ. น่าน วัดป่าสายหลวงปู่ชา
วัดป่าสุคะโต จ. ชัยภูมิ สายหลวงพ่อคำเขียน
วัดป่านาคนิมิต จ. สกลนคร หลวงปู่มั่นดำริให้สร้างและเคยพำนักอยู่
วัดอรัญวิเวก จ.เชียงใหม่ อาจารย์เปลี่ยน

Monday, July 27, 2009

รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี... รู้ได้อย่างไรว่าตีเพราะรัก?

สมัยอยู๋ ม 1 ผมไม่ชอบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะครูดุมาก ผมถูกคาดโทษว่าจะถูกเฆี่ยน 6 หกทีถ้าไม่ทำงานแบบฝึกหัดแล้วนำมาส่งในวันรุ่งขึ้น เรื่องที่จะทำให้เสร็จนั้นเป็นไปไม่ได้เพระผมเลิกทำการบ้านแบบฝึกหัดมาเป็นเดือนแล้ว ผมเป็นเด็กดื้อและใครก็ห้ามผมไม่ได้ จะเฆี่ยนให้ตายก็ทำไม่ได้เพราะที่ผ่านมาเราไม่ได้สนใจเรียนอะไร แล้วตอนนี้งานคั่งค้างสะสมจะทำอย่างไรให้เสร็จภายในข้ามคืน วันนั้นกลับบ้านไปเป็นกังวลมากว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เพราะครูท่านนี้โหด และตีเด็กแรงที่สุดในโรงเรียนของเรา ผมรู้ดีเพราะผมลองมาหมดแล้ว ไม้เรียวยาวเป็นเมตร เวลาหวดก็เต็มวงสวิงเหมือนตีกอล์ฟ

สมัยนั้น corporal punishment เป็นเรื่องที่ยอมรับกันตามภาษิตของไทย รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี จนคนไทย take it granted ว่าถ้ารักให้ตี ความรักเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้นการตีจึงดีเช่นกัน แต่จริงเป็นตรรกะที่โง่เขลา เพราะไม่ชัดเจน เหมือนพูดว่าผู้ชายสูงกว่าผู้หญิงอย่างนี้ ซึ่งไม่จริงเสมอไป รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี จึงผิดถนัด จริงๆเราเคยคิดสักนิดไหมว่าเป็นเพราะมันฟังเพราะ ได้สัมผัสร้อยกรองตรงคำว่า ผูก กับคำว่า ลูก ทั้งๆที่ก็รู้อยู่ว่า คนนะไม่ใช่วัว สุภาษิตนี้จริงๆใช้ได้แต่กับวัวและต้องเปลี่ยนเป็น รักวัวให้ผูก รักวัวให้ตี ไม่ใช่เอาลูกคนไปเปรียบกับวัว corporal punishment เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เป็นสิ่งผิดกฏหมายเพราะสภาพสังคมเปลี่ยน ครูในปัจจุบันไม่เหมือนครูสมัยก่อนแล้ว

ปัญหาคือผู้ปกครองจะรู้ได้อย่างไรว่าครูที่ตีเด็กนั้นจะต้องรักเด็กคนที่ถูกตีเสมอไป ไม่ใช่พ่อใช่แม่ แต่ที่ทำก็เพราะปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นวัฒนธรรมว่าดีต่างหาก ซึ่งพระพุทธเจ้าก็บอกในหลักวรรณากาลามสูตรว่า อย่าเชื่อเพราะเป็นสิ่งที่ปฏิบัติต่อๆกันมา หรือผมเพิ่มให้อีกข้อหนึ่ง อย่าเชื่อเพราะมันคล้องจองฟังเพราะดี แต่ให้เชื่อเมื่อคิดพิจารญาด้วยปัญญาของตนแล้วเท่านั้น สิ่งที่ใช่ในสมัยหนึ่งอาจไม่ใช่ในเวลาต่อมา คนไทยเชื่อว่าการเฆี่ยนตีจะเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กได้ อาจจะเปลี่ยนได้ก็แต่เด็กหัวอ่อนและยังไม่มีความคิดเป็นของตัวเองกระมัง แต่เมื่อพัฒนาการทางสมองของเด็กมีมากขึ้นแล้ว การตีจะให้ผลในทางกลับกับทันที จึงเหมาะสมกับเอาไปใช้กับวัวซึ่งมี IQ ต่ำกว่าคน หรือเด็กเล็กๆที่พัฒนการทางสมองยังไม่โตเต็มที่เท่านั้น

ไม่ให้ตีแล้วให้ทำอย่างไร

ตอนอยู่ ป 2 พอเข้าแถวเดินขึ้นห้องตอนเช้าหลังเคารพธงชาติหน้าเสาธง ผมเป็นคนเดียวที่ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษจับมานั่งคุกเข่าหน้าห้องเรียนไม่ยอมให้เข้าห้อง เป็นอยู่อย่างนั้นทั้งเทมอ

"มนตรี...เธอออกไปนั่งคุกเข่านอกห้องก่อนเลย เพราะฉันรู้ว่าเดี๋ยวเธอต้องได้ทำอะไรผิดเข้าสักอย่างแน่ ถ้าไม่ทำการบ้านมา ก็ต้องลืมเอาหนังสือเรียนมาอีก"

เพระฉะนั้นทุกชั่วโมงของการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของผม จะเริ่มต้นด้วยการออกไปนั่งคุกเข้าตรงระเบียงทางเดินหน้าห้องตามระเบียบโดยไม่ต้องให้ครูสั่ง เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดเทอม และบางวันคุณพ่ออธิการจะเดินตรวจยามตามระเบียง พร้อมกับไม่เรียว และจะจับเด็กที่นั่งคุกเข่าหน้าประตูห้องตีตรงนั้น โดยไม่ถามอะไรเลย จะเดินไล่ไปเรื่อยๆทั้งตึกเรียนสี่ชั้น ในเทอมต่อมา พ่อผมมอบปากกา Parker เป็นของขวัญให้ครู และเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นอีกตั้งแต่นั้น

โตขี้นมาหน่อยก็เจอครูบางคน ที่ก็ดีแสนดี พอตีเสร็จแล้วยังทำเป็นพูดดีกับเด็ก บอกว่ารักอย่างนั้นอย่างนี้ ว่าที่ตีก็เพราะรักนะ ทำให้เด็กสับสน ตกลงคือครูใช้ผมเป็นเครื่องระบายอารมณ์ใช่ใหม พอโกรธก็ตีผม พอคิดได้ก็รู้สึกผิดมาทำพูดดีด้วยอย่างนั้นอย่างนี้ ครูวางตัวผิด

ที่ถูกคือบอกให้รู้เลยว่าเหมาะสมแล้วที่ต้องถูกตี และให้ชัดเจนกับเด็กด้วยว่าที่ตีเพราะเป็นเหตุจากที่เด็กก่อขึ้น ที่สำคัญคือต้องต้อนเด็กให้จนมุมและยอมรับด้วยเหตุผลว่าเขาคู่ควรได้รับการลงโทษอันทรงเกียรตินี้แล้วจากครูที่ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนเขา และ justify เหตุแห่งการตีให้ชัดเจนที่สุด สมัยที่เรียนมัธยมมีครูผู้หนึ่งที่ตีได้ประทับใจผมมาก แม้จะยังตีเจ็บอยู่ แต่จำได้ว่าครูถามก่อนว่าโตขึ้นเธออยากเป็นอะไร ผมตอบอย่างภาคภูมิใจว่าอนาคตผมอยากเป็นนักเขียนครับ ครูถามว่าถ้าเธอเป็นนักเขียนแล้วไม่มีสำนึกความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของเธอ บุคคลอื่นและสังคมจะได้รับความเสียหายอย่างไร เธอจะเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จหรือไม่ ผมจำไม่ได้ว่าได้ตอบคำถามนี้หรือไม่อย่างไร แต่ไม่สำคัญ เพราะนั้นเป็นคำถามที่มีคำตอบอยู่ในตัวแล้ว ครูไม่ได้ถามให้ตอบ แต่ถามให้คิด พอครูตีผมเสร็จ ผมบอกครูว่าการกระทำเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

Thursday, July 16, 2009

I found today the funny thing about the English verb 'dispose'

If you dispose of something, you no longer want it.

So, if you dispose of a problem, you tackle it or deal with it.

But, if you are disposed to so something, you are inclined to do it.
“กมฺมุนา วตฺตตีโลโก....สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” พุทธภาษิต

Wednesday, July 08, 2009

My next big things!

- The great relaxation
- HUM's Meditation group
- The ice-breaker (English-Thai code-switching) society
- KU student material designers for the blinds
- KU student translators for the CCF children's foundation

Monday, July 06, 2009

กำเนิดภาษาอังกฤษอย่างย่อ (ที่สุด)

ภาษาอังกฤษมีต้นกำเนิดที่เกาะอังกฤษจากภาษาพื้นเมืองเดิมสมัยก่อนศริตกาลของพวก Welsh (Wales) และ Scots (Scotland) ซึ่งมีภาษาที่ใช้กันเป็นกลุ่มภาษา Celtic (หนึ่งในกลุ่ม Indo-European)

ต่อมาช่วงปี 0-400 AD. มีการอภยพของพวก Angles และ Saxons หรือเรียกรวมกันว่า Anglo-saxons (คำว่า Angles ก็เป็นที่มาของคำว่า English ในปัจจุบันนั่นเอง) ซึ่งก็คือพวก Scandinavian (Swedish, Finnish, Nowagian, Dennish ในปัจจุบัน) ซึ่งผู้อภยพกลุ่มนี้นำภาษา Germanic (หนึ่งในกลุ่ม Indo-European เข่นเดียวกันกับ Celtic) เข้ามาทางตะวันออกและตอนใต้ของเกาะอังกฤษ กลุ่มภาษา Celtic เดิมของพวก Welsh และ Scots จึงเกิดผสมผสานกับกลุ่มภาษา Germanic ในยุคนี้เกิดเป็นภาษาอังกฤษในยุคแรก เรียกกันเป็นทางการว่า Old English (OE)

จวบจนกระทั่งยุค 400-800 AD. มีกลุ่ม Vikings อภยพเข้ามาอีก ซึ่งก็คือ Scandinavian นั่นเองแต่พวกนี้ใช้ชีวิตในเรือเดินท้องทะเลและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง กลุ่มนี้นำภาษากลุ่ม Germanic เข้ามาที่เกาะอังกฤษมากขึ้นอีก หลักฐานสำคัญคือบทกวีชื่อ Beowulf ซึ่งเมื่อไม่นานนี้นำมาสร้างเป็นหนังเล่าเรื่องตำนานของ Scandinavian hero ชื่อ Beowulf ปราบอสุรกาย Grendel, แม่ของ Grendel, และมังกรยักษ์ ซึ่งถือว่าเป็นมหากาพย์ (epic) แรกที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ แต่ภาษาอังกฤษในยุคนั้นก็ไม่ได้ใช้กันเป็นทางการ เพราะตอนนั้นเกาะอังกฤษก็อยู่ใต้อาณัติของจักรวรรดิ์ Roman ภาษาทางการที่ใช้จึงเป็น Latin

ต่อมาราว 1,200 AD. พวก Normans (ตอนเหนือของฝรั่งเศส หรือแคว้น Normandy ในฝรั่งเศสปัจจุบัน) นำทัพเข้ามายึดเกาะอังกฤษเป็นเมืองขึ้นจากจักรวรรดิ์โรมัน (Norman's Conquest) ภาษาทางการจึงยังคงเป็น Latin แต่พื้นเมืองเป็น OE ที่ผสมผสานกับ French ยุคแรก ภาษาอังกฤษตั้งแต่ช่วงประมาณ 400-1,200 นี้เองจึงเรียกกันเป็นทางการว่า Middle English (ME)

โดยสรุปภาษาอังกฤษจึงที่มาจากการผสมผสานกันของกลุ่มภาษา Celtic, Germanic, Latin, French ดังจะเห็นได้ว่ามีคำที่ยืมมาใช้จากภาษาเหล่านี้มากมายโดยเฉพาะ Latin ซึ่งมากที่สุด รองมาคือ Germanic และ French ภาษาอังกฤษหลัง Normans' Conquest เป็นต้นมาจนปัจจุบันเรียกกันว่าเป็น Modern English (ModE) หรือบางคนยังแบ่งอีกว่าหลัง 2,000 AD. เป็น Present-Day English (PDE).

Friday, June 26, 2009

มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ: ใครได้ใครเสีย

ข้อดีคือมหวิทยาลัยมีอิสระในเชิงนโยบายและการบริหารมากขึ้น ทำให้สามารถพัฒนาในเชิงวิชาการได้ดีขึ้น เพราะเกิดการแข่งขันระหว่างองค์กรทั้งภายในและภายนอก แต่การแข่งขันนั้นในเวลาเดียวกันก็ยังให้เกิดผลในเชิงธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังสังเกตได้จากการเปิดหลักสูตรมากขั้นเพื่อการอยู่รอดและการแข่งเพราะได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐน้อยลง ปริมาณผู้เรียนต่อหลักสูตรจึงจำเป็นต้องมากขึ้นและนี่อาจกระทบต่อคุณภาพการสอน ตัวอย่างเช่นอาจารย์ผู้สอนต้องตรวจงานนักศึกษาเพิ่มขึ้น อีกทั้งประเด็นต่างๆที่จะตามมา เช่นการวัดผลการศึกษา ฯลฯ อาจารย์ถูกล่อลองด้วยรายได้นอกระบบ (จากการสอนในหลักสูตรพิเศษต่างๆ) จนกลายเป็นกรรมกรในอุตสาหกรรมการศึกษา แทนที่จะเป็นนักวิจัยและค้นคว้าหาองก์ความรู้ให้สังคม

ในแง่มุมของนักศึกษา จะต้องจ่ายค่าหน่วยกิตเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปจ่ายเป็นค่าเงินเดือนให้กับบุคคลากรของสถาบันซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐน้อยลง ประเด็นนี้อยู่ที่ว่ามหาวิทยาลัยจะเพิ่มค่าหน่วยกิตไม่ให้มากกว่าเดิมจนเกินไปได้อย่างไร ถ้าเพิ่มนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ถ้าเพิ่มมากก็จะเป็นปัญหากับนักศึกษาที่ต้องพึ่งกองทุนการศึกษาของรัฐอีก ดังนั้นก็เท่ากับว่าแทนที่รัฐจะลดต้นทุนการสนับสนุนภาคการศึกษา แต่กลับต้องมาปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้นักศึกษาอีก (เท่ากับลดต้นทุนของรัฐจริง แต่ก็ต้องไปจ่ายเพิ่มเป็นเงินกู้ผลตอนแทนต่ำอีก) เพื่อไม่ให้ค่าหน่วยกิตเพิ่มมากจนเกินไปหลังมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับนักศึกษาเพิ่มด้วยเหตุผลแห่ง economy of scale ตามหลักเศรษศาสตร์ ดูผิวเผินเหมือนว่ามหาวิทยาลัยและผู้เรียนได้ประโยชน์ คือมหาวิทยาลัยมีรายได้มากขึ้น ผู้เรียนก็เรียนจบง่ายขึ้น แต่จริงๆในระยะยาวจะเป็นการลดมาตราฐานการศึกษาของสถาบัน ลดมาตราฐานการสอนของอาจารย์ และลดคุณภาพของบัณฑิต เพราะแน่นอนว่าปริมาณนักศึกษาจะมากขึ้นเป็นทวีคูณ แต่คุณภาพต่ำเพราะมหาวิทยาลัยเอาแต่รับเพิ่มๆ เปิดหลักสูตรเพิ่ม อาจารย์เอาแต่สอนภาคพิเศษ ภาคค่ำ บาปตกที่นักศึกษาที่ทุกวันนี้บ่นแต่เรื่องค่าหน่วยกิต ซึ่งจริงๆเป็นเพียงปัญหาแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น

Thursday, June 25, 2009

Emeritus Professor Bob Fagan's (Human Geography) 'criteria for assessing Ph.D. dissertation':

1. Distinct contribution to knowledge
2. Evidence of originality (new facts/theories)
3. Satisfactory literary presentation (lack of ambiguity)
4. Potentiality for getting published (partly or all)

Friday, June 19, 2009

World's most livable cities

Three Australian cities hit the Economist's list of the world's top-ten most livable cities.

1 Vancouver 98.0
2
Vienna 97.9
3 Melbourne 97.5
4
Toronto 97.2
5 Perth 96.6
5
Calgary 96.6
7
Helsinki 96.2
8 Sydney 96.1
8
Geneva 96.1
8
Zurich 96.1

(http://www.wikipedia.com/)
Buddhism

Buddhism is broadly recognized as being composed of two major branches: Theravada, which has a widespread following in Southeast Asia, and Mahayana (including Zen, Shingon and Tebetan Buddhism), found throughout throughout East Asia (www.wikipedia.com).

In Thailand, Theravada is sub-divided into Thammayut and Mahanikaai. Recently another variety seems to have emerged out of the two, the so-called 'Thammakaai', which seems to me like a blend or hybrid between the former two, at least as its name suggests (Thamma- + -kaai).

Friday, June 12, 2009

“หนาวจัง... คิดถึงพี่ไก่จังเลย”

สายมาแล้ว อาจารย์ต๋อมยังนั่งทำงานอยู่ที่ห้องทำงานของคณะเพื่อรอพี่ไก่ สามีที่เป็นอาจารย์ต่างคณะมารับเหมือนเช่นทุกวัน วันนี้พี่ไก่มาสายหน่อยเพราะติดงานเลี้ยงต้อนรับอาจารย์ใหม่ที่เพิ่งเรียนจบจากนอก อาจารย์ต๋อมเลยต้องกินข้าวห่ออยู่ลำพังในห้องทำงานจนเย็นค่ำ เมื่อได้ยินว่ามีอาจารย์จบจากนอกมาใหม่ก็ทำให้นึกถึงสมัยที่แกยังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่อังกฤษ กว่าจะเรียนจบมาได้ก็แทบแย่ ยิ่งในสมัยนั้นแล้วชีวิตนักศึกษาในต่างประเทศจะเปรียบแล้วก็เหมือนอยู่ในคุกดีๆนี่เอง อาหารการกินก็ไม่ถูกปาก อากาศก็หนาวเหน็บ ยิ่งวันไหนหิมะตกแล้วก็จะเงียบเหงาเอามากๆเพราะผู้คนจะไม่ออกมาเดินข้างนอก แม้จะมีอิสรภาพ แต่เหมือนถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแห่งความคิดถึงคนที่รัก ที่กว่าจะเจอกันได้ก็ต่อเมื่อเรียนจบแล้วเท่านั้น จะพูดคุยกันทางโทรศัพท์ก็ได้ไม่นานนักเพราะค่าโทรก็แพงเหลือเกิน จะเขียนจดหมายถึงกันก็ต้องใช้เวลาลาเป็นอาทิตย์กว่าจะถึง ไม่ได้พูดคุยกันได้รวดเร็วทันใจผ่านอินเตอร์เน็ตเหมือนอย่างสมัยนี้

เวลาที่ว้าเหว่ที่สุดสำหรับอาจารย์ต๋อมในสมัยนั้น คงเป็นเวลาเย็นที่ต้องเดินตากลมหนาวกลับบ้านยามค่ำมืดเพียงลำพัง เมื่อถึงบ้านแกก็จะหุงหาอาหารกินอยู่คนเดียว ทานข้าวสวยร้อนๆ กับไข่เจียว และแกงอ่อมอิสานของโปรดแกมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ อาบน้ำและกราบพระก่อนเข้านอน โดยแกจะขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มทับซ้อนกันสามผืนจนหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ทุกวันแกจะคิดถึงพี่ไก่และลูกชายสามขวบที่เมืองไทยจนจับใจ และเฝ้าคิดถึงวันที่แกจะเรียนจบและได้กลับเมืองไทยไปหาลูกและสามีเสียที มีเพียงความหวังแค่นี้แหละที่ทำให้แกมีกำลังใจเรียนหนังสือได้วันหนึ่งวันหนึ่ง เพื่อรอให้ถึงวันนั้น ยิ่งแกคิดถึงลูกและสามีเท่าไหร่ แกก็ยิ่งมุมานะเรียนมากเท่านั้น ที่แกทำได้และมักจะทำเป็นอยู่ประจำก็คือบ่นพ้อกับหม้อหุงข้าวใบน้อยตรานกยูงที่คุณแม่แกซื้อให้เป็นของฝากติดมือมาจากเมืองไทยเท่านั้นแหละ

“เจ้าหม้อหุงข้าวน้อยเอ๋ย... ขอบใจนะแกที่ที่หุงข้าวให้กินทุกวัน จะมีแกก็นี่แหละนะ...เป็นเพื่อนยามยาก... เมื่อไหร่จะเรียนจบสักทีนะ จะได้หิ้วแกกลับเมืองไทยเสียที”

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งอดีตให้หวนคิดถึง ความมุ่งมั่นที่จะเรียนให้จบเพื่อจะได้กลับเมืองไทย ทุกอารมณ์และความรู้สึกนั้น มีเพียงหม้อหุงข้าวใบน้อยที่เข้าใจแกในเวลานั้น มันก็เหมือนกันการที่นักโทษเฝ้ารอวันปล่อยตัว ต่างกันแค่พันธนาการที่ใช้ไม่ได้เป็นโซ่ตรวน แต่งเป็นความรักและความคิดถึงคนที่รักที่ไม่อาจพบหน้าได้เท่านั้น

เผลอแพลบเดียว ยี่สิบปีผ่านไป แต่ความรู้สึกนั้นย้อนกลับมาอีกครั้งในเวลานี้ เวลาที่เธอรอคอยสามีเพียงเพื่อจะได้กลับด้วยกัน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น แต่ความรู้สึกที่รู้ว่ากำลังจะได้เจอคนรักนั้น บางทีก็เป็นความสุขได้มากกว่าการได้เจอจริงๆเสียอีก เพราะยามที่รอคอยการพบเจอนั้นเปี่ยมไปด้วยความหวังอันปิติ แต่เมื่อได้เจอแล้วต่างหากที่บางทีก็กลับเป็นกังวลถึงการพลัดพรากอีกครั้งในอนาคต ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

...

“โทษทีนะต๋อม... ให้รอนานเลย พี่ให้ต๋อมไปกินด้วยกัน ต๋อมก็ไม่ไปนี่ เอ้านี้... เจ้าสายัญเด็กทุนลูกศิษย์พี่ที่เรียนจบมาน่ะ มันอุตส่าห์หิ้วหม้อหุงข้าวกลับมาจากอังกฤษ บอกให้พี่เอาไปให้นิสิต มันว่าหม้อใบนี้ช่วยคนเรียนจบมาหลายรุ่นแล้ว มันได้มาจากรุ่นพี่ แล้วรุ่นพี่ก็ได้ต่อมาจากรุ่นก่อนๆที่เรียนจบไปอีกที ใครจะอยากได้เล่าต๋อม เนี้ยะดูสิ เก่าซะขนาดนี้ ไม่รู้ใช้กันมากี่ปีแล้วยังอุตส่าห์หอบกลับมาอีก”

อาจารย์ต๋อมเงยหน้าขึ้นช้าๆ เบึ่งตาโตมองจ้องหม้อข้าวในมืออาจารย์ไก่อยู่สักครู่

“พี่...ขอต๋อมมองใกล้ๆซิ”

“อ้าวต๋อมสนใจหรอก... เอาไปเลย... พี่ให้ เก่าขนาดนี้ใครจะอยากได้”

อาจารย์ไก่ว่าพร้อมกับยกเอาหม้อหุงข้าวใบนั้นวางไว้บนโต๊ะทำงานของอาจารย์ต๋อม ที่ตอนนี้ยิ่งจ้องมองพิจารณามากยิ่งกว่าเก่า แกค่อยๆเปิดลิ้นชักหยิบแว่นสายตายาวขึ้นใส่เหมือนพยายามจะอ่านข้อความในสลากที่แปะอยู่ด้านข้างให้ชัด บนหม้อหุงข้าวที่มีสัญลักษณ์ตรานกยูงใบนั้น มีข้อความที่เขียนด้วยปากกาลูกลื่นสีดำเป็นภาษาไทยตัวเล็กๆ ซึ่งถ้าไม่สังเกตให้ดีก็จะมองไม่เห็น แม้ข้อความนั้นจะเรืองลางเต็มที แต่ก็ยังพออ่านได้ว่า

“หนาวจัง... คิดถึงพี่ไก่จังเลย”

...

“มันจะงมงายอะไรขนาดนั้น... ฟังเจ้าสายัญมันพูด... อาถรรพ์จริงๆนะอาจารย์ เจ้าของเก่ารักมาก ถ้าลองได้เอาหม้อใบนี้ไปใช้หุงข้าวกินทุกวันแล้ว ที่ว่าเรียนอ่อนยังไง เป็นต้องเรียนจบทุกราย”

...

“ต๋อมทำไมเงียบไปล่ะ... เออ... แต่พี่ว่าสงสัยหม้อใบนี้มันอาจจะศักดิ์สิทธิ์อย่างเขาว่าจริงๆก็ได้นะ... ก็อย่างไอ้สายัญนี่สิ พี่สอนมันมากับมือ เห็นมันไม่เอาถ่านอย่างงี้นะ มันยังจบเอกกับเขาได้นะเนี่ย... มันว่าที่มันจบมาได้ก็เพราะหม้อใบนี้แหละ... พี่ว่า... สงสัยหม้อหุงข้าวมันอยากกลับเมืองไทยมากกว่าว่ะต๋อม... ฮะ ฮะ”

Friday, May 29, 2009

"มีเม็ดทรายนับไม่ถ้วนจำนวนทราย
คนทั้งหลายนับไม่ถ้วนในคุณค่า
เม็ดทรายแกร่งก็เพราะผ่านกาลเวลา
คนจะกล้าก็เพราะผ่านการอดทน"

(เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)

การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง (พุทธคติ)

Saturday, May 23, 2009

ภาษาและวัฒนธรรมสัมพันธ์กันอย่างไร

ภาษาสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่เป็นกำเนิดของภาษานั้นๆ เช่นการใช้สรรพนามในภาษาไทยเรียกผู้อื่นเสมือนเป็นญาติพี่น้องของตน เช่น พี่ น้อง คุณน้า คุณป้า สะท้อนให้เห็นถึงวิถีทางสังคมไทยที่มีพื้นฐานมาจากครอบครัวขยาย อีกตัวอย่างหนึ่งคือวัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับวัยวุฒิ ดังนั้นบทบาทของคำว่า 'พี่' และ 'น้อง' จึงชัดเจน ในขณะที่ภาษาอังกฤษให้ความสำคัญกับบทบาททางเพศมากกว่าวัยวุฒิ ดังนั้นจึงแยกแยะระหว่าง 'brother' และ 'sister' โดยไม่สนใจแยกแยะว่าเป็น 'พี่ชาย' หรือ 'น้องชาย', 'พี่สาว' หรือ 'น้องสาว' ภาษายังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยธำรงรักษาและถ่ายทอดวัฒนธรรมจากสังคมรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง เมื่อสังคมใดไม่มีภาษาแล้ววัฒนธรรมในสังคมนั้นย่อมสิ้นสุดลง แต่จะเป็นไปได้อย่างไรเล่าที่สังคมใดจะมีวัฒนธรรมโดยไม่มีภาษา ที่พอเป็นไปได้อาจเป็นว่ามีแต่ภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน เช่นนั้นแล้วการถ่ายทอดวัฒนธรรมจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งก็อาจไม่ถูกต้องแม่นยำเท่ากับสังคมที่มีภาษาเขียน เพราะสามารถจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรได้ ด้วยเหตุเดียวกันนี้เมื่อวัฒนธรรมเปลี่ยน ภาษาก็เปลี่ยนตามยุคตามสมัย เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม และในขณะเดียวกันวัฒนธรรมก็ต้องพื่งพาภาษาเป็นเครื่องมือถ่ายทอด ทั้งสองจึงสัมพันธ์กันและมีอิทธิพลต่อกันในลักษณะเช่นนี้

Friday, May 22, 2009

“เราอยู่ในร่างกายนี้... ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น พอหมดเวลาก็ต้องคืนเขาไปแล้ว” (Boy)

Thursday, May 21, 2009

ประตูคุกใกล้เปิดแล้ว ต้องรักษาสุขภาพจิตใจให้ดีโดยนั่งสมาธิ และยึดในหลักไตรสิกขา ศีล สมาธิ และปัญญา ส่วนร่างกายก็ออกกำลังกายเข้ายิมวันละหนึ่งชั่งโมง ว่ายน้ำวันละ ุ600 เมตร กินผักผลไม้วันละไม่ต่ำกว่า 5 อย่างทุกวัน และโปรตีนจาก ไข่ เนื้อไก่ และปลา กินอาหารเสริมเป็น Omega-3, Vitamin A, และโปรตีนสังเคราะห์เพิ่ม คุยกับเพื่อนร่วมงานอย่างต่ำวันละครึ่งชั่วโมงทุกวัน เวลาว่างก็หาความรู้ใหม่ออกกำลังกายสมอง และฟังข่าว BBC ทุกวัน

Sunday, May 10, 2009

การเรียนในชั้นเรียนกับแบบวิธีวิจัยอย่างใหนดีกว่ากัน?

แบบวิธีวิจัยดีกว่าเพราะ...
- เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา (พร้อมๆกับสร้างปัญหาใหม่) ด้วยตนเอง
- ไม่ถูกจำกัดด้วยขอบเขตของวิชา
- รู้ลึกลืมยากเพราะเป็นความรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ตรง
- รู้กว้างเพราะต้องอ่านเยอะ (เพื่อหาวิธีแก้ปัญหา)
- ขอ audit เข้าเรียนเฉพาะวิชาที่สนใจได้

แบบเรียนในชั้นเรียนดีกว่าเพราะ...
- เนื้อหาชัดเจนเพราะเป้าหมายถูกกำหนดไว้แล้ว
- สามารถความคุมระยะเวลาและขั้นตอนดำเนินการวิจัยได้ง่ายกว่า
- ส่วนใหญ่ใช้เวลาเรียนเร็วกว่าเพราะไม่ต้องเสียเวลาอ่านงานเยอะเพื่อใช้แก้ปัญหา

Saturday, May 09, 2009

วันนี้เรียนวิชา เต้น hip hop เป็นครั้งแรก ไม่รู้จะนำไปทำประโยชน์อะไรให้สังคมได้ ถ้าเอาไปผสมกับวิชา meditation yoga อาจเป็นประโยชน์ กับการสอนภาษาอังกฤษด้วย drama techniques ได้

Thursday, April 23, 2009

What I've learnt from Pam today:

- Pinpointing the area unexplored in the quoted literature with 'burning questions'.

Tuesday, April 14, 2009

Thaksin v. Abhisit

Mr. Thaksin on CNN's blaming the political chaos on the present Thai govn't which he alleged undemocratic.

Abhisit ยืนยันว่าเป็นรัฐบาลจากประชาธิปไตยรัฐสภา และโต้กลับว่ารัฐบาลสมัยที่แล้วซึ่งเป็นกลุ่มของคุณทักษิณก็เป็นรัฐบาลจากประชาธิปไตยรัฐสภาเช่นกัน ไม่เห็นคุณทักษิณพูดว่า undemocratic


download ของ BBC ไม่ได้ เลยเอาของ CNN มาให้ดู ของ BBC ดูได้ที่นี่
http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/7996894.stm

Debate สื่อต่อสื่อ งานนี้เห็นชัดว่า ไม่ได้เป็นการแข่งขันระหว่างคุณทักษิณกับคุณอภิสิทธิ์อย่างเดียว (ซึ่งค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วว่าใครเป็นใคร) แต่สำหรับผม เป็นการแข่งขันระหว่างสื่อด้วยเช่นกันคือ CNN กับ BBC โดยมีชาวโลกเป็นกรรมการ ซึ่งงานนี้จะเป็นเครื่องชี้วัดว่าสื่อใหนประชาชนชาวโลกจะยึดถือได้มากกว่ากัน

พิธีกรการราย Hardtalk ของ BBC สัมภาษณ์ได้ดุเดือดมาก แต่เป็นคำถามที่ดี
http://www.youtube.com/watch?v=hXJDTtoGIMc

Monday, April 13, 2009

เพลงนี้เป็นกำลังใจให้ผมเอง และผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิตทุกคนครับ... คิดถึง คุณจิตร ภูมิศักดิ์ แต่งได้ดีจริงๆ แล้วยังเป็นปรัชญาอีก ...มีอย่างที่ใหน ให้เยอะเย้ยความทุกข์ยาก! แต่ทำได้ครับเพียงมีี 'แสงดาวแห่งศรัทธา' (ชื่อเพลง) ยังไงล่ะครับ ถ้าศรัทธานั้นเป็นศรัทธาที่ดี ก็จะเกิดพลังในตัวคือ 'จิตตะ' ซึ่งก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิด 'วิริยะ' ตามหลักอิทธิบาท4 อย่างนี้นี่เองที่พระพุทธเจ้าพูดว่า 'วิริเยนะ ทุกขมัจเจติ' คือบุคคลล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร ความเพียรที่ว่าก็มาจากศรัทธานั้นเอง ความทุกข์ และความเพียรจึงสัมพันธ์กันได้ในลักษณะเช่นนี้ สรุัปคือ... หากเราลุแก่ความเพียร โดยมีศรัทธาเป็นที่ตั้งเสียแล้ว เราก็จะสามารถหัวเราะเยอะความทุกข์ได้อย่างมีความสุขครับ ซึ่งนั้นก็น่าจะเป็นปรัชญาตามหลักพุทธของเพลงนี้ครับ



เท่าที่ทราบ คุณจิตร ภูมิศักดิ์ เขียนบทเพลงนี้จากในคุก เมื่อมองไปบนท้องฟ้าเห็นดาว จึงเปรียบแสงดาวที่เห็นเป็นแสงดาวแห่งศรัทธาที่เขามีในการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ แต่ความศรัทธาของคุณจิตรเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองห้วเอียงซ้าย (แค่30 องศา) อย่่างที่คุณจิตรพูดไว้เอง ซึ่งไม่มีอะไรผิดเพราะเป็นอุดมการณ์ที่บริสุทธิ์ ไม่เหมือนการก่อความวุ่นวายที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพวันนี้ ในขณะที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ ที่ต่อสู้กันอย่างไร้สาระ (จริงๆมีสาระ แต่เป็นสาระที่ไร้สาระ!) แล้วอ้างอุดมการณ์ คุณจิตรถูกรัฐบาลต่อต้าน และถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด นับเป็นการสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของ นักปราชญ์ นักคิด นักเขียน นักอักษรศาสตร์ ในบ้านเรา ที่จากไปก่อนวัยอันควร
รางวัลชมเชยงานประกวดภาพวาด Happy Family 2009 รับจากกงสุลใหญ่กรุงซิดนีย์

สิ่งที่ได้เรียนรู้: สีอคีลิควาดง่ายกว่าสีน้ำมัน และไม่ต้องใช้น้ำมัน linceed ผสม วาดบนผ้าใบก็ได้ กระดาษปอนด์ก็ได้ แต่สีน้ำมันก็ยังวาดง่ายกว่าสีน้ำ สรุปสีน้ำเป็นสีที่ใช้ยากที่สุด เพราะการควบคุมการไหลของน้ำเป็นเรื่องยาก ผู้ที่เข้าประกวดไม่มีใครเลือกใช้สีน้ำเลย มีแต่สีฝุ่น สีเทียน สีชอล์ค สีน้ำมัน และสีอคีลิค

แต่ที่ผมเลือกสีน้ำก็เพราะเห็นว่าคุ้นเคย แต่จริงๆเทคนิคการเล่นสียังไม่ถึงขั้นเลยสักนิด อย่างไรก็ตามข้อดีประการหนึ่งของสีน้ำคือการสามารถลบสีได้หากลงผิด แต่ต้องใช้น้ำลบโดยทันทีที่สียังไม่แห้ง แต่ถ้าเป็นสีน้ำมัน หรือ อคีลิคคงต้องใช้วิธีลงสีอื่นทับ

Tuesday, March 31, 2009

ความครัวอบอุ่น... ความสุขของผม...ก๊าบ (inspired by The Ritchie's family)

Thursday, March 26, 2009

มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ


เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2552

Monday, March 16, 2009

ความรักและความสัมพันธ์ (2)

Bestseller แนว relationship อีกเล่มหนึ่งที่ classic ไม่แพ้ 'Men are from Mars, women are from Venus' ของ John Gray และที่ได้รับการยอมรับและตีพิมพ์ไปทั่วโลก คือ 'Why men don't listen, and women can't read maps' ของ Allan & Barbara Pease ตีพิมพ์ครั้งแรก Nov 1999 หนังสือเล่มนี้อธิบายการพัฒนาเซลล์สมองของมนุษย์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของทั้งสองเพศ หรือกลุ่มที่มีลักษณะค่อนไปทางเพศหนึ่งเพศใดมากหรือน้อยต่างกัน หนังสือของ Allan & Barbara Pease เล่มนี้จึงเป็นเหมือนการตอบโจทย์คำถามของหนังสือเล่มแรกของ John Gray ทั้งยังอ่านง่ายและมีมุขตลกแฝงอยู่ทำให้ผู้อ่านไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มเพศใดอ่านแล้วต้องโดนใจตัวเองบ้าง และทำให้อดขำไม่ได้ในพฤติกรรมของตนที่ทำต่อเพศตรงข้าม

Saturday, March 07, 2009

ความรักและความสัมพันธ์ (1)

การถูกคนรักทิ้งทำให้ขาดแรงบันดาลใจในการทำงาน แต่การไม่ดูแลเอาใจใส่ก็ทำให้อีกฝ่ายขาดแรงใจเช่นกัน ดังนั้นถ้้าไม่ต้องการให้ขาดแรงบันดาลใจในการทำงาน จึงต้องมีคนที่รักเป็นกำลังใจ และการจะรักษาคนรักให้เป็นกำลังใจต่อไปก็ต้องดูแลเอาใจใส่เขาให้มีแรงใจที่จะให้กำลังใจเราด้วยเช่นกัน

คนหนึ่งต้องการ การทะนุทนอมดูแลเอาใจใส่ (ชาว Venus ส่วนใหญ่เป็นกับผู้หญิง) ส่วนอีกคนต้องการ กำลังใจและการยอมรับ (ชาว Mars ส่วนใหญ่เป็นกับผู้ชาย) หากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งขาด สัมพันธภาพก็ขาด แต่หากฝ่ายหนึ่งให้กับอีกฝ่ายหนึ่งในส่วนที่ขาด คือพวก Mars เอาใจใส่ดูแลพวก Venus เพื่อพวก Venus จะได้เป็นกำลังใจให้พวก Mars ต่อไป ซึ่ง พวก Mars ก็จะหันกลับมาทะนุทนอมเอาใจใส่ พวก Venus ความสัมพันธ์ก็จะำดำเนินอยู๋อย่างวงล้อที่หมุันและกระตุ้นซึ่งกันและกันเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

(แนวคิดเรื่อง Mars and Venus ตีพิมพ์ครั้งแรก May 1992 โดยนักจิตวิทยาชื่อ John Gray และได้รับการยอมรับจนเป็น classic best seller จนถึงปัจจุบัน)

Thursday, February 26, 2009

สงครามเวียดนาม
วันนี้ยังเขียนไม่เสร็จครับ ง่วงนอนแล้ว

เวียดนามเคยเป็นส่วนหนึ่งของจีนจนถึง 938 AD ก่อนจะตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคมเมื่อกลางศตวรรษที่ 19 จากนั้นเรื่อยมาก็มีความพยายามที่จะปลดแอกประเทศจากกลุ่มชาตินิยมเวียดนาม ซึ่งถือว่าเป็นความพยายามใต้ดินที่ก่อตัวขึ่นเป็นกลุ่ม Viet Minh ภายใต้การนำของนาย Ho Chi Minh

สมัยสงครามโลกครั้งที่สองญี่ปุ่นเข้ายึดครองเวียดนามจากฝรั่งเศสโดยสั่งจับและปลดอาวุธทหารฝรั่งเศส เปิดช่องให้กลุ่มกองกำลัง Viet Minh พยายามเข้ายึดอำนาจเพื่อประกาศอิสรภาพจากฝรั่งเศส แต่เมื่อเมื่อสงครามสิ้นสุดลงและญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ฝรั่งเศสก็กลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง แต่การกลับมาครั้งนี้ของฝรั่งเศสได้เพียงครอบครองพื้นที่ทางใต้ของประเทศ โดยมี เมือง Ho Chi Minh City (หรือ Saigon ที่เรียกกันในสมัยนั้น) ขึ้นเป็นเมืองหลวง

Friday, February 20, 2009

สุขอื่นใดยิ่งกว่าความสงบเป็นไม่มี“ (จากพุทธคติ)
สลัดกุ้งญี่ปุ่น
(Japanese prawn salad)

Wednesday, February 18, 2009

China (8): The Heyday

ที่ผ่านมาผมเล่าถึงประวัติศาสตร์จีนยุคต้นศตวรรษที่ 20 อันแสนขมขื่น ไม่รู้ว่าจีนทำเวรทำกรรมอะไรไว้มากมายขนาดใหน บางทีอาจเป็นช่วงประวัติศาสตร์ยุคโบราณ แต่ที่แน่ๆ ผมหวังว่าความขมขื่นเหล่านั้นจะปิดฉากลงในเวลาอีกไม่นาน นโยบาย One-child Policy กำลังจะเห็นผลในเชิงเศรษศาสตร์มหภาพ (แต่หลักฐานทางงานวิจัยยังเป็นที่ถกเถียงว่านโยบายดังกล่าวเห็นผลจริงๆหรือเปล่า) ปัจจุบันจีนเป็นชาติที่มีเงินคงคลังในประเทศหรืำอ National Surplus เหลือสูงเป็นอันดับสามของโลก (โดยเขี่ยเยอรมันตกเป็นอันดับสี่จากรายงานเมื่อปลายปีที่แล้ว) เป็นรองแค่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเท่านั้น GDP ของจีนเติบโตขึ้นเป็น 10% อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2003 ธุรกิจก่อสร้างเป็นดรรชนีชี้วัดอีกตัวหนึ่งถึงการเจริญเติบโตทางเศรษกิจของจีน ปัจจันบัน 5 ใน 10 ของอาคารสูงที่สุดในโลกอยู่ในประเทศจีน ทั้งหมดสร้างขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้นี่เอง แน่นอนว่าในสภาวะเศรษกิจหลังวิกฤตแฮมเบอเกอร์ครั้งนี้ ประเทศที่มีเงินคงคลังเหลือมากที่สุดย่อมเป็นต่อ อย่างน้อยก็ในเชิงการกระตุ้นกระแสเงินหมุนเวียนภายในประเทศโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้จากสถาบันการเงินต่างประเทศ (เหมือนอย่างประเทศไทยในขณะนี้) ซ้ำยังเป็นแหล่งเงินกู้ให้กับประเทศอื่นแล้วคิดดอกเบี้ยเงินกู้แพงๆไ้ด้อีก หรืออาจให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงด้วยเพื่อดึงดูดการลงทุนในตราสารหนี้กับรัฐบาลจีน ไม่แน่ว่าซักวันหนึ่ง ประเทศไทยอาจหันไปซื้อตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลจีนแทนรัฐบาลสหรัฐก็เป็นได้ (เพราะให้ดอกเบี้ยมากกว่า) ถ้าทุกประเทศคิดเช่นนั้นเงินรายได้หมุนเวียนของสหรัฐจากตลาดอนุพันธ์คงร่อยหรอ สหรัฐอเมริกาถึงได้เกรงๆจีนอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ยังไงล่ะครับ

Sunday, February 15, 2009

China (7): One-child Policy

แรงงานจีนในยุคนั้นมีมากและเติบโตจนล้นออกนอกประเทศ ซึ่งก็เป็นที่มาให้รัฐบาลสมัยนั้นอ้างเหตุแก้ปัญหาทางเศรษกิจโดยประกาศ นโยบายลูกหนึ่งคนต่อหนึ่งครอบครัวในปี 1979 หากครอบครัวใดมีบุตรคนที่สองรัฐบาลก็จะลดการสนันสนุนทางการเงิน และอาจต้องจ่ายเบี้ยหวัดให้กับรัฐ รายละเอียดในเรื่องนี้ แตกต่างกันตามมณฑล และเป็นข้อมูลไม่เปิดเผย เพราะนโยบายดังกล่าวเปิดช่องให้เจ้าพนักงานของรัฐฉ้อฉล โดยรับเงินใต้โต็ะเพื่อแลกกับการปิดปากทางการเรื่องจำนวนบุตร และยังทำให้เกิดการทำแท้งผิดกฏหมายกับทารกเพศหญิงอีกจำนวนมากมาย แต่เรื่องนี้ไม่มีงานวิจัยสนับสนุน และไม่มีหลักฐานเพราะเป็นการตกลงกันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่เท่านั้น และเป็นเรื่องเล่าปากต่อปาก เพราะวัฒนธรรมจีนถือว่าชายเป็นผู้สืบสกุล เมื่อทารกที่คลอดออกมาเป็นลูกสาวจึงฆ่าทิ้ง ในบางมณฑลถึงกับต้องออกนโยบายบางอย่างเช่น หากลูกคนแรกเป็นหญิง ให้มีลูกคนที่สองได้อีกแต่ต้องเว้นไปอีก 5 ปี หรือหากคนแรกพิการ ก็ให้มีบุตรคนที่สองได้อีก แต่นโยบายดังกล่าวก็ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องการเลือกเพศบุตรเพราะคนที่สองก็ยังอาจเป็นหญิงอีก จนรัฐบาลในยุคต่อมาต้องประกาศให้บุตรที่เกิดมาสามารถเลือกได้ว่าจะใช้นามสกุลของบิดาหรือมารดาโดยถูกต้องตามกฏหมาย ทำให้สตรีสามารถสืบวงตระกูลได้เช่นกัน แม้ปัญหาเรื่องการเลือกเพศบุตรจะเบาบางไปมากแล้วสำหรับคนจีนปัจจุบัน ลูกหลานชาวจีนที่เกินขึ้นจากนโยบายนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นรุ่นที่เสียสละเพื่อประเทศโดยแท้ ที่ต้องเติบโตขึ้นมาโดยไม่มีพี่มีน้อง และต้องแบกรับภาระและความหวังจากครอบครัว ประกอบกับการแข่งขันซึ่งสูงมาก ทั้งตลอดชีวิตการเรียน และการทำงาน สภาวะจิตใจของชาวจีนรุ่น 'เสียสละเพื่อชาติ' จะเป็นเช่นไรนั้นเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่อาจชดเชยให้ได้ และนโยบายดังกล่าวยังขัดกับสิทธิขึ้นพื้นฐานในการสืบพันธุ์ของมนุษย์อีกด้วย
China (6): Baby boomer

ต้นศตวรรษที่ 18 เป็นช่วงที่ประเทศจีนต้องล้มลุกคลุกคลานทั้งด้านการเมืองและเศรษกิจ นับเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่ทรงอิทธิพลกับประเทศจีนในทุกวันนี้ กับระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐใหม่ ซึ่งต้องผ่านการต่อสู้ทางการเมืองช่วงชิงอานาจระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ของ เหมาเจ๋อตง กับพรรคก๊กมินตั๋งภายใต้การนำของ นายพลเจียงไคเช็ก ก่อนที่จะถูกญี่ปุ่นรุกรานช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่สิ้นสุดลงในปี 1945 หลังสงครามประเทศจีนต้องประสพปัญหาทางเศรษกิจรุนแรง แต่ท่ามกลางสภาวะความเครียดทางเศรษกิจการเมืองประชาชนกลับมีบุตรเพิ่มมากขึ้น จนที่สุดสองในสามของประชากรทั้งประเทศอายุไม่เกิน 30 ปี เรียกได้ว่าเป็นยุค baby boom สวนทางกับสภาพเศรษกิจของประเทศจนรัฐบาลเลี้ยงประชากรที่เกิดใหม่ไม่ไหว ประชาชนยากจน ถึงขนาดรัฐบาลต้องส่งเสริมให้แรงงานจีนออกไปทำงานต่างประเทศ เพื่อนำเงินส่งกลับมาให้ครอบครัว จนเป็นกำเนิดของ China town ในเมืองใหญ่ของโลกรวมถึง London China Town หรือแรงงานจีนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตอนนั้นสหรัฐกำลังเติบโตทางเศรษกิจควบคู่ไปกับการทำเหมืองทอง และการขยายทางรถไปทั่วประเทศ ทั้งสองกิจกรรมเป็นงานที่ล้วนแต่มีความเสี่ยงสูง สหรัฐอเมริกาจึงเปิดประเทศต้อนรับแรงงานจากจีนเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ ตามที่เราคงเคยเห็นในภาพยนตร์เรื่อง Shianghai Noon ซึ่งสะท้อนภาพของคนจีนในสังคม Cowboy นอนจากนี้แรงงานจีนยังขยายออกไปยังบางส่วนของภาคพื้นอินโดจีน และ ทำให้เกิดเป็นกลุ่มจีนโพ้นทะเลแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน ซึ่งโดยมากอภยพมาจากสามมณฑลใหญ่ทางใต้ คือ กวางตุ้ง (Guangdong) ยูนาน (Hunan) ฮกเกี้ยน (Fugian) และตั้งรกรากกระจายทั่วเอเชียอาคเนย์ พร้อมกับก่อกำเนิด China Town ในประเทศ เวียดนาม ไทย อินโดนิเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ พิลิปินส์ แต่ชาวจีนส่วนใหญ่เมื่อเดินทางออกนอกประเทศแล้ว ก็ไม่ได้กลับบ้านเกิดไปอีกเลย ส่งเพียงเงินที่หาได้กลับไปให้ภรรยาที่เมืองจีน บ้างก็แต่งงานใหม่กับคนท้องถิ่นนั้นๆ สำหรับคนจีนในประเทศไทยนั้น ส่วนมากมาจากอำเภอแต้จิ๋ว ซัวเถา หูเซี้ย และเตี้ยเอี๊ย ซึ่งใช้ภาษาถิ่นเป็นแต้จิ๋วทั้งหมด ทำให้ภาษาแต้จิ๋วเป็นที่ใช้กันเฉพาะในกลุ่มคนจีนในประเทศไทย
China (5): Nanjing Massacre

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองที่ยังผลให้จีนมีระบอบการปกครองแบบ Republic of China คนจีนต้องประสบชะตากรรมอันขมขื่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา โดยการถูกญี่ปุ่นเข้ายึดครองเมืองหลวง ซึ่งก็คือ Nanjing ในสมัยนั้น (ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนเป็น Beijing อย่างในปัจจุบัน) สองขั้วการเมืองใหญ่คือ KMT และ CPC ในขณะนั้นหยุดการต่อสู้ทางการเมืองภายในประเทศ และรวมตัวกันเพื่อต่อต้านการเข้าโจมตีของญี่ปุ่น แต่ที่สุดปี 1937 Nanjing ก็แตกโดยถูกญี่ปุ่นทำลายอย่างราบคาบ ซึ่งต้องถือว่าเป็นช่้วงเวลาที่กองทัพแห่งจักรพรรดิ์ญี่ปุ่นฮิโรฮิโต้ รุ่งเรืองที่สุดในเอเชีย เพราะสามารถเข้ายึดเอาจีนและเกาหลีเป็นเมืองขึ้นได้ อาจจะเรียกว่าเป็น 'นาซีตะวันออก' ในขณะนั้น หรือบางทีอาจจะโหดเหี้ยมยิ่งกว่า ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับที่ญี่ปุ่นเอา prisoners of war ของฝ่าย Alliances มาสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแควที่กาญจนบุรีนั้นเอง ต่างกันที่ prisoners of war ที่เมือง Nanjing นั้นได้รับการทรมานอย่างไร้มนุษยธรรมกว่ามาก ดังปรากฏในหนังสือ และภาพยนตร์สารคดีหลายเรื่องเกี่ยวกับคนจีนที่ถูกฆ่าตาย 200,000 - 300,000 คน ที่เรียกกันว่า 'The Nanking Massacre' และกระทำทารุณกรรมเยี่ยงสัตว์ เช่นเอาคนเป็นๆมาทำเป็นหนูทดลองอาวุธเคมีชีวภาพ ดังปรากฏในสารคดี 'จับคนมาทำเชื้อโรค' หรือ 'Unit 731' รวมถึงการข่มขืมเด็กและสตรีกว่า 20,000 ราย ที่รู้จักกันในนาม หรือ 'The Rape of Nanking' เรื่องนี้ทำให้คนจีนและเกาหลีเกลียดชังคนญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน เพราะคนเกาหลีก็ถูกกระทำเยี่ยงเดียวกัน และกลายเป็นเรื่องทางการเมือง เราคงจำข่าวที่ปรากฏเมื่อไม่นานมานี้ไ้ด้ว่าชาวโลกประณามการไปคารวะสุสานทหารผ่านศึกของญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ของนายกโคอิสึมิ นั่นก็เพราะทางการญี่ปุ่นไม่เคยขอโทษจีนและเกาหลีจนถึงปัจจุบันและไม่ยอมรับข้อมูลดังกล่าว แม้จะมีหลักฐานพยานปากที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมถึงบันทึก และวีีดีโอจากมิชชันนารีต่างชาติที่อยู่ที่ Nanjing ในสมัยนั้น
China (4): Mao's national policies

สาเหตุหนึ่งที่ประธานเหมาไม่ได้ให้ความสนใจกับการเกิดของ ไต้หวัน คงเป็นเพราะปัญหาของประเทศกับการปกครองระบอบคอมมิวนิสใหม่ภายใต้การหนุนหลัง จากสหภาพโซเวียตในตอนนั้น ส่วนไต้หวันเองก็มีสหรัฐอเมริกาหนุนหลังอยู่เพราะสหรัฐได้ประโยชน์จากประเทศ เกิดใหม่โดยเฉพาะเป็นทุนนิยมด้วย จีนเองคงไม่อยากยุ่งการเมืองระหว่างประเทศเพราะปัญหาภายในกับความยากจนก็มาก พออยู่แล้ว จึงหันหน้ามุ่งเ้น้นสร้างนโยบายชาตินิยมเพื่อพัฒนาประเทศแบบสังคมนิยมต่อไป นโยบายสร้างชาติของประธานเหมาให้บทบาทของสตรีในฐานะแรงงานสร้างชาติมากมาย มีกองทัพทหารหญิงเป็นครั้งแรก ประชาชนต้องขยันขันแข็งทำงานตามแบบฉบับสังคมนิยมเพื่อช่วยสร้างชาติ และประหยัดสุดเพราะประเทศยากจนในขณะที่ประชาชนล้นหลาม ซึ่งนโยบายความประหยัดนี้ยังส่งผลให้เห็นจนถึงทุกวันนี้ เช่นการใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุดและคุ้มค่าที่สุด ในครอบครัว เด็กๆจะถูกสอนให้กินข้าวให้หมดทุกเม็ด แล้วค่อยดื่มน้ำโดยให้เทน้ำร้อนที่จะดื่มลงในชามข้าวที่กินหมด เพื่อเป็นการใช้น้ำที่จะดื่มล้างจานข้าวไปในตัว และยังเป็นการเก็บเศษอาหารลงท้องอย่างหมดจด กระดาษหนังสือพิมพ์ถูกนำมาใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่ให้ทิ้งขว้าง เช่นนำมาปูโต็ะเป็นผ้าปูโต๊ะ รองลิ้นชักกันเปื้อน นำมาห่อปกหนังสือ ตรงขอบริบกระดา๋ษที่มีพื้นที่ว่างก็ให้ใช้เป็นกระดาษทด หรือบางทีก็นำมาใช้ปิดหน้าต่างแทนผ้าม่าน แม้ในปัจจุบันคนจีนอภยพไปยังต่างแดนก็ยังปฏิบัติกันอยู่ เหล่านี้ล้วนมีผลมาจากนโยบายประหยัดสร้างชาติของประธานเหมาทั้งสิ้น
China (3): Origin of Taiwan

รัฐบาลภายใต้การนำของนายพลเจียงหนีมายังเกาะไต้หวัน กำเนิดเป็นประเทศไต้หวันอย่างในปัจจุบัน และนำแนวคิดเสรีนิยมมาพัฒนาประเทศจนเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว ช่วงที่หนีมานี้มีเกร็ดเล่าว่า ขณะที่ขบวนผู้อภยพหนีเข้ามาในเขตไต้หวัน ทหารของรัฐบาลใหม่จากพรรค CPC ก็ติดตามไล่ล่ามาด้วย แต่ระหว่างข้ามทะเลเกิดน้ำทะเลหนุนสูงขึ้นอย่างประหลาด เลยทำให้ทหารบางส่วนของกลุ่ม CPC ติดอยู่ที่ไต้หวัน และปัจจุบันก็เป็นพลเมืองไต้หวันไปโดยปริยาย รัฐบาลกลางของประธานเหมา เห็นว่ากลุ่ม KMT สิ้นอำนาจลงแล้ว และหนีไปยังเกาะห่างไกลจีงไม่สนใจใช้กำลังทหารไล่ล่าติดตามต่อ จนถึงตอนนี้หากเราไปถามคนจีนแผ่นดินใหญ่สักคน เขาก็ย่อมจะตอบว่าไต้หวันยังคงเป็นส่วนหนึ่งของจีน เพราะทางการจีนไม่เคยยอมรับการประกาศอิสรภาพของไต้หวันตั้งแต่ต้น ทั้งๆที่ไต้หวันใช้ความพยายามในการไปจดทะเบียนเป็นสมาชิกประเทศของสหประชา ชาติ แต่ไม่นานนัก UN ก็ถูกกดดันจากจีนซึ่งเข้ามาเป็นสมาชิกทีหลัง และยื่นเงื่อนไขว่าจีนจะเป็นสมาชิกสหประชาชาติก็ต่อเมื่อไต้หวันถอนตัวออกใน ฐานะประเทศสมาชิก เพราะจีนถือว่าเป็นประเทศเดียวกัน ด้วยเหตุนี้หากดูตามมาตรฐานรายชื่อในสหประชาชาติ ก็ต้องถือว่าไต้หวันยังไม่ใช่ประเทศ แต่ถ้ามองทางระบอบการปกครองก็ต้องถือว่าเป็นรัฐอิสระจากจีนเพราะมีระบอบการ ปกครองเป็นของตัวเองซึ่งต่างกันกับจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ตอนนี้จีนเปิดประเทศแล้ว ความแตกต่างทางด้านแนวคิดทางการปกครองจึงถือว่าน้อยลง แต่หากเราไปถามคนไต้หวัน ก็ยังคงได้รับคำตอบว่าไต้หวันเป็นประเทศและไม่ใช่ส่วนหนึ่งของจีน สถานการณ์และความสัมพันธ์จีน-ไต้หวันมันก็เลยคลุมเคลืออยู๋เช่นนี้แลจนถึง ปัจจุบัน
China (2): Republic of China

ราชวงศ์ของจีนสิ้นสุดลงที่ราชวงศ์ชิงเมื่อปี 1912 โดยการปฏิวัติรัฐประหารภายใต้การออกแบบและแนวคิดเสรีของ ดร. ซุน ยัดเซ็น ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของจีนในระบอบสาธารณรัฐ Republic of China แต่อย่างไรก็ตาม ภายหลังการปฏิวัติ จีนเปิดรับปรัชญาตะวันตกมากขี้น และทำให้แนวคิดในการปกครองประเทศแบ่งแยกออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน คือเสรีนิยม (right wing) และสังคมนิยม (left wing) ฝ่ายขวาเสรีนิยมก็เติมโตขึ้นมาเป็นพรรคก๊กมินตั๋ง หรืำอ 'Kuomintang' (KMT) ภายใต้การนำของผู็สืบต่ออำนาจจาก ดร ซุน คือ นายพล เจียง ไคเช็ค โดยมีศูนย์กลางอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ ส่วนฝ่ายซ้ายสังคมนิยมก็เติบโตขึ้นมาเป็นพรรคคอมมิวนิส หรือ 'Communist Party of China' (CPC) ภายใต้การนำของ เหมา เซตุง มีศูนย์กลางที่ตอนกลางของประเทศ แรกเริ่มหลังการเปลี่ยนการปกครอง พรรคก๊กมินตั๋งมีอิทธิพลเพราะสามารถใช้กำลังทหารรวมประเทศได้ทั้งหมด แต่การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างสองพรรคก็ยืดเยื้อยาวนานท่ามกลางปัญหาความยากจนของประชาชน และประเทศที่ไม่มีทิศทางชัดเจนว่าจะไปทางใหน จนผ่านช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (1931-1945) ซึ่งเป็นช่วงที่สองพรรคจับมือกับขับไล่การรุกรานจากญี่ปุ่น ซึ่งก็ไม่เป็นผล เมืองหลวง Nanjing ถูกตีแตกและประเทศตกอยู่ใต้อาณัติของจักรพรรดิ์ญึ่ปุ่น เกิดเป็นเรื่องราวNanjing Massacre หรือเหตุการณ์สังหารหมูคนจีนโดยทหารญี่ปุ่นซึ่งผลจะได้เล่าต่อในหัวเรื่องถัดไป แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงและจีนเป็นไทเพราะญี่ปุ่นตกเป็นผู้แพ้สงคราม การต่อสู้ของสองพรรคก็ำดำเนินต่อไป จนกระทั่งปี 1949 CPC สามารถครอบคลุมอำนาจได้จนเกือบทั่วประเทศและเข้ายึดอำนาจรัฐบาลกลาง ทหารและผู้สนับสนุนกลุ่ม KMT รู้การเคลื่อนไหวจึงระเห็ดเอาตัวรอดออกจากประเทศ และหนึ่งในนายทหารของก๊กมินตั๋งก็คือบิดาของ นาย สนธิ ลิ้มทองกุล ที่หนีเดินป่ามายังเมืองไทยผ่านประเทศเวียดนาม
China (1): Opium War

ในยุคปลายราชวงศ์ชิงซึ่งตรงกับยุคล่าอาณานิคมจากตะวันตกประมาณปี 1840 มีจักรพรรดิ์องค์หนึ่งชื่อพระเจ้าเต้ากวง พระองค์พยายามกวาดล้างฝิ่นซึ่งเป็นสินค้านำเข้าจากอังกฤษและโปรตุเกส และคนจีนในสมัยนั้นติดกันงอมแงม ความพยายามที่จะกวาดล้างฝิ่นให้สิ้นสากส่งผลให้มีการลงโทษประหารชีวิตกับพ่อค้าฝิ่นชาวจีน และการล่มเรืออังกฤษที่นำเข้าฝิ่นมายังจีน ทำให้พ่อค้าฝิ่นหยุดเทียบเรือส่งสินค้าแค่ที่เกาะฮ่องกงแทน เพราะไกลจากเมืองหลวง และทำให้ฮ่องกงเป็นเมืองท่าที่พลุกพล่านในการนำเข้าสินค้าจากอังกฤษ เรียกว่าเป็นกำเนิดของเกาะฮ่องกงอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน ทางการยังได้ทำลายฝิ่นจำนวมมหาศาล สร้างความไม่พอใจให้กับพ่อค้าชาวต่างชาติทั้งอังกฤษและโปรตุเกส ความชัดแย้งเริ่มรุนแรงขึ้น และชนวนที่ทำให้เกิดสงครามฝิ่นก็คือการที่ชาวจีนคนหนึ่งถูกกะลาสีชาวอังกฤษฆ่าตายที่เกาะเกาลูน และทางการให้ชาวอังกฤษผู้นั้นมารับโทษตามกฏหมายจีน แต่ชาวอังกฤษผู้นั้นปฏิเสธ และหันไปขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระนางเจ้าวิคตอเลีย ด้วยเหตุนี้พระนางจึงถือเป็นเหตุสั่งยกทัพเรืออังกฤษไปทำสงครามกับจีน ทั้งๆที่ความจริงเป็นเรื่องสงครามของผลประโยชน์มากกว่า ประกอบกับความขัดแย้งในเรื่องการค้าฝิ่นซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว และแน่นอนอังกฤษย่อมเหนือกว่าด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย จนรัฐบาลจีนต้องถูกบีบให้เซ็นสัญญาสงบศึกที่เมืองนานกิง เรียกว่าสนธิสัญญานานกิง เพื่อแรกกับการเสียอธิปไตย ซึ่งผลจากการเซ็นสัญญามีผลให้จีนต้องเสียเกาะฮ่องกงให้กับอังกฤษเป็นเวลา 99 ปี (ซึ่งก็ได้หมดสัญญาไปแล้วเมื่อปี 1997 ที่ผ่านมา) การถูกบังคับนำเข้าฝิ่นอย่างเลี่ยงไม่ได้ และการยอมให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตกับชาวต่างชาติที่มาค้าขายในจีน นี่เองเป็นมูลเหตุประการหนึ่งที่ทำให้สภาพสังคมและคุณภาพชีวิตของคนจีนในเวลานั้นย่ำแย่เพราะประชาชนติดยา จนเลยมาถึงช่วงล่มสลายของราชวงศ์ชิง ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีน ดังที่เราเห็นในภาพยนตร์เรื่อง The Last Emperor

Saturday, February 14, 2009

Thursday, February 05, 2009

ประทุมพร วัชรเสถียร

"ผม ยึดหลักในการดำเนินชีวิตคือจะต้องเป็นตัวของตัวเอง ใครจะว่าจะด่าไม่ต้องไปสนใจเพราะเราจะไปควบคุมเขาก็ไม่ได้ และเมื่อรู้เป้าหมายของเราแล้ว ก็พยายามไปสู่เป้าหมายนั้น ทำในสิ่งที่มีอนาคต และต้องเลือกทิศทางที่ตรงกับศักยภาพของตนเอง พยายามทำในสิ่งที่มีมูลค่ากับตัวเอง แค่นี้ก็จะประสบผลสำเร็จในชีวิตได้"

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
มติชนรายวัน ฉบับที่ 9355 [หน้าที่ 21 ] ประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2546

Wednesday, January 21, 2009

เวลาที่ทุกข์ จงทำให้ผู้อื่นมีความสุข
เวลาที่สิ้นหวัง จงทำให้ผู้อื่นมีความหวัง
เพราะเท่ากับได้พิจารณาความทุกข์ และความสิ้นหวังให้เป็นอนิจจัง

Thursday, November 13, 2008

Skyscrapers in Thailand

1. Baiyoke Tower II, 304m.
2. State Tower, 247m.
3. Empire Tower, 227m.
4. Jewelry Trade Center, 221m.
5. China Resources Tower, 210m.
6. Q. House Lumpini, 203m.
7. Central World Tower, 199m.
8. Thai Wah Tower II, 197m.
9. Sinn Sathorn Tower, 195m.
10. United Center, 187m.

Soon Baiyoke Tower will be beaten by Ocean One which is now under construction and will be completed in 2012. By then, the tallest building will no longer be in Bangkok, but Pattaya.

Wednesday, November 12, 2008

War on Skyscrapers

After the declining American's ruling the top of the (concrete) world, here comes the Chinese, but they will soon be seriously challenged by the Middle Eastern.

For several decades, United States have championed in its number of skyscrapers, which are located mostly in New York and Chicago. But recent years have seen more and more skyscrapers rising in Taiwan and China, particularly Hong Kong, and Shanghai. The collapse of the World Trade Center in New York have crossed one US building out of the world tallest building list, for it should have been the sixth by now. Moreover, the US economic downturn adds insult to injury, confirming that the US golden era of the building construction is coming to a slowdown and the number of highrises in New York and Chicago would soon be beaten by that in Taipei, Hong Kong, and Shanghai.

In fact, half of the world's top 10 tallest buildings are now in China. But could China hold its first place in the list as the owner of most skyscrapers for long? Maybe, but it will have to compete against Middle East countries like Kuwait, Saudi Arabia and United Arab Emirates (UAE), particularly the capital of UAE ‘Dubai’, the city of the richie rich! The whole city of Dubai itself is now under construction. Dubai and Shanghai will soon be good rivals in their war on skyscrapers. For one sure thing, the title of the world tallest building is now reserved by UAE for ‘Burj Dubai’, whose construction will be completed in 2009. By then, it will be 302 metres taller than Taipei 101!

1. Burj Dubai Dubai, UAE 810m.
2. Taipei 101 Taipei, Taiwan 508m.
3. Shanghai World Financial Center Shanghai, China 492m.
4. Petronas Tower Kuala Lumpur, Malaysia 542m.
5. Sears Tower Chicago, USA 442m.
6. Jin Mao Shanghai, China 421m.
7. Two International Finance Center Hong Kong, China 412m.
8. Citic Plaza Guangzhou, China 391m.
9. Shun Hing Square Shenzhen, China 384m.
10. Empire States Building New York, USA 381m.

Saturday, November 08, 2008

Passport approved, visa banned

The Nation's today's headline reads 'THAKSIN'S ASYLUM BID IN JEOPARDY' as U.K. banned the ex Thailand PM's visa to UK. This comes out of my expectation granted the fact that Thai Gov't still in support of Mr. Thaksin's seeking asylum in London by not withdrawing his Passport early on. It is legitimate the United Kingdom banned Mr. Thaksin and his wife's entering U.K. given that Thailand's court imprisoned him and his wife from corruption charges. But Doesn't this embarrass the Thai Government for not having withdrawn his passport earlier!, waiting until U.K. has to ban his visa. Ridiculous as it may sound, Mr. Thaksin was sentenced 2 years in prison by the Thai court, but his passport hasn't been withdrawn by the government whose court imprisoned him! What matters is the implication sent out by U.K.'s Gov't to the world, not only Thailand, that U.K. is no more a place for a national criminal.

Wednesday, November 05, 2008

King's dream comes true: a black man in the white house

Who would know that the Americans will, for the first time in history, have a black man in their 'White House'. Never before can they be sure until November 5, 2008 when the world witnesses Barack Obama's claiming his throne as the 44th U.S. president with a landslide winning over John McCain (even in many swing states like Ohio and Florida) with the votes of 338 to 156. The Democrat's lanslide victory over the Republican comes in time after the collapse of the US economy, challenging Mr. Obama for his presidential tasks. Of course, this is really a new face of the U.S.A. politically and economically, as many of his policies are in contrary to those of the Rupublican. How would he govern his countries in the difficult time when all the Americans are 14 % poorer is interesting to see in this U.S. new era!

Tuesday, November 04, 2008

Thaksin v. Sonthi



English name initials:
T.S. v. S.T.
Origin:
S.T. และ T.S. สืบเชื้อสายจากจีนโพ้นทะเลทั้งคู่
Birth:
S.T. เกิดที่เมืองหลวงอาณาจักรสุโขทัย T.S. เกิดที่เมืองหลวงอาณาจักรล้านนา
School:
S.T. จบอัสสัมชัญ T.S. จบมงฟอร์ต (เครือเซนคาเบียลทั้งคู่),
University:
S.T. จบ UCLA, T.S. จบ Eastern Kentucky (สหรัฐอเมริกทั้งคู่)
Home:
S.T. อยู่บ้านพระอาทิตย์, T.S. อยู่บ้านจันทร์ส่องหล้า
Business:
S.T. is the 'Media Tycoon'. T.S. is the 'Mobile Tycoon'
Success & Failure:
S.T. ล้มละลายทางธุรกิจ แต่ประสบความสำเร็จทางการเมือง(ประชาชน),
T.S. ล้มละลายทางการเมือง(รัฐสภา) แต่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ
* * *

Friday, October 31, 2008

"วิริเยนะ ทุขมัจเจติ"
บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร

"วิริเยนะ ทุขมัจเจติ"
บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร

"วิริเยนะ ทุขมัจเจติ"
บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร

Thursday, October 23, 2008

Oil price

As well, today's crude oil price, below 70 USD a barrel! The dramatic slump in oil prices is due to the fact that the Organization of Petroleum Exporting Countries increased output by 200,000 barrels a day in July. Second factor is the global financial crisis, leading to the decrease in oil demand. The third factor is said to be speculation driven! If this is the case, then it may not last very long. So, just enjoy sitting behind wheel and drive more. But, if this continues, it may cause the terrible traffic in Bangkok to be even worse!

Wednesday, October 22, 2008

Gold price

The Gold price today is the lowest ever within this two months 720 USD per Ounce! Moving in the opposite direction as the USD currency which remains stong against Thai Baht, the constant decrease of gold price is pure speculation driven! Obviously nothing to do with the traditional relation of supply to demand. But today, gold is hard to find due to demand over supply and the price that is tempting for us. Even if you want to buy gold in Thailand now, you'll have to pay 10 days in advance before you get it. Speculors might have bought a lot to stock it, wait for the right time when gold is hard to find, then resell it back to the market in soaring price.

Basically, the price is affected by (1) the universal gold price, (2) THB against USD currency.
High price, low THB (against USD) = best time to buy
High price, high THB (against USD) = depending
Low price, low THB (against USD) = depending
Low price, high THB (against USD) = worst time to buy

(one ounce = two baht / one baht = 15 grams)

How to calculate Gold price in Thai baht
[USD /ounce × 965 ÷ 995 ÷ 2.0404 × USD currency]
e.g. 722 × 965 ÷ 995 ÷ 2.0404 × 34 = 11,668.23
The gold shop in Thailand will add margin profit based on this price.

Tuesday, October 21, 2008

After four years, we now start to talk about the system of US election again. Yes, one US president every four years (while in Thailand, ridiculously, four PMs in one year!). The US election system is not familiar to us the Thais because it is based on 'electoral vote', unlike the Thai's which is based on the 'popular vote'. I've found a youtube vdo clip which explains clearly the system of US election in plain English.

Wednesday, October 01, 2008

ข้อคิดจากเด็กชายเอกนรินทร์

‘เอกนรินทร์บินได้’ ได้เป็นหนึ่งในชุดเรื่องสั้นที่ผมตั้งใจแต่งไว้ให้เป็น “เรื่องสั้นสำหรับเยาวชน ที่แต่งให้ผู้ใหญ่อ่าน แล้วเอาไปเล่าให้เด็กฟังอีกที” พูดง่ายๆคือ เป็นเรื่องสั้นสำหรับเด็กที่ไม่ได้ให้เด็กอ่านโดยตรง เพราะมีข้อคิดบางอย่างที่เด็กอาจไม่เข้าใจ เพราะผมได้สอดแทรกข้อคิดทั้งทางตรง และโดยนัย จึงขออธิบายนัยดังกล่าวไว้ให้ เพื่อผู้ใหญ่ที่จะนำไปเล่าเป็นนิทานก่อนนอนให้เด็กฟังจะได้นำข้อคิดดังกล่าวไปถ่ายทอด ให้ได้ตรงตามความเจตนารณ์ ในการเขียนเรื่องนี้ของกระผมครับ

ความสามารถในการบินได้ของเด็กชายเอกนรินทร์นั้น เป็นสัญลักษณ์ที่ผมตั้งใจสื่อถึง ความพิเศษในเด็ก ที่มีกันทุกคน บางคนเรียนเก่ง บางคนมีความจำดี บางคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี บางคนเล่นกีฬาเก่ง บางคนช่วยพ่อแม่ค้าขายเก่ง สุดแท้แต่ว่าเราจะมองมันว่าเป็นความพิเศษหรือไม่เท่านั้น ซึ่งผมว่ามันก็ไม่ได้แตกอะไรกับความสามารถในการบินได้ของเด็กชายเอกนริทร์เลย ซึ่งผู้ใหญ่หลายคนก็มองข้ามความสามารถเล็กๆ น้อยๆ ของเด็กเหล่านี้ และไม่ได้พัฒนาให้ขยายผลต่อไป มิหนำซ้ำ ความสามารถบางอย่างเช่นการละเล่น หรือกีฬาบางอย่างยังถูกมองว่าเป็นภัยร้ายต่อการศึกษา

สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ใครมีความสามารถ หรือใครไม่มี แต่อยู่ที่จะตระหนักหรือไม่ว่าเราล้วนมีกันทุกคน และที่สำคัญที่สุดคือจะนำความสามารถนั้นมาใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ไม่ใช่มุ่งเน้นแต่จะเอาความสามารถนั้นมาตอบสนองความต้องการของตนเองเพียงฝ่ายเดียว แล้วก่อให้เกิดปัญหาต่อผู้อื่น เหมือนดังเด็กชายเอกนรินทร์ซึ่งถึงแม้ความสามารถของเขาดูเหมือนจะวิเศษกว่าคนทั่วไป แต่สุดท้ายความสามารถนั้นกลับส่งผลร้ายมาสู่ตนเพราะนำไปใช้ในทางผิด ท้ายที่สุดนอกจากความสามารถในการบินได้ที่พิเศษเหนือคนธรรมดาได้หมดสิ้นไปแล้ว ความสามารถเพียงการเดินเท้าเหมือนคนปกติยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ และกว่าจะคิดได้ก็สายเสียแล้ว

ข้อคิดดังกล่าวยังสะท้อนถึงตัวผมเองที่อดีตมองไม่เห็นคุณค่าในตน และเมื่อมีโอกาสเหนือผู้อื่นก็กลับฉกฉวยโอกาสไว้เพื่อตัวเอง โดยมิได้คิดว่าโอกาสนั้นว่าแท้จริงมาจากใหน ถ้าคิดให้ถ่องแท้ก็จะเข้าใจว่ามาจากสังคม ที่หล่อหลอมให้เรามีในสิ่งที่เรามีอยู่ เช่นพ่อค้าร่ำรวยได้ก็เพราะมีลูกค้ายอมเสียเงินอุดหนุนสินค้า ผู้นำจะเป็นผู้นำได้ก็เพราะมีผู้ยอมตาม เมื่อมีผู้รับผลย่อมต้องมีผู้ให้ผล สิ่งที่ได้มาทุกอย่างล้วนมีต้นทุน หากเราคิดแต่จะตักตวงผมเอาแต่ได้อย่างเดียวโดยไม่ยอมเสีย หากแต่เราคิดแต่กำไรโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนเสียแล้ว กำไรที่ได้ก็ย่อมไม่จีรังอะไร และยังพาลให้เกิดทุกข์อีกเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นข้อความที่มุ่งสอนในเรื่องเรื่องนี้คือ

ก่อนอื่น... คนเราต้องเห็นคุณค่าในตนเองก่อน เพราะคนทุกความมีความคุณค่าและความพิเศษแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง หรือพิการทุพพลภาพ เมื่อรู้คุณค่านั้นแล้ว ย่อมต้องคิดต่อว่าจะทำคุณค่านั้นในทางสร้างสรรค์ และก่อประโยชน์ทั้งกับตน และกับผู้อื่น หรือสังคมอย่างไรในหน้าที่หรือบทบาทของตน เพื่อเป็นการสร้างคุณค่าให้มากยิ่งๆขึ้นไปอีก การสร้างคุณค่านั้น มิใช่เรื่องลำบากยากเย็นอะไรเลย เพียงทำหน้าที่ และบทบาทของตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเต็มที่ให้ดีที่สุดเท่านั้น

Friday, September 26, 2008

เอกนรินทร์บินได้

แม้ว่ามันจะดูเหมือนความฝัน หรือเรื่องเหลือเชื่อก็ตามที เพราะคงไม่มีใครจะเชื่อว่าเด็กชายเอกนรินทร์ นักเรียนประถมหก แห่งโรงเรียนวัดบ้านหลวง จะบินได้จริงๆ เด็กชายไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความสามารถพิเศษที่ว่านี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้แต่ว่ามันทำให้เอกรู้สึกผิดแผกจากคนอื่น จนต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับสุดยอดมาโดยตลอด ไม่บอกแม้กระทั่งพ่อแม่ หรือเพื่อนที่สนิทที่สุด ความจริงมีสาเหตุอีกข้อหนึ่งก็คือ หากมีผู้ใดล่วงรู้ในความสามารถของเอกในเรื่องนี้ เขาจะไม่สามารถบินได้อีกเลย นั่นคือสิ่งที่เอกรู้อยู่ในใจมาโดยตลอด ครั้งแรกที่มันเกิดขึ้น เอกนึกว่ามันเป็นความฝันเสียอีก แต่เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นซ้ำอีกในเวลาต่อมา และบางทีก็ติดต่อกันหลายครั้ง ตอกย้ำให้เอกต้องยอมรับกับความสามารถพิเศษในข้อนี้ของตน

ครั้งแรกที่มันเกิดขึ้น เอกไม่สามารถควบคุมมันได้เลยสักนิด เพราะร่างกายของเอกจะเบาหวิว แทบจะไม่มีน้ำหนักใดๆเลย เอกไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าตนกำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศ แม้จะพยายามที่จะยึดตัวให้ติดกับพื้นดินก็ทำไม่ได้ แต่เมื่อรอสักพัก ร่างอันไร้น้ำหนักของเขาก็จะค่อยๆตกลงมาเอง ดั่งขนนกที่ล่องลอยในกระแสลมที่เมื่อยามลมสงบมันก็จะตกลงมา แต่หากเขาย่อตัวและออกแรงถีบอีกสักนิด เขาก็จะขึ้นไปลอยล่องอยู่กลางอากาศได้อีกครั้ง และหากไม่อยู่เฉยๆ โดยตะกายอากาศขึ้นไปอีก เอกก็จะสามารถถีบตัวสูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น และ สูงขึ้นอย่างช้าๆ จนพ้นหลังคาบ้านผู้คน หรือบางที่ก็แทบจะถึงยอดเขาที่ล้อมเมืองไว้ด้วยซ้ำ สูงเสียจนน่ากลัวเพราะมองลงมาก็จะเห็นผู้คนในเมืองตัวเล็กนิดเดียว เอกไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด เพราะการบินของเขา แทบไม่ต้องออกแรงอะไร เพราะร่างกายเหมือนจะอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก ถ้าจะเปรียบก็คงเหมือนมนุษยอวกาศที่เคลื่อนตัวช้าๆด้วยการหวากว่ายอยู่ในอากาศ มากกว่าจะเหมือนนกที่ต้องออกแรงกระพือปีกบินโฉบไปโฉบมา หรือเครื่องบินไอพ่นที่ต้องใช้แรงเครื่องยนต์เสียงดังหนวกหู และบินดิ่งเป็นเส้นตรง

แต่ความสามารถนี้ใช่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อที่เขาต้องการ มันจะเกิดขึ้นก็เมื่อยามที่จิตของเอกสงบนิ่งจากสภาวะแวดล้อมต่างๆ และอยู่ลำพังเพียงคนเดียวเท่านั้น จึงไม่มีใครมีโอกาสได้เห็นหรือล่วงรู้ความลับเรื่องนี้ของเอกเลย เมื่อสภาวะดังกล่าวเกิดขึ้น ร่างการของเอกจะเบาลง จนแทบไม่มีน้ำหนัก เอกจะรู้สึกสบายและมีความสุขที่สุด โดยเฉพาะในยามที่เขาไปบินวนอยู่รอบเมือง บางทีก็เขาก็จะบินอยู่เหนือสวนสาธรณะ หรือสนามกิฬาของจังหวัด โดยต้องแอบหลบเพื่อระวังไม่ให้ผู้คนเห็น

วันหนึ่งเด็กชายเอกนริทร์ เกิดนึกสนุก อยากใช้ความสมารถพิเศษของตน เพื่อทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน เอกออกอุบายว่า เมื่อไดก็ตามที่ตนได้บินอีก จะบินไปที่หลังคาวิหารวัดบ้านหลวง เพื่อจะได้สัมผัสและชื่นชมกับช่อฟ้าของวิหาร ซึ่งกล่าวกันว่าหลอมมาจากทองคำแท่งโบราณ ซึ่งเป็นสมบัติเก่าแก่ของวัดบ้านหลวงมาแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ ยี่สิบปีก่อน ทองคำแท่งก้อนนี้เก็บอยู่ในกรุของวัด แต่ก็มักจะถูกพวกย่องเบางัดประตูเข้าไปขโมย แต่ตำรวจก็ตามจับตัวคนร้าย และนำทองแท่งกลับคืนมาได้เสียทุกครั้งเหมือนกัน หลวงปู่ทองเจ้าอาวาส จึงออกอุบายให้นำทองแท่งมาหลอมเป็นช่อฟ้าหน้าวิหารใหญ่ซึ่งเป็นอาคารสร้างใหม่สมัยนั้น สูงจากพื้นดินราวตึกห้าชั้นเห็นจะได้ และให้ช่างใช้วัสดุมุงหลังคาชนิดเบาและบางเป็นพิเศษประกอบกับกระจกใสแก้วใสบางเฉียบ ซึ่งทำให้ไม่มีใครจะสามารถขึ้นไปย่องบนหลังคาได้เลย โดยไม่ทำให้หลังคาทะลุแล้วตกลงมาเสียก่อน จะมีก็แต่แมวของวัด หรือนกกาเท่านั้นกระมัง ที่จะสามารถขั้นไปเดินบนหลังคาเพื่อสัมผัสกับช่อฟ้าทองคำนั้นได้ ด้วยอุบายเช่นนี้ จึงทำให้ช่อฟ้าทองคำของวัดหลวงเป็นสมบัติของหมู่บ้าน ที่ทุกคนรู้สึกหวงแหนเหมือนเป็นเจ้าของร่วมกัน และถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน จากนั้นมา ก็ไม่เคยมีปัญหาเรื่องขโมยขึ้นวัดอีกเลย เด็กชายเอกนรินทร์ เกิดความคิดว่า หากตนได้สัมผัสกับช่อฟ้านั้นสักครั้งหนึ่ง คงเป็นคนเดียวเท่านั้นในหมู่บ้านนับแต่ยิ่สิบปีที่แล้วที่จะได้สัมผัสกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้านวัดหลวง

หลายวันผ่านมา เอกยังคงคิดถึงอุบายดังกล่าวเสมอ แต่ไม่มีโอกาส เพราะครั้งใดที่สภาวะจิตของเอกสงบนิ่งและร่างกายอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักนั้น ก็มักจะเป็นช่วงเวลากลางวัน ซึ่งก็จะมีผู้คนที่มาทำบุญอยู่พลุกพล่าน เอกเกือบจะลืมเรื่องอุบายดังกล่าวไปเสียสนิท เพราะเวลาผ่านไปหลายวันทีเดียว แต่แล้ววันหนึ่ง ยามโพล้เพล้ ความรู้สึกดังกล่าวก็เกิดขึ้นเอง เอกขนรุกไปทั้งตัว และเอกรู้ตัวว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือสภาวะไร้น้ำหนัก และเพียงเขาเขย่งตัวแต่ปลายเท้า ร่างของเขาก็จะลอยขึ้นไม่ติดพื้นทันที แน่นอน เอกไม่ลืมนึกถึงอุบายที่ตนคิดไว้ก่อนแล้ว

วัดหลวงอยู่ไม่ไกลนักจากบ้านของเอก ใช้เวลาบินอยู่ไม่กี่นาที เอกก็ลอยอยู่เหนือหลังคาวัดที่ตอนนี้เป็นสีทอง เงาระยับสะท้อนกับแสงของอาทิตย์อัสดง ยามโพล้เพล้ของวันนั้น บริเวณวัดเงียบสงัด มีแต่เสียงร้องของนกกาเป็นระยะบอกให้รู้ถึงเวลาใกล้ค่ำ ยามเย็น ซึ่งผู้คนในหมู่บ้านก็จะกลับบ้านไปทานอาหารพร้อมหน้ากับครอบครัว ไม่มีใครมาสนใจว่าเด็กชายคนหนึ่งกำลังจะทำในสิ่งต้องห้าม ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในรอบยี่สิบปี เอกเอื้อมมือไปสัมผัสกับช่อฟ้าทองคำ และก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงถึงความงดงามในฝีมือช่างทองที่บรรจงประดิษฐ์ช่อฟ้าทองคำนั้นอย่างวิจิตร ในชั่วขณะนั้น เด็กชายเกิดความคิดว่าที่จะหักเอาปลายของหัวช่อฟ้าไปขายพ่อค้าร้านทอง คงได้ราคางามทีเดียว ที่นี้พ่อและแม่ของเขาคงสบายไปตลอด และเอกก็ไม่ต้องช่วยพ่อแม่ทำสวนผักให้เหนื่อยอีกต่อไป เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว เอกก็เอื้อมมือไปจนสุด และบิดปลายของยอดช่อฟ้าไปมาหลายครั้ง ทองคำแท้ที่มีรอยฉลุรวดลายพรุนไปหมดไม่นานก็อ่อนยวบ บิดอีกสักสองสามครั้งก็คงจะหลุดคามือแน่นอน เอกตัดสินใจกระชากครั้งสุดท้ายอย่างแรงทันที่ ก่อนจะได้ยินเสียงคนร้องตะโกนโหวกแหวกอยู่ข้างล่าง เป็นเสียงที่คุ้นเคยของลุงแสวงคนกวาดลานวัดนั้นเอง เอกตกใจมากจนหลุดออกจากสภาวะจิตที่สงบนิ่ง ภาพที่เอกจำได้คือมือของเขาที่กระชากเอาก้อนทองติดมือมาอย่างแรง และในเสี่ยววินาที ร่างของเด็กชากก็กระทบพื้นดินลูกรังอย่างแรงจนฝุ่นตลบคลุ้งไปหมด เอกได้ยินเสียงลุงแสวงตะโกนดังลั่น ฟังไม่ได้สับ ก่อนทุกอย่างจะมืดสนิทลง

* * *

หลังจากเรื่องราวที่เกิดขึ้น วัดบ้านหลวงก็มีตำนานบทใหม่ เล่าขานถึงเด็กชายที่ขึ้นไปบนยอดหลังคาวัดได้อย่างพิศวง โดยไม่มีร่องรอยแตกหักของกระจกมุงหลังคาเลย เมื่อเจ้าอาวาสถาม เด็กชายก็ได้แต่ร่ำร้องบอกเล่าถึงเรื่องราว ที่ครั้งหนึ่งเขาบินได้จริงๆ แต่ก็ไม่มีใครเชื่อเด็กห้วขโมยในวัด ที่พูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหล เมื่อมีผู้คนที่มาทำบุญถามไถ่ถึงเรื่องราวของใบช่อฟ้าทองคำหน้าวิหารที่ปลายหัก พระเณรที่วัดก็จะให้ไปถามลุงพิการขาด้วน ที่ขายล็อตตาลี่อยู่หน้าวัดบ้านหลวง ซึ่งแกดูจะมีความสุขกับการเล่านิทานให้เด็กๆที่มาเที่ยวที่วัดฟังเสมอ บางเรื่องที่แกเล่วก็ว่ากันว่าจริง บางเรื่องก็ว่าเป็นแค่นิทาน

ไม่มีใครรู้ล่วงรู้ว่าความสามารถพิเศษของเด็กชายเอกนริทร์ เกิดขึ้นได้อย่างไร หรือว่ามันเกิดขึ้นจริงๆหรือเปล่า เพราะบางกระแสก็ว่ามีคนเห็นเด็กชายปีนหลังคาวัดขึ้นไป แต่ก็ไม่มีผู้ใดยืนยันได้ว่าผู้ที่เห็นนั้นเป็นใคร แต่นั้นไม่สำคัญเท่าสิ่งที่เด็กชายได้เรียนรู้จากเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดว่า อภิสิทธิ์ที่ตนเองมีเหนือผู้อื่นนั้น มิได้นำพาให้ตนเองพิเศษกว่าผู้อื่นเลย ซ้ำยังเป็นภัยร้ายให้กับตนเสียด้วยซ้ำ หากไม่รู้จักคุณค่าและประมาณตน หรือปรับวิถีแห่งอภิสิทธิ์นั้นให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คนที่ต้องการมัน มากกว่าที่จะมุ่งใช้อภิสิทธิ์ในทางมุ่งสนองความกิเลสแห่งตน

ไม่ว่าเด็กชายเอกนรินทร์จะบินได้จริงตามคำบอกเล่าของตำนานหรือไม่ก็ตาม ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อเช่นนั้น เพราะความสามารถเช่นนี้ก็เคยเกิดขึ้นกับผมเหมือนกัน แต่จะด้วยสาเหตุใดนั้น ไม่สำคัญเท่ากับการเห็นคุณค่าแห่งความจริงในข้อนี้ บัดนี้ เอกนริทร์กลับกลายเป็นคนพิการ หรือผู้ด้อยอภิสิทธิ์มากกว่าคนทั่วไปเสียด้วยซ้ำ ซึ่งกำลังรอคอยความช่วยเหลือจากอภิสิทธิ์ชนในสังคม ที่ยังมองไม่เห็น หรือไม่ตระหนักถึงคุณค่าอันวิเศษที่ตนเองมีเหนือผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม ตอนนี้เอกนรินทร์ไม่ขอบินได้อีกแล้ว ขอเพียงแค่ได้ขาทั้งสองข้างกลับคืนมา เพื่อจะได้เดินเหมือนอย่างคนปกติ นั่นก็เพียงพอแล้ว

Tuesday, September 16, 2008

เรื่องของดำ

ดำกำพร้าทั้งพ่อและแม่ตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ หรือจะว่าไปจริงๆ ก็ตั้งแต่ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ เพราะพ่อของเธอทิ้งแม่ไปตั้งแต่ตอนที่แม่ยังตั้งท้องเธอ เธอมากำพร้าแม่ก็ตอนที่แม่ตายเพราะเสียเลือดมากหลังคลอดเธอ ดำยังไม่ลืมเสมอว่า การเกิดของเธอเป็นสาเหตุการตายของแม่ เจ้าของร้านเย็บเสื้อโหลที่ตลาดแถวสุขาภิบาล จึงรับเธอมาเลี้ยงดูด้วยความสงสาร พอโตขึ้นหน่อยก็ให้ให้เป็นลูกจ้างคอยเฝ้าหน้าร้าน โดยไม่ได้ให้ค่าจ้างค่าแรงอะไรแม้สักนิด แต่เพียงข้าวแดงแกงร้อนในแต่ละมื้อ ก็พอเพียงแล้ว ที่จะทำให้ดำจดจำพระคุณของแม่เล็ก ได้อย่างไม่ลืมเลือน เพราะมิฉะนั้น ตำคงต้องร่อนเร่เป็นขอทานในตลาดไปตลอด

แต่ต่อมาไม่นาน แม่เล็กก็ประสบปัญหาทางการเงิน ถึงขนาดต้องเลิกกิจการเย็บเสื้อโหลในตลาด และต้องเลิกจ้างลูกจ้างทั้งหมด ดำเป็นอีกคนหนึ่งในร้าน ที่ต้องละเห็ดออกจากบ้าน โดยที่แม่เล็กฝากเธอให้กับเจ้ใฝแถวถนนจรัญสนิทวงศ์ให้เลี้ยงดูเธอต่อ เจ้ไฝใจดีเลี้ยงดูเธอด้วยความรักและความสงสาร

หลายปีผ่านไป ดำเริ่มย่างเข้าสู่วัยรุ่น เริ่มแตกเนื้อสาว และเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่ย่อมมีหนุ่มๆ แอบมอง และหมายปองเธอ และที่สุด เธอก็ถูกไอ้หนุ่มลูกจ้างบ้านเจ้ไฝ่ ที่เฝ้าแอบมองเธอมาตลอดข่มเหงน้ำใจ แม้เจ้ไฝจะเสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับทั้งสอง จึงจำยอมให้คู่อยู่กันอย่างเปิดเผย ในฐานะลูกจ้างต่อไป เจ้าหนุ่มก็ไม่ได้หนีไปใหน เฝ้าดูแลดำอยู่เป็นอย่างดี

ไม่นานทั้งสองก็ได้ให้กำเนิดลูกน้อย แต่ความสุขมักอยู่ไม่นาน ดำคอยตอกย้ำเตือนใจตัวเองเสมอ เพระนี่คือสิ่งที่เธอเรียนรู้จากชีวิตจริงของเธอ ความทุกข์ต่างห่างที่จีรัง และดูเหมือนจะไม่เคยห่างไกลจากเธอเลยแม้สักนิด เพราะไม่นานหลังเจ้าตัวเล็กเกิด เจ้าหนุ่มแสนรักของเธอก็ถูกรถชนตายกลางถนน อีกครั้งหนึ่งแล้ว ที่ความพลัดพรากเกิดขึ้นกับชีวิตของเธอ นับแต่พ่อและแม่ที่ให้กำเนิด แม่เล็ก มาจนถึงคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากความพลัดพรากจากคนรักนั้น มันมากเกินกว่าความเจ็บปวด หากมันสามารถแลกได้กับความเจ็บปวดใดๆก็ตาม เธอก็พร้อมที่จะแลกกับมันได้เสมอ แต่ความจริงคือ ไม่มีความเจ็บปวดใดๆที่จะสามารถทดแทนหรือเทียบได้กับความทุกข์แห่งการพลัดพราก ตั้งแต่นั้นดำก็หมดอาลัยตายอยากในชีวิต อยู่ไปวันๆ ซึมเศร้า ทรุด และซูบผอมไปตามกาลเวลา เพราะกินอะไรไม่ลง อันเกิดจากความพิการและอัมพาตทางจิตใจ

เวลาผ่านไป เจ้าตัวเล็กโตขึ้นอย่างกำพร้าพ่อ แม่ไฝเห็นว่ามันพอจะหยิบจับงานได้บ้าง จึงฝากงานให้มันไว้กับลูกสาวที่อยู่ท้ายซอย นานๆครั้ง เจ้าเล็กจึงจะได้มาเยี่ยมแม่ดำบ้างสักที แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันก็ไม่ค่อยได้กลับมาบ้านเจ้ไฝ จนบางครั้งก็เน่นนานทีเดียว

วันนี้ เจ้าตัวเล็กโตขึ้น ยังคงทำงานเป็นลูกจ้างบ้านลูกสาวเจ้ไฝอยู่ นานมากแล้วที่มันไม่ได้กลับมาเยี่ยมแม่ดำอีก บางทีมันอาจจำไม่ได้แล้ว ว่าแม่ของมันเป็นใคร และมันก็จะไม่มีวันได้รู้อีก เพราะวันนี้ แม่ดำของมันตายแล้ว จากไปอย่างอย่างสงบ จริงๆเจ้าตัวเล็กน่าจะดีใจมากว่า ที่รู้ว่าแม่จากโลกที่โหดร้ายนี้ไปเสียที หากมันได้รู้สักนิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่ของมัน และสิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่ของมัน ก็เป็นสิ่งเดียวกับที่มันอาจจะได้สัมผัสกับตัวมันเองเข้าสักวันหนึ่ง บางทีแม่ดำอาจได้ไปอยู่กับพ่อของมันในสวรรค์แล้วก็เป็นได้ เจ้าตัวเล็กเองต่างหาก ที่ต้องอยู่ทนทุกข์กับโลกใบนี้ต่อไป ตราบจนกว่ามันจะตาย หรือตราบที่ลูกสาวเจ้าไฝจะเบื่อหน่าย และเอามันไปทิ้งที่วัด เหมือนอย่างที่ใครๆเขาทำกัน ...

ด้วยความอาลัย ขอดวงวิญญาณของดำจงสู่สุขคตินิรันตร์ โดยไม่ต้องกลับมาเกิดให้ทุกข์ทรมานบนโลกใบนี้อีก ไม่ว่าจะในฐานะใดก็ตาม

MTT
Comment เรื่องสั้น ให้อุกฤษณ์ เรื่อง ชีวิตของหนู

แม้จะรู้สึกเหมือนถูกเสียดสีในฐานะคนๆหนึ่งในสังคมที่นิยมความรุนแรง แต่ก็อดขำไม่ได้ด้วยภาษาที่ประชดประชัดโดยเจตนาใช้ประโยคความเดียว ห้วน สั้น ไม่มีคำขยายความใดๆ กับเรื่องที่เป็นเรื่องสะเทือนอารมณ์และคนในสังคม เช่น พ่อข่มขืนหนู! ซึ่งน่าจะให้ความสำำคัญและนำเสนอให้ละเอียดกว่านี้ แต่ผู้เขียนเจตนาไม่ทำ เพื่อประชดให้เห็นว่าสังคมเห็นเรื่องสวะเหล่านี้เป็นเรื่องเล็ก ซึ่งต้องชมในข้อนี้ โดยเฉพาะ ประโยค หนูตาย! ซึ่งผมว่าเป็น punch line จริงๆ คือ ชกหน้าคนอ่านอย่างแรง แต่ก็อดขำไม่ได้เพราะมันกระชากอารมณ์คนอ่านเร็วเกินไป โดยยังไม่ทันตั้งตัว คือเริ่มต้นได้เหมือนจะเสียดสีสังคม แต่ตอนจบย่อหน้าสองกลับมี twisting (หักมุม) เพราะคนเขียนตาย โดยที่คนอ่านคาดไม่ถึง เพราะถ้าตายจะมาเขียนได้ไง ดังนั้นคนอ่านจึงไม่คาดคิดมาก่อนว่าคนเขียนจะตาย เพราะคนอ่านจะเข้าใจว่าสรรพนามทีใช้หมายถึงคนเขียนเสมอ ซึ่งไม่จำเป็น

แต่พออุกฤษณ์เผยว่าเป็นความฝัน น้ำหนักของ climax ของ plot ที่วางไ้ว้ก่อนหน้าก็ลดลงไปทันที ทำให้คนอ่านรูสึกว่าที่เข้าใจว่าผู้เขียนจะเสียดสีสังคมนั้นแท้จริงผู้เขียนไม่ได้เจตนาเช่นนั้น รู้สึกเหมือนถูกหลอก และน้ำหนักของข้อความที่ต้องการสื่อก็ลดหวบทันที เพราะเป็นแค่ความฝัน เรื่องสั้นประเภทแนวจบแบบความฝันถ้าวาง plot ไม่แนบเนียนจะทำให้เสียคะแนนจากกรรมการได้ เพราะเป็น twisting จริง แต่เป็นแบบที่ไม่ได้ให้อะไรคนอ่านเลย ไม่ให้ค่าเหนื่อยกับการอ่านเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะมันทำให้ที่กล่าวมาทั้งหมดก่อนหน้า meaningless!

พอเริ่มอ่านต่อเรื่องก็เริ่มเข้ารกเข้าพงมากขึ้น เพราะจับไม่ได้ว่าผู้เขียนต้องการบอกอะไรกับคนอ่่านกันแน่ ซึ่งตอนแรกดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงในมวยเด็กซึ่งตรงมากกับโจทย์ของเรื่อง แต่พออ่านตอนท้ายของเรื่องกลายเป็นว่า ตกลงมวยเด็กเป็นสิ่งดีนะ แต่เวลาชกต้องเน้นป้องกันอย่างมวยไชยานะ จึงจะเรียกว่าดี ดังนั้นผู้เขียนจะตอบโจทย์ว่ามวยเด็กดีหรือไม่ดีได้อย่างไร หรือว่าที่เขียนนี้ต้องการเชิดชูมวยไชยาส่วนประเด็นความสัมพันธ์ของพี่กับน้องนั้น ผมเห็นว่าจะทำให้เรื่องเกิดอีกหนึ่ง plot โดยไม่จำเป็น และจะมากเกินไปในเรื่องสั้นขนาดสั้น แต่ถ้าจะเก็บไว้ต้องปูพื้นให้มากกว่านี้ ไม่งั้นคนอ่านจะเข้าใจว่าเด็กชายชกมวยกับนักมวยหญิง (เอ ... หรืออุกฤษณ์ให้เป็นผู้หญิงจริงๆ) ที่หนักไปกว่านั้นคือเด็กชอบกินถั่วดำ!

comments โดยรวมจึงเป็นว่า 1. ไม่มีความสม่ำเสมอในการวางโครงเรื่อง ขาด consistency เรียกได้ว่าครึ่งแรก กับครึ่งหลัง แทบจะเป็นคนละคนเขียน 2. ไม่รู้ว่าผู้เขียนจะบอกอะไรกันแน่ หลักสำคัญของกรรมการคือจะดูว่าผู้เขียนจะบอกอะไรกับคนอ่าน ใครบอกได้โดนใจกรรมการมากกว่าชนะ แต่ผมว่าข้อนี้อุกฤษณ์ไม่ชัดเจน ทั้งๆที่ข้อนี้เป็นข้อที่จะเรียก คะแนนได้มากสุด นอกเหนือจากการใช้สำนวนภาษา 3. ผมแนะนำว่าถ้าจบแค่ หนูตาย! ละก็ใช้ได้ทีเดียว เรียกว่าวัดใจกรรมการ ถ้าไม่หมั่นใส้ให้ตกรอบแรก ก็คงได้รางวัลตลกเสียดสีสังคมบ้างล่ะน่า แต่ถ้าตกรอบจริงๆ ก็พอจะส่งไปต่วยตูน หรือขายห้วเราะให้กองบรรณาธิการขำกันพอควร ผมยังนั่งหัวเราะเลยหลังอ่านสองย่อหน้าแรก

Friday, August 29, 2008

แรงอธิษฐาน

หลายปีแล้วที่แม่จากน้ำไป ส่วนพ่อก็ไปทำงานโรงงานที่อยุธยา แรกๆก็กลับมาอาทิตย์ละครั้ง และส่งเงินมาให้บ้าง แต่นานเข้าก็ทิ้งให้เด็กหญิงต้องอยู่ลำพังกับน้องชาย บางทีก็หลายสัปดาห์ บางทีก็เป็นเดือน ตลอดระยะเวลากว่าสามปีตั้งแต่แม่จากไป สิ่งหนึ่งที่เธอยังคงอุ่นใจอยู่ก็คือดวงวิญญาณของแม่ที่ยังคอยวนเวียน มอบความรักและช่วยเหลือเธออยู่ใกล้เสมอมา ในแต่ละวันเธอจะรอคอยเวลาที่จะได้เข้านอนเพื่อพบกับแม่อีกครั้งในฝัน เพื่อพูดคุยและเล่าปัญหาที่เจอะเจอในแต่ละวัน และแม่ก็จะกอดเธอโดยไม่พูดอะไร แต่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เธอมีกำลังใจไปอีกวันหนึ่ง แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าแม่จากไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ เธอเองก็ไม่เคยกลัวที่จะเจอแม่สักครั้ง ซ้ำยังคอยเฝ้าอธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์และศาลแป๊ะกงหน้าปากซอยอยู่เสมอว่า ถ้าเป็นไปได้เธออยากให้แม่กลับมาอยู่ที่บ้านอีกครั้ง บ้านซึ่งตอนนี้ไม่มีใครนอกจากเธอ และน้องชายเล็กๆ ที่พ่อทิ้งไว้ให้เธอเลี้ยงดูด้วยค่าจ้างพนักงานชั่วคราวของร้านหนังสือเล็กแห่งหนึ่งแถวสามย่านเท่านั้น

แต่เพิ่งไม่นามมานี้เองที่น้องเล็กวัย 4 ขวบของเธอมักจะยิ้มและส่งเสียงร้องเรียกแม่อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาที่ทานข้าวเย็น ที่แปลกคือบางครั้งน้องก็งอแงร้องจะให้แม่ป้อนข้าวให้ เสมือนว่าแม่มานั่งกินข้าวอยู่ด้วยใกล้ๆ แต่เธอก็จะแอบรู้สึกดีใจเสมอที่เห็นน้องชายส่งเสียงเรียกแม่ มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนว่าแรงอธิษฐานเป็นจริงขึ้นมาทันที จนเดี๋ยวนี้ เวลากินข้าวเย็นเธอจะต้องเตรียมสำรับอาหารอาหารชุดเล็กให้แม่ วางไว้ข้างๆ เพระเธอคิดเสมอว่าแม่คงมาทานข้าวเย็นกับเธอและน้องด้วยทุกวัน

เหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้นหลายครั้งตั้งแต่นั้น นับตั้งแต่เรื่องที่เธอได้รับเบี้ยเลี้ยงพิเศษเพิ่มแบบฟรุคๆ เพียงเพราะอาเฮียเจ้าของร้านหนังสือเอ็นดูเธอ หรือเรื่องที่มีคนทักแปลกแบบแปลกๆว่าเธอเดินมากลับผู้หญิงนุ่งผ้าถุงและใส่เสื้อสีน้ำเงิน ซึ่งเธอคิดว่าน่าจะเป็นแม่ของเธอ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นทำให้เธอมีโลกส่วนตัว และมีความคิดแปลกแยกจากเพื่อนๆในวัยเดียวกัน แต่ในจิตใต้สำนึกของเธอก็อดคิดไม่ได้ว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่า ด้วยความรักและคิดถึงแม่ แต่เธอจะอธิบายอย่างไรได้ กับเรื่องที่น้องร้องให้แม่ป้อนข้าวให้ หรือที่อาเฮียร้องทักว่ามีคนมารับกลับบ้าน น้ำตัดสินใจว่าจะถามแม่คืนนี้ แต่พอตั้งใจจะถามที่ไร พอเห็นหน้าแม่ในฝัน เธอก็จะลืมที่จะถามแม่เสมอ เธอจึงอธิษฐานต่อศาลเจ้าแป๊ะกงอีกครั้งว่าถ้าดวงวิญญาณของแม่มาหาเธอจริงๆ ก็ขอให้ปรากฏตัวให้เธอเห็นสักครั้งก็พอ เธอจะไม่กลัวแม่เลย และจะยิ่งทำบุญกรวดน้ำไปให้มากกว่าที่เคยด้วย

หลายวันผ่านไป ท่ามกลางเหตุการณ์เดิมๆที่ยังเกินขึ้นกับเธอเสมอ จนคืนวันหนึ่ง เธอรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างบอกไม่ถูก แม้จะง่วงมากแต่ก็ไม่หลับเสียทีและยังรู้สึกตัวอยู่ตลอด เธอจึงตัดสินใจว่าจะลุกขึ้นเพื่อเดินไปเปิดตู้เย็นหาน้ำดื่ม แต่ไม่ทันที่เธอจะยันตัวลุกขี้น แม้ตาจะยังหลับอยู่ แต่เธอได้ยินเสียงเรียกชื่อเธอเบาๆ สองครั้ง มันเป็นเสียงที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี เป็นเสียงเนิบๆที่ฟังดูอบอุ่น เธอตกใจมากเพราะนั่นเป็นเสียงของแม่ แม้มันจะผ่านไปสามปีแล้วก็ตาม แต่เสียงเรียกชื่อน้ำซ้ำกันสองครั้งนั้นคุ้นหูน้ำมาก เหมือนตอนที่แม่ปลุกให้น้ำตื่นนอนไปโรงเรียนตอนเช้า และน้ำก็จะงัวเงียขยี้ตาลุกขึ้นเข้าห้องน้ำและแปรงฟัน แม่เป็นคนขยันและตื่นเช้ากว่าใครๆเสมอ เสียงเรียกน้ำในตอนเช้าจึงคุ้นหูน้ำมาก แต่ความกลัวทำให้น้ำไม่กล้าลืมตาขึ้นทันที ไม่กล้ากระทั่งจะกระดิกร่างกายเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ทึ่สุดก็อดไม่ไหวที่จะแอบหรี่ตามองผ่านความมืดของห้องเช่าที่มีหน้าต่างอยู่แต่บานเดียว พอให้แสงจันทร์ลอดเข้ามากระทบกับพื้นห้อง เธอพยายามมองด้วยหางตาที่หรึ่อยู่ ในความมืด เธอเห็นร่างทึมๆของแม่นั่งขัดสมาธิก้มหน้าอยู่ที่มุมห้อง ซึ่งอยู่เยื้องกับฟูกที่นอนของเธอเพียงราวสามเมตร ถัดจากน้องชายซึ่งนอนหลับสนิทอยู่ เธอกลัวและตกใจมากที่เจอแม่ในยามนี้ แสงจันทร์ที่ลอดเข้ามาจากหน้าต่างกระทบกับผ้าถุงของแม่ และเสื้อสีน้ำเงินที่แม่ใส่อยู่ มันเป็นตัวเดียวกับที่แม่ใส่ในรูปที่เธอแขวนไว้ที่ผนังห้อง น้ำกลัวจนไม่กล้าที่จะหันไปที่มุมห้องบริเวณนั้นตรงๆ กล้ามเนื้อต้นคอของเธอดูจะไม่ทำงานเอาเสียแล้ว มันเกร็งอย่างบอกไม่ถูก จนรู้สึกเหมือนเป็นตะคริว ขยับไม่ได้เลย รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว จากสันหลังถึงต้นคอ จากต้นคอจนถึงศีรษะ และขนที่แขนเธอก็ลุกชันขึ้น น้ำลืมเรื่องดื่มน้ำไปเสียสนิท เธอข่มตานอนเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น ทั้งๆที่ใจเธอเต้นเสียงดังรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ น้ำข่มใจบอกแม่เบาๆ เบาจนเหมือนกลัวแม่จะได้ยิน หรือบางทีเธออาจเพียงแค่นึกอยู่ในใจก็เป็นได้

“แม่จ๋า…พรุ่งนี้น้ำจะทำบุญกรวดน้ำไปให้นะจ๊ะ”

น้ำไม่รู้ตัวว่าหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้สึกอีกทีก็รุ่งเช้าพอดี ซึ่งเช้านี้เธอไปทำงานสายกว่าปกติ เพราะตื่นสายและต้องรีบไปใส่บาตรพระที่ตลาด อาเฮียถามว่าทำไมมาสาย เธอก็ไม่ตอบ กลับส่งยิ้มให้แล้วก็เดินหลบไปหน้าร้าน

วันนี้ไม่ค่อยมีลูกค้า อาเฮียเจ้าของร้านใจดีเลยให้เธอกลับบ้านเร็วเป็นพิเศษ ตลอดทางกลับบ้าน เธอเฝ้ารอคอยให้เวลาอาหารเย็นให้มาถึงเร็วๆ เพื่อจะได้ทานอาหารกับแม่อีกเช่นเคย ซึ่งวันนี้จะไม่เหมือนกับวันที่ผ่านๆมา เพราะตอนนี้เธอแน่ใจแล้วว่าแม่ยังอยู่กับเธอ แม่คอยช่วยเหลือเธอเสมอ ความรักของแม่ที่มีให้ลูกนั้น มากมายเหลือเกิน แม้ยามที่จากไปแล้ว ก็ยังเฝ้าคอยดูแลลูกอยู่ไม่ห่าง ถ้าแม่อยู่ตอนนี้คงดีใจที่เห็นเธอทำงานหาเงินได้แล้ว แม้จะแค่วันละห้าสิบบาท แต่ก็พอเพียงกับยุคข้าวแกงจานละสิบบาทตอนนั้น และยังพอเพียงที่จะซื้ออาหารมาเลี้ยงแม่ได้อย่างเต็มที่ในวันนั้น น้ำไม่เคยได้มีโอกาสตอบแทนพระคุณแม่เลยแม้สักครั้ง เคยทำก็แต่สร้างปัญหาให้แม่ไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งเรื่องหนีเรียน และเรื่องใช้เงินทองสิ้นเปลือง แต่พอแม่ไม่อยู่แล้วเธอกลับไม่หนีเรียน หรือใช้เงินสิ้นเปลืองอีกเลย คนเรามักจะเห็นคุณค่าของความรักก็ต่อเมื่อเราเสียมันไปแล้วจริงๆ วันนี้เธอเตรียมสำรับอาหารมื้อพิเศษ มีทั้งไข่เจียวหมูสับที่ซื้อมาจากปากซอย คะน้าปลาเค็ม และผัดผักบุ้งไฟแดงร้านเจ้เปาที่แม่ชอบ และที่พิเศษก็คือน้ำเป๊บซี่ใส่น้ำแข็งหนึ่งถุงที่แม่จะซื้อประจำหลังเลิกงาน ก่อนเข้าบ้านน้ำไม่ลืมซื้อพวงมาลัยหน้าตลาดมาไหว้ศาลแป๊ะกงที่หน้าปากซอยด้วยเช่นกัน และไม่ลืมที่จะอธิษฐานของแป็ะกงให้แม่กลับมาหาอีกในคืนนี้ น้ำจะไม่กลัวแม่อีก และอยากเห็นหน้าแม่ให้ชัดๆอีกครั้ง แต่ไม่ทันที่น้ำจะได้ถอดรองเท้าเข้าบ้าน น้าแดงข้างบ้านอุ้มเจ้าเล็กวิ่งหน้าตื่นมาหาบอกว่าพ่อโทรมาจากอยุธยา เสียงพ่อสั่นเครือ แต่พูดอย่างหนักแน่นว่า

“น้ำ…ฟังให้ดีนะลูก… ตำรวจเขาเจอแม่แล้ว และเขากำลังจะส่งตัวแม่กลับมาอย่างปลอดภัย พรุ่งนี้เย็นพ่อจะไปรับลูกกับเจ้าเล็ก เราจะไปสนามบินด้วยกันนะลูก…”

น้ำจำไม่ได้ว่าพ่อพูดอะไรต่อ รู้แต่ว่าที่สุดแรงอธิษฐานต่อศาลแป๊ะกงของน้ำก็เป็นจริง แม่กำลังจะกลับบ้านมาจริงๆ แต่น้ำกลับรู้สึกเหมือนมีลมเย็นเฉียบพัดผ่าน ทำให้รู้สึกเย็นวาบจนขนลุกชันขึ้นอย่างประหลาด ในมือของน้ำยังถือสายโทรศัพท์บ้านน้าแดงอยู่ ส่วนอีกมือกำแน่นกับถุงห่ออาหารและถุงน้ำแป๊ปซี่

Saturday, August 23, 2008

เด็กชายที่อยากได้ของเล่น

ห้างสรรพสินค้าเป็นสถานที่สนุกสนานและรื่นรมย์สำหรับเด็กๆในกรุงเสมอ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ค่อยจะมีเวลาพาไปเที่ยวที่ใหนๆสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเอก เด็กชายวัย 11 ปี ที่มักจะวนเวียนอยู่กับห้างเซ็นทรัลสีลมอยู่บ่อยเป็นพิเศษ เพราะเป็นห้างสรรพสินค้าที่อยู่ในระแวกบ้าน ทั้งยังเป็นทางผ่านเวลาเดินกลับบ้านจากโรงเรียนอีกด้วย ทุกครั้งที่เดินผ่านแผนกของเล่นที่ตั้งอยู่ชั้นบนสุดของห้าง เอกอดไม่ได้ที่จะต้องไปดูของเล่นที่ตัวเองอยากได้ ของเล่นเหล่านั้นแม้จะเป็นเพียงตุ๊กตาหุ่น สัตว์ประหลาด รถยนต์ หรือหุ่นยนต์พลาสติก แต่มันช่างมีค่าเป็นที่สุด มากกว่าสมบัติใดๆในโลกที่เอกต้องการ การได้ครอบครองมันมีค่ายิ่งกว่าการได้รับของขวัญจับสลากจากงานคริสมาตของโรงเรียนเสียอีก หรือกระทั่งการได้รับรางวัลเรียนดีเสียด้วยซ้ำ

แต่ท่ามกลางกองของเล่นเหล่านั้น มีของมีค่าอยู่ชิ้นหนึ่งที่อาจไม่มีใครเห็นคุณค่าของมันเลย หรือมากเท่ากับเอกก็เป็นได้ หรือแม้เด็กบางคนอาจจะเห็นคุณค่าของมันบ้าง ถึงขนาดยอมร้องให้ หรือลงทุนไปนอนดิ้นกับพื้นเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคุณพ่อคุณแม่ให้ซื้อให้ก็ตาม แต่คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ก็ต้องยอมแพ้ต่อสภาพเศรษกิจในยุคนั้น เอกเองคงทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะเอกโตเกินไปกว่ากว่าที่จะเรียกร้องความสนใจแบบเด็กๆ หรือถ้าจะทำก็ไม่รู้จะทำไปให้ใครดู เพราะคุณแม่ก็ทำงานอยู่ที่บ้าน จะมีก็แต่คุณพ่อที่นานๆครั้งจะพามาเดินซื้อของบ้างสักที แต่เอกก็ไม่กล้าบอกให้คุณพ่อรู้ว่าต้องการของเล่นชิ้นนั้นมากเพียงไร เพราะสงสารที่คุณพ่อต้องทำงานหนักเพื่อเก็บเงินเป็นค่าเทอมให้เอกเรียนหนังสือ ซึ่งเอกเองก็ไม่ได้รู้ว่าจะเรียนหนังสือไปทำไมเหมือนกัน ไม่เคยมีใครอธิบายให้ฟัง รู้แต่ว่าการเรียนเป็นหน้าที่ของเด็ก และของเล่นเป็นศัตรูของการเรียน

วิธีเดียวที่จะได้มาซึ่งของเล่นชิ้นนั้น เอกคงต้องเก็บเงินจากค่าขนมในแต่ละวัน และหยอดกระปุกเก็บไว้เพื่อให้ครบ 53 บาท ตามราคาของป้ายของเครื่องบินของเล่นลำนั้น แต่แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงไร เงินที่เก็บก็ไม่ครบสักที เพราะบางครั้งเอกก็อดใจไม่ได้ที่จะขโมยเงินในกระปุกออมสินตัวเอง เอาไปเล่นกดไข่จนหมด การเล่นก็ง่ายนิดเดียว คนเล่นเพียงแค่หยอดเหรียญบาทลงไปในเครื่อง และหมุนลูกบิดเพื่อให้ไข่ตกลงมาหนึ่งฟอง ไข่ใบนั้นบางทีก็มีขนม บางทีก็มีของตุ๊กตุ่นตัวเล็กๆ หรือถ้าโชคดีก็จะเป็นกระดาษระบุหมายเลขของเล่นรางวัลใหญ่ ไม่เพียงแค่นั้น บางครั้งเงินในกระปุกออมสินก็ต้องหมดไปกับ มะพร้าวแก้วที่พี่สาววัยแก่กว่า 3 ปี เอามาล่อขายกับเอก ห่อละ 1 บาทบ้าง 2 บาทบ้าง ซึ่งก็เป็นเศษมะพร้าวแก้วที่เธอซื้อมาจากหลังโรงเรียนและกินเหลือ จึงนำมาขายน้องชายต่อ

หลายเดือนผ่านไป ท่ามกลางความมุ่นมั่นและอดทดจากส่งเล้าต่างๆ เช่นการกดไข่ หรือการซื้อมะพร้าวแก้วจากพี่สาว เอกก็ได้เรียนรู้ถึงคุณค่าแห่งการอดออมในที่สุด เพราะมันเป็นวันที่เอกมีความสุขที่สุดอีกวันหนึ่ง ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นสิ้นสุดการสอบมิดเทอมมหาโหด แต่ที่สำคัญเป็นวันที่เอกเก็บเงินครบ 53 บาทพอดี ช่วงบ่ายหลังสอบเสร็จในวันนั้น เอกดีใจเป็นที่สุดเพราะจะได้ไปเซ็นทรัลสีลมอีกครั้ง โดยไม่ต้องอดทนให้ทรมานใจอีก วันนี้เอกตั้งใจเตรียมเงินมามากมายเพื่อซื้อเครื่องบินประกอบร่างเป็นหุ่นยนต์

เอกบรรจงเอาเหรียญเงินซึ่งนับมาอย่างดี มีทั้งเหรียญบาทและเหรียญห้ารวมกัน และยื่นให้กลับพนักงานห้างสาวสวย แต่กลับต้องประหลาดใจเมื่อเธอนับเงินและบอกว่า เงินไม่พอที่จะซื้อเรือบินได้ ทั้งๆที่เอกเองก็นับเงินมาอย่างดิบดี แต่ก็เข้าใจทันที่เมื่อเธอชี้ไปที่ป้ายราคาเรือบินซึ่งตอนนี้กลับกลายเป็น 53 บาท 50 สตางค์ ไปแล้ว พอเห็นเอกทำหน้าตกใจและผิดหวัง พนักงานห้างสาวนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มและพูดขึ้นว่า

“เอางี้แล้วกันนะ พี่ลดราคาให้หนู 50 สตางค์ ตกลงไม๊”

“ขอบคุณครับพี่ …” เอกกล่าวตอบเบาๆ

ใครจะรู้ว่าวันนั้น เป็นวันที่หัวใจเล็กๆ ของเด็กชายคนหนึ่งจะมีความสุขได้มากมายถึงเพียงนี้ ...และใครกันจะรู้ว่า คนที่มีความสุขไม่แพ้กันในว้นนั้นก็คือพนักงานห้างคนหนึ่ง ผู้ซึ่งสูญเสียบุตรชายวัย 5 ขวบจากอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อหลายปีที่แล้ว
ทดสอบ

Tuesday, August 12, 2008

Saturday, July 19, 2008

Source: from Health Today Magazine as appeared in http://women.impaqmsn.com/articles/647/47001407.html
(Retrieved 19 July 2008). Copy without adaptation and permission from author.

สารอาหาร ต้านอนุมูลอิสระ

อาหารที่เรารับประทานเข้าไปทุกวันนี้มีทั้งให้คุณและให้โทษ เป็นได้ทั้งตัวก่อโรคและเป็นยารักษา มีสุภาษิตจีนประโยคหนึ่งที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ เขียนไว้ว่า " Whatsoever was the father of a disease, an ill diet was the mother" และนักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์บางท่านถึงกับเชื่อว่า " ขบวนการแก่ " (aging) แท้จริงแล้วส่วนใหญ่เกิดจากการที่คนเราขาดสารอาหารต่างๆ ทีละเล็กทีละน้อยตั้งแต่เราเริ่มสู่วัยผู้ใหญ่จนถึงวัยชรา…ผมเห็นด้วยแต่รู้สึกว่าจะเว่อร์ไปหน่อยครับ

เนื่องจากเรายังไม่ทราบถึงกลไกที่แท้จริงของความสัมพันธ์ระหว่างอาหารและสุขภาพจึงมีทฤษฎีเกิดขึ้นมากมาย (สิ่งใดถ้านักวิทยาศาสตร์รู้แล้ว ก็มักจะมีทฤษฎีหรือคำตอบเพียงอย่างเดียว) แต่ ความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับสุขภาพที่เป็นหลักใหญ่ๆ มีอยู่ 3 เรื่องด้วยกันคือ

  • Antioxidants ในอาหารซึ่งเป็นสิ่งที่เรากำลังพูดถึงนี้
  • Fat ไขมันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์และเอนไซม์ต่างๆ ในร่างกาย เพราะฉะนั้นชนิดของไขมันที่เรารับประทานก็มีผลต่อสุขภาพของเราแน่นอน
  • Food sensitivities ซึ่งมีทั้งทฤษฎีเก่าและใหม่ ในทฤษฎีใหม่ เชื่อกันว่าการแพ้อาหารบางอย่างอาจไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใด และอาจมีอาการได้หลายรูปแบบ เช่น ปวดศีรษะหรือ อ่อนเพลีย เป็นต้น

Antioxidant (สารต้านอนุมูลอิสระ)

ในปี 2497 Denham Harman, M.D, Ph.D. จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ของ University of Nebraska เป็นผู้เสนอเรื่อง”สารอนุมูลอิสระ” (free radicals) ขึ้น ซึ่งในเวลานั้นมีคนสนใจน้อยมากแต่นายแพทย์ Harman ก็ไม่ย่อท้อ พยายามทำการทดลองหลายครั้งจนในที่สุดก็เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

แล้วเจ้าอนุมูลอิสระมันคืออะไรมาจากไหนและเกี่ยวกับ antioxidant ได้อย่างไร ถ้าจะให้เขียนกันจริงๆ สามารถเขียนเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ได้หนึ่งเล่มเลยครับ ซึ่งมีคนเขียนไว้มากมายพอควร ผมเลยขออนุญาตย่อสั้นๆ นะครับ

เริ่มกันเลยนะ…สูดหายใจเข้าลึกๆ…. เวลาเราสูดหายใจเข้าออกซิเจนก็จะเข้าไปในปอดไปสู่เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายโดยอาศัยเส้นเลือดต่างๆ แล้วเนื้อเยื่อก็นำออกซิเจนไปใช้ในขบวนการต่างๆ (oxidation) เพื่อทำให้เกิดพลังงาน การสังเคราะห์สารต่างๆ เช่น โปรตีน ไขมัน นอกจากนี้จะเกิดอนุมูลอิสระ (free radical)ขึ้น ซึ่งเป็นสารที่มีอิเล็กตรอนไม่ครบคู่ จึงไม่มีเสถียรภาพ (stable) มันจึงต้องพยายามหาคู่ของมันเพื่อให้เกิดเสถียรภาพ ฟังดูเป็นศัพท์เทคนิคนะครับแต่ในความเป็นจริงอนุมูลอิสระก็มีกลไกเช่นว่านี้ ตอนที่มันวิ่งหาคู่นี้ซิมันไม่วิ่งเปล่าๆ แต่มันจะทำลายเซลล์และสิ่งต่างๆ ด้วย รวมทั้ง DNA ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าเป็นสาเหตุสำคัญของขบวนการแก่ (aging) และโรคต่างๆ เป็นจำนวนมากรวมทั้งมะเร็งด้วย…หายใจออกได้แล้วครับ

ซึ่งตอนนี้ก็ถึงพระเอกขี่ม้าขาว คือ สารต้านอนุมูลอิสระหรือ antioxidant มาช่วยให้อิเล็กตรอนของสารอนุมูลอิสระมีคู่และมีความเสถียรภาพขึ้น จึงไม่ต้องวิ่งไปทำลายใครอีก Antioxidants มีหลายชนิด แต่ที่สำคัญมีอยู่ 3-4 ชนิด ซึ่งส่วนมากจะเรียกกันว่า antioxidant cocktail คือ Vitamin A, C, E และ selenium (เซลิเนียม) ประโยชน์และข้อควรระวังในการบริโภคสรุปอย่างง่ายๆ ได้ดังนี้ครับ

Vitamin A (Beta carotene)

ประโยชน์

  • เป็นสาร antioxidant ต้านอนุมูลอิสระ
  • ช่วยการมองเห็น, ผิวหนังแข็งแรง
  • ช่วยระบบภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กันเชื้อโรค

แหล่งอาหาร

  • เบต้า แคโรทีนมีมากในผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม แครอท, ฟักทอง, มะเขือเทศ, ผักใบเขียว
  • RDA (Recommened Dietary Allowance) หมายถึงปริมาณที่แนะนำต่อวัน
  • ผู้ชาย 5000 IU (3 mg beta carotene)
  • ผู้หญิง 4000 IU (2.4 mg beta carotene)
  • ปริมาณสำหรับ Antioxidant 25,000 IU หรือ15 mg beta carotene(น้ำแครอท 1 แก้ว มี 24.2 mg beta carotene)

ข้อแนะนำ

  • ควรรับประทานพร้อมอาหาร เพราะเป็นวิตามินที่ละลายในไข มัน
  • ควรรับประทานเบต้า แคโรทีนจากธรรมชาติ คือผักผลไม้หลายๆ ชนิด
  • ถ้าได้รับปริมาณมากไปอาจทำให้ผิวหนังมีสีเหลืองได้ ซึ่งจะหายไปเมื่อลดหรือหยุดรับประทาน
  • เบต้า แคโรทีนจะได้จากพืช ส่วน Vitamin A ชนิด retinol จะได้มาจากสัตว์ เพราะวิตามินชนิดนี้อาจทำให้เกิดโทษต่อตับได้

    ในปี 1994 มีการศึกษาที่น่าฉงนจาก Finland พบว่าคนที่สูบบุหรี่อย่างหนักที่รับประทานเบต้า แคโรทีนเสริม(20 มก.) มีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่า กลุ่มสูบบุหรี่หนักที่ไม่ได้รับเบต้า แคโรทีนเสมอ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ส่วนมากไม่เชื่อผลการศึกษานี้ แต่บางท่านก็แนะนำคนที่สูบบุหรี่ว่าไม่ควรรับประทานเบต้า แคโรทีน เสริมจนกว่าจะมีการศึกษาที่ชัดเจนมากกว่านี้


Vitamin C (Ascorbic acid)

ประโยชน์

  • เป็นสาร antioxidant
  • ช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อและการรักษาแผล
  • ช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรค
  • ช่วยการสร้างสารสื่อประสาท (neurotransmitter) เช่น นอร์อะดรีนาลีนและซีโรโทนิน

แหล่งอาหาร

  • ผลไม้สดจำพวกส้ม ฝรั่ง สตรอเบอรี่ ฯลฯ
  • RDA ผู้ใหญ่ 60 มก. (ส้มขนาดกลาง 2 ผล หรือฝรั่ง 4-5 ชิ้น)
  • สตรีตั้งครรภ์ 70 มก.
  • คนสูบบุหรี่ >80 มก.
  • ปริมาณสำหรับ antioxidant 250-500 มก. แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง เพราะถ้ามากกว่านี้เซลล์ในร่างกายไม่สามารถดูดซึมไปใช้ได้ ก็จำเป็นต้องขับทิ้งออกทางปัสสาวะ

ข้อแนะนำ

  • ถ้าไม่สบาย หรือเป็นหวัดควรเพิ่มปริมาณให้มากกว่านี้ได้
  • วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำเพราะฉะนั้นการรับประทานมากเกินไปเล็กน้อยก็จะถูกขับออกได้ง่าย
  • ยังมีข้อถกเถียงกันว่าวิตามินซีสามารถทำให้เกิดนิ่วในไตได้หรือไม่

Vitamin E (Tocopherols)

หน้าที่

  • เป็นสาร antioxidant
  • บำรุงให้เซลล์ในร่างกายดีและแข็งแรงอยู่เสมอ
  • ช่วยป้องกันการทำลายเซลล์ในร่างกายจากมลภาวะต่างๆ

แหล่งอาหาร

  • น้ำมันพืช ถั่ว ผักใบเขียว ไข่ จมูกข้าวสาลี ขนมปังโฮลวีท ฯลฯ
  • RDA ผู้ชายและสตรีตั้งครรภ์ 15 IU (10 มก.)
  • ผู้หญิง 12 IU (8 มก.)
  • ปริมาณสำหรับ antioxidant อายุ <>
  • อายุ > 40 ปี = 800 IU

ข้อแนะนำ

  • ควรเลือกชนิดธรรมชาติ (d-alpha tocopherol รวมถึง Mixed tocopherols)
  • รับประทานพร้อมอาหาร เพราะเป็นวิตามินที่ะลายในไขมัน
  • นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าขนาด 400-800 IU ต่อวันค่อนข้างปลอดภัย (ขนาดที่มากกว่า 1000 IU อาจเป็นพิษได้)
  • ขนาดที่มากกว่า 400 IU จะทำหน้าที่ป้องกันการแข็งตัวของเลือดได้ (anticlotting)เช่นเดียวกับ แอสไพริน
  • ท่านที่มีปัญหาเรื่องการแข็งตัวของเลือดหรือได้รับยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดควรสอบถามแพทย์ก่อนที่จะรับประทาน Vitamin E

Selenium (ซิลิเนียม)

ประโยชน์

  • สาร antioxidant
  • ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  • แหล่งอาหาร ธัญพืชเต็มเมล็ด (Whole grain) กระเทียม ไข่ อาหารทะเล หน่อไม้ฝรั่ง ฯลฯ
  • RDA ผู้ชาย 70 mcg
  • ผู้หญิง 55 mcg
  • สตรีตั้งครรภ์ 65 mcg

ปริมาณสำหรับ antioxidant

  • 200 mcg
  • ไม่ควรใช้ขนาดเกิน 400 mcg เพราะอาจเป็นพิษได้
  • ควรใช้อยู่ในรูป yeast-bound

จะเห็นได้ว่าวิตามินและแร่ธาตุ ในปริมาณที่เหมาะกับantioxidant ส่วนมากจะต้องเพิ่มปริมาณมากกว่า RDA ซึ่งบางอย่างก็ไม่สามารถรับประทานได้อย่างเพียงพอ ก็อาจจำเป็นที่จะต้องเสริมด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผมเองไม่ได้ต่อต้านผลิตภัณฑ์เหล่านี้ แต่อยากให้ข้อคิดสะกิดกันสักนิดว่า ถ้าเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นทางเลือกหนึ่งก็ยิ่งต้องศึกษาให้ดีก่อนถึงโทษของสารแต่ละอย่างหากได้รับมากเกินไป ควรรู้ข้อดี ข้อเสีย ข้อควรระวัง ผมเห็นบางคนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในแต่ละมื้อจำนวนมากแทบจะอิ่มแทนอาหารได้เลยครับ อย่าลืมว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็คืออาหารเสริมไม่สามารถแทนอาหารหลักได้ครับ ควรระมัดระวังในกรณีที่รับประทานมากเกินไปด้วยครับ เพราะอาจเกิดโทษขึ้นกับร่างกายได้

สุดท้ายนี้ผมจบด้วยหลัก "ล" ที่ผมอ่านเจอจากจดหมายข่าวฉบับหนึ่ง เข้าท่าดีครับเลยหยิบมาฝากกัน

ลด อาหารไขมันจากสัตว์
เลิก อาหารกระป๋องที่ใส่สีสังเคราะห์ และสารเคมี เช่น สารกันบูด หรือสีที่ไม่ใช่สีผสมอาหาร
เลี่ยง อาหารปิ้ง ย่าง เผา อบ รมควัน
ลุ้น อาหารสด ผัก ผลไม้ อาหารสมุนไพรปลอดสารพิษ


ที่มาข้อมูล :นิตยสาร Health Today