Friday, March 29, 2013

หลักการบริหาร

งานสร้างเงิน หมายถึง ... ยิ่งงานเข้ามากก็ยิ่งได้กำไรมากตามยอดขายสินค้าหรือบริการ
เงินสร้างคน หมายถึง ... ยิ่งให้ค่าตอบแทนสูงเท่าใดยิ่งได้คนทำงานที่มีศักยภาพมากเท่านั้น
คนสร้างงาน หมายถึง ... คนที่มีประสิทธิภาพย่อมสร้างงานที่มีประสิทธิภาพเช่นกัน

หลักของการบริหารจึงอยู่ที่ 1. บริหารงาน 2. บริหารเงิน 3. บริหารคน ถ้าทำได้ดีทั้งสามอย่างคือสุดยอดของนักบริหาร


Thursday, March 21, 2013

Sapphire


The remarkable hardness of sapphires is 9 on the Mohs scale. The cost of natural sapphires varies depending on their color, clarity, size, cut, and overall quality – as well as their geographic origin. Sapphires are found in Eastern Australia, Thailand, Sri Lanka, Myanmar, Cambodia, Madagascar. Sapphires come in different colors. Many royal engagement rings have included blue sapphires because they are more rare and unique than diamonds.

It is common practice to heat natural sapphires to enhance color and clarity. This is done by heating the sapphires in furnaces to temperatures between 500 and 1800 °C for several hours. Upon heating, the stone becomes more blue in color, and loses some of the natural inclusions called ‘silk'. The inclusions in natural stones are easily seen with a jeweler's loupe. Un-heated natural stones are somewhat rare and will often be sold accompanied by a certificate from an independent gemological laboratory attesting to "no evidence of heat treatment".

The technology of heat treatment had not been disclosed until 1982 when the heat treatment became a major issue. At that time, 95% of all the world's sapphires were being heated to enhance their natural color. But later, according to United States Federal Trade Commission guidelines, disclosure is required of any mode of enhancement that has a significant effect on the gem's value.

Blue sapphires that are eye-clean or entirely free of inclusions are uncommon, especially in larger sizes.  Blue sapphires with some internal inclusions are still highly valued, as long as the inclusions do not reduce brilliance, obscure color, or otherwise detract from the stone’s beauty.

Silk inclusions are acceptable in blue sapphires, as long as they are not so dense as to compromise color or brilliance.  In fact, silk inclusions can increase the value of a sapphire.  The heat treatments used to alter color and clarity in blue sapphires break down rutile silk, so the presence of intact silk indicates that a sapphire is unheated. 

(Adapted from Wikipedia)

Friday, February 08, 2013

ในห้องเรียนมีนักศึกษาอยู่สองประเภท ประเภทหนึ่งคือพวก 'พร้อมจะเรียนรู้' ส่วนอีกพวก 'พอจะเรียนหลับ'

Thursday, February 07, 2013

มนตรี ตั้งพิชัยกุล

โลกของตลาดทุนเสรีคือการแข่งขันทางการค้า โดยมีรัฐบาลเป็นกรรมการออกกฏกติกาในการแข่งขัน ค่าตอบแทนจากการค้าขายสินค้าและบริการคือเงิน แต่การแข่งขันที่สูงเกินไปก่อให้เกิดสงครามราคา (price war) ผู้ค้าที่เก่งกว่าในระบบจะได้เปรียบและจะเป็นผู้ผลักให้ราคาสินค้าสูงขึ้น โดยผู้บริโภคก็ยอมจ่ายเงินส่วนเพิ่มแลกกับสินค้าและบริการที่เชื่อว่าดีกว่าหรือถูกทำให้เชื่อว่าดีกว่าผ่านสื่อโฆษณา การแข่งขันของตลาดเสรีนี้เองที่ทำให้สินค้ามีความหลากหลาย เช่นแว่นกันแดดมีตั้งแต่ราคา 29 บาท ซื้อขายกันที่ร้านขายส่งหลัง รพ.กลาง นำเข้ามากจากจีน จนถึงแว่นกันแดดยี่ห้อดังๆราคา 12,900 อย่าง Ray Ban หรือ Gucci นำเข้าจากอิตาลีที่มีขายทั่วไปตามห้างสรรพสินค้า

เงินเฟ้อเกิดจากการปีนบันไดหนีของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อมากกว่า 

ความที่ราคาสินค้าประเภทเดียวกันมีราคาหลากหลายมาก (29-12,900) ทำให้เกิดการแบ่งชั้นของผู้บริโภคด้วยอำนาจการซื้อ คนเราต้องการสินค้าและบริการที่ดีกว่าคนส่วนใหญ่เสมอ และพยายามเพิ่มอำนาจการซื้อของตนให้สูงขึ้นจนบางครั้งเกินเลยจากปัจจัยพื้นฐานด้านกำลังซื้้อที่แท้จริงของตนไป ผู้มีกำลังซื้อน้อยถูกการกดดันทางสังคมจากสื่อโฆษณา หรือปัจจัยด้านการพัฒนาของเทคโนโลยีและการสื่อสาร ทำให้ต้องซื้อบางประเภทที่มีราคาแพงเพื่อสนองความต้องการทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อผู้คนส่วนใหญ่พยายามปีนบันไดซื้อสินค้าที่แพงเกินกำลังซื้อของตน ผู้มีกำลังซื้อมากกว่าก็ต้องเปลี่ยนไปซื้อสินค้าและบริการที่แพงกว่าขึ้นไปอีก เพราะคนที่มีกำลังซื้อมากกว่าก็ย่อมต้องการทางเลือกที่ดีกว่าคนส่วนใหญ่เสมอ สิ่งนี้เปิดช่องให้ผู้ค้าที่เก่งกว่าในตลาดเสรีผลิตสินค้าระดับ high end ในราคาที่สูงขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการที่สูงขึ้น ผู้ได้เปรียบทางเสรีการค้าคือผู้ค้าที่เก่งกว่าผู้ค้ารายอื่นในระบบ ที่สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าของตนได้แลกกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่คุ้มค่ากับราคาขาย (selling price) ที่เพิ่มมากขึ้น แต่ข้อเสียคือยิ่งราคาขายสินค้ามีเพดานที่สูงขึ้นเท่าใด อำนาจการซื้อของทุกคนในประเทศโดยเฉลี่ยรวมกันยิ่งน้อยลงเท่านั้น อำนาจการซื้อนี้เองมีดรรชนีชี้วัดเป็นค่าเงินเฟ้อ ยิ่งอัตราเงินเฟ้อสูงเท่าใด อำนาจของเงินในการจับจ่ายซื้อของก็ลดลงเท่านั้น สรุปได้ว่าผู้ซื้อสินค้าต่างมีส่วนร่วมทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นไม่มากก็น้อย

เงินเฟ้อสู้ด้วยดอกเบี้ย

ถ้าเงินเฟ้อ 3% ทุกปี แปลว่า ปริมาณเงินที่เท่าเดิมจะมีอำนาจการจับจ่ายที่น้อยลงทุกปีๆละ 3% ดังนั้นเงินออมที่เก็บไว้เฉยๆ ก็จะมีค่าลดลง (ในที่นี้หมายถึงอำนาจการซื้อ) ถ้าจะให้มีค่าเท่าเดิม ก็ต้องทำให้เงินออมนั้นเพิ่มในสัดส่วนที่เท่ากันกับอัตราเงินเฟ้อ นั้นคือทุกปีจะต้องได้รับดอกเบี้ยจากเงินต้นที่ออมอยู่ 3% จึงจะพูดได้ว่าเงินออมของตนเท่าเดิม ถ้าไม่มีส่วนเพื่มจากดอกเบี้ย 3% นี้ก็ต้องถือว่าเงินมีค่าน้อยลง ไม่ใช่เท่าเดิม อัตราดอกเบี้ัยจากเงินออมที่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อหมายถึงค่าเงินที่น้อยลง ในทางกลับกันอัตราดอกเบี้ยรับที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนั้นเท่ากับว่ามูลค่าเงินที่มีมากขึ้น

การแข่งขันเพื่อเพิ่มดอกเบี้ยเงินออมนำไปสู่การลงทุนและการเก็งกำไร

ระบบทุนเสรีเอื้อให้เกิดการแข่งขันในการเสนอขายสินค้าและบริการในราคาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีเพดานและทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นดังกล่าวแล้ว แต่รายได้จากการขายสินค้าและบริการที่เพิ่มสูงขึ้นก็ทำให้เกิดปริมาณเงินออมในตลาดเงินที่สูงขึ้นเช่นกัน เงินออมที่สูงขึ้นนี้เองหากไม่บริหารให้ดีก็จะมีมูลค่าน้องลงไปเรื่อยๆอันเนื่องจากเงินเฟ้อดังกล่าวแล้ว ดังนั้นจึงเกิดความพยายามมากมายของผู้มีเงินออมที่จะดิ้นรนไม่ให้มูลค่าเงินออมของตนมีค่าน้อยลงเพราะอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี อย่างน้อยที่สุดดอกเบี้ยที่ได้จากเงินออมก็ต้องไม่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ เพื่อรักษาค่าของเงินออมไม่ให้น้อยลงไปกว่าเดิม ความพยายามที่สูงขึ้นเกิดเป็นการแข่งขันเพื่อเพิ่มดอกเบีัยเงินออมของตนให้มากขึ้น และมากที่สุด หากมีเงินต้นก้อนใหญ่ และสามารถเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเกินไปกว่าอัตราเงินเฟ้อได้มากๆ รายได้จากดอกเบี้ยดังกล่าวตลอดทั้งปีอาจมากกว่ารายได้จากเงินเดือนทั้งปีเสียอีก เท่ากับว่ามีรายได้เป็นดอกเบี้ยแทนการรับเงินเดือนจากการทำงาน และอาจทำให้หลายคนเกษียณตัวเองจากการทำงานได้เลย

ตัวเลือกในการแข่งขันเพื่อเพิ่มดอกเบี้ยในระบบทุนเสรี

ดังกล่าวแล้วว่าผู้ค้าที่เก่งกว่าในระบบทุนย่อมเป็นผู้ได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน และนั้นหมายความถึงการมีเงินออมที่มากกว่า แต่ถ้าบริหารเงินออมไม่ดีเงินก็ด้อยค่าลงได้จากภาวะเงินเฟ้อที่ติดต่อกันนานๆคำถามคือจะบริหารเงินออมอย่างไรให้มีประสิทธิภาพเพิ่มดอกเบี้ยให้มากขึ้นได้ โอกาสในการได้รับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นย่อมต้องแลกกับความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย แต่นี่ก็ไม่ใช่ปัญหาเสียทีเดียวสำหรับผู้ที่มีเงินออมมาก ถ้านำเงินฝากธนาคารโดยทั่วไปดอกเบี้ยที่ได้จะต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อแต่แม้จะเพิ่มน้อยแต่ก็เพิ่มแน่ๆไม่มีลด ไม่มีความเสี่ยง ผิดกับการนำไปลงทุนอย่างอื่นซึ่งเสี่ยงกันการลดลงของๆ เงินต้นในบางโอกาส แต่นั่นย่อมหมายถึงโอกาสที่จะได้ดอกเบี้ยจากเงินต้นที่สูงมากด้วยเช่นกัน เช่นการนำเงินไปปล่อยกู้ก็ได้รับรายได้เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ รายได้จากการปล่อยกู้นี้ทำกำไรได้มากจริงๆ โดยเฉพาะการปล่อยกู้นอกระบบ การผ่อนชำระดอกเบี้ยเงินกู้ของคนจนจึงเป็นรายได้ชั้นดีของคนรวย หรือกล่าวได้ว่าคนจนขาดทุนดอกเบี้ย แต่คนรวยกำไรดอกเบี้ย อย่างไรก็ตามการปล่อยกู้ย่อมเสี่ยงกับการหนีหนี้ ถ้านำเงินไปลงทุนในตราสารทุน คือซื้อหุ้นกิจการต่างๆทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ ค่าตอบแทนคือราคาหุ้นที่อาจเพิ่มสูงขึ้น บวกกับโบนัสปลายปีอีก แต่นั่นก็หมายถึงโอกาสที่มูลค่่าหุ้นจะตกลงอย่างมากในเศรษฐกิจขาลงได้เหมือนกัน หรือจะซื้อทรัพย์สินต่างๆ เพื่อเก็งกำไรโดยหวังว่าทรัพย์สินเหล่านั้นจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต เช่น บ้าน ที่ดิน ทองคำ อัญมณีต่างๆ แต่ก็ทำให้สินทรัพย์หมดสภาพคล่อง ขายยาก เว้นแต่ทองคำที่ขายได้ตลอดเวลา แต่ราคาผันผวน และไม่มีผลตอบแทนระหว่างที่เก็บไว้ บ้าน ที่ดิน คอนโด ยังปล่อยให้เช่าได้ แต่ทองคำเก็บแล้วรอราคาขึ้นอย่างเดียว

จ้างมืออาชีพบริหารจัดการดอกเบี้ย

ความพยายามที่จะเพิ่มดอกเบี้ยเงินออมให้มากที่สุดนี้เอง เป็นโอกาสให้เกิดธุรกิจการเงินมากมายที่ดำเนินธุรกิจด้วยวิธีระดมเงินทุนจากผู้คนมาเป็นกองทุน (mutual fund) และบริหารกองทุนเงินเหล่านั้น โดยสัญญาว่าจะเพิ่มดอกเบี้ยให้กับผู้ร่วมลงทุนให้ได้มากที่สุด โดยขอแลกกับค่าบริหารจัดการนิดๆหน่อยๆเมื่อเทียบกับกำไรที่ได้จากเงินลงทุน แต่ละกองทุนมีลักษณะแตกต่างกัน บางกองทุนเน้นลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้นแลกกับความเสี่ยงหรือการขึ้นลงของราคาหุ้นที่หวือหวา บางกองเน้นลงทุนในตราสารหนี้เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่แม้จะไม่มากนักแต่มั่นคงความเสี่ยงต่ำ บางกองทุนเน้นลงทุนในตลาดทุนต่างประเทศ บางกองเน้นลงทุนในประเทศ ผู้ที่มีรายได้จากการเป็นผู้จัดการกองทุนจนกลายเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกในสมัยหนึ่งคือ Warren Buffet

Trigger/Target fund ค่า IPO และ NAV

ตัวอย่างกองทุน เช่น T-Challenge 2 ของ บลจ. ธนชาตตั้งเป้าไว้ 7% ระยะเวลา 7 เดือน เน้นลงทุนในตลาดหุ้นไทย เมื่อใดได้รับกำไร 7% ของมูลค่าที่ลงในหน่วยลงทุน ก็ปิดกองทันที และแจกคืนเงินลงทุนพร้อมกำไรให้ผู้ร่วมลงทุนทั้งหมด หรือถ้าไม่ถึง 7% สักทีก็รอไปเรื่อยๆจน 7 เดือน แล้วคืนเท่าราคาตลาดในขณะนั้น ทาง บลจ จะแบ่งหน่วยลงทุนเป็นหุ้นๆละ 10 บาท เรียกค่านี้ว่าค่า IPO (Initial Public Offering) หรือมูลค่าหน่วยลงทุน ณ เวลาที่ซื้อ เมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนเพิ่มโดยมีค่า NAV (Net Asset Value) 10.91% ซึ่งคิดจากผลรวมของมูลค่าหน่วยลงทุนกับค่าธรรมเนียมในการบริหารกองทุน ก็จะปิดกองทันที กองทุนเปิดที่มีเป้าหมายเพื่อปิดกองหลังทำกำไรระยะสั้นนี้เรียกว่า Trigger Fund หรือ Target Fund ปรากฏว่า T-Challenge 2 สามารถปิดกองคืนเงินได้เลยก่อนระยะเวลา 7 เดือน หมายความว่าประสบความสำเร็จทำกำไรได้ 7% ตามเป้าที่สัญญาไว้กับผู้ร่วมทุน ส่วนกองทุน Equity Trigger ของ บลจ Tisco ตั้งเป้า 8% ปรากฏว่าสามารถปิดกองได้ภายใน 6 สัปดาห์หลังเปิด ผู้ร่วมทุนได้กำไรดอกเบี้ย 8% ทันทีภายในแค่ 6 สัปดาห์ ล่าสุด (8 กพ 56) บลจ ธนชาตออกกองทุน Trigger ตัวใหม่ ตั้งเป้า 8% เช่นเคย ในระยะเวลา 1 ปี ด้วยทุนจดทะเบียน 2,500 ล้านบาท ส่วน บลจ FMC ออก Trigger Fund 6% 6 เดือน แต่ทีลักษณะพิเศษคือแบ่งการทำกำไรเป็นสองช่วง ช่วงที่หนึ่งรอให้ได้ 3% ก่อนแล้วคืนเงินต้นบวกดอกเบี้ย 3% ส่วนเงินที่เหลือลงทุนต่อไปเพื่อให้ได้อีก 3% ที่เหลือ ลักษณะเช่นนี้จะเป็นการทำกำไรได้อย่างรวดเร็วในเศรษฐกิจขาขึ้น เพราะโอกาสที่จะได้กำไร 3% มีมาก เมื่อเกิดขึ้นก็ปิดทำกำไรเลยเพื่อทำกำไรรอบใหม่ ไม่ต้องรอจนถึง 7% หรือ 8% แล้วค่อยปิด




Thursday, January 17, 2013


Holding company คือ บริษัทที่ประกอบธุรกิจประหลาดกว่าบริษัททั้งปวง คือ ไม่ซื้อขายสินค้าหรือบริการ แต่เที่ยวได้ซื้อหุ้นของบริษัทต่างๆมาเก็บไว้ เพื่อเข้าไปมีอำนาจบริหารงานบ้าง เพื่อเก็งกำไรบ้าง หรือทำทั้งสองอย่าง แล้วแต่โอกาส เป็นพวกใช้เงินต่อเงิน

ดร.บุญเสริม บุญเจริญผล 

ขอบคุณข้อมูลละเอียดยิบเรื่อง Hedge fund ซึ่งต่างจาก Mutual fund หรือ กองทุนรวม ธรรมดาๆ เขียนโดย 

กมล กมลตระกูล 

วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4158  ประชาชาติธุรกิจ

เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) ได้ชื่อว่ากองทุนปีศาจ วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่วิกฤตหนี้ในละตินอเมริกาในทศวรรษ 1980 , วิกฤตการเงินเตกิลา , วิกฤตฟองสบู่แตก วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 (1997) และล่าสุดวิกฤตอสังหาฯถล่ม (subprime crisis) บางคนเรียกว่า วิกฤตคาวบอย หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 (2008) ล้วนเป็นผลมาจากความกระหายเลือดของกองทุนปีศาจเหล่านี้ การได้รับชื่อว่า กองทุนปีศาจ เพราะว่ากองทุนเหล่านี้ไม่มีตัวตน ไม่มีทรัพย์สินของตนเอง จับต้องไม่ได้ แต่หลอกคนได้ สูบเลือดคนได้เหมือนปีศาจ
การทำงานหรือการบริหารของกองทุน ต้องใช้กลไกของสถาบันการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีรายได้(fee) จากการให้บริการหรือเป็นกลไกในการทำงานแทนกองทุนปีศาจเพื่อแลกกับค่าบริการ ที่สามารถคิดได้สูงลิบลิ่วตามปริมาณเงินที่ผ่านเข้า-ออก สถาบันการเงินและบริษัทหลักทรัพย์ส่วนใหญตั้งกองทุนหรือรับบริหารกองทุน โดยการตั้งบริษัทลูกขึ้นมาดำเนินการ เมื่อพูดถึงกองทุนปีศาจจึงรวมถึงสถาบันการเงินและรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนเหล่านี้ด้วย
เศรษฐกิจโลกที่อยู่ใต้กงเล็บของกองทุนปีศาจ จึงได้ชื่อว่า ระบอบเศรษฐกิจกาสิโน (casino economy) หรือทุนนิยมกาสิโน (casino capitalism)
กำเนิดเฮดจ์ฟันด์
เฮดจ์ฟันด์ถือกำเนิดขึ้นในปี 1949 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงได้ 4 ปี นายอัลเฟรด โจนส์ (Alfred W. Jones) ผู้สื่อข่าวด้านตลาดทุนและตลาดเงิน ซึ่งคร่ำหวอดกับการสังเกตการเคลื่อนไหวของตลาดทุนและตลาดเงิน จึงได้ตั้งกองทุนขึ้นมาลงทุนที่สวนทางกับการลงทุนทั่วๆไปในสมัยนั้น โดยการเลือกซื้อหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและราคาขึ้นมากกว่าอัตราเฉลี่ยของตลาด ในขณะเดียวกันเสนอขายราคาหุ้นตัวนั้นเมื่อราคาตกลงระดับหนึ่งพร้อมกันเพื่อลดการขาดทุนจำนวนมากๆในคราเดียว รวมทั้งเลือกขายหุ้นประเภทห่วยแตกล่วงหน้า(selling short) ดังนั้นเมื่อตลาดหุ้นขึ้นเขาก็จะได้กำไรจากตัวแรกมาชดเชยตัวหลัง หรือในทางตรงกันข้าม ซึ่งยุทธศาสตร์นี้เป็นการลดความเสี่ยงในตลาดทุนและตลาดเงินที่มีความผันผวน คาดการณ์ไม่ได้ เต็มไปด้วยข่าวลือ ข่าวลวง และข่าวลับ ลวง พราง
กลยุทธ์เฮดจ์ฟันด์
กองทุนและเทคนิคหรือกลยุทธ์ที่เขาเริ่มใช้เป็นคนแรกจึงได้ชื่อว่า เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) และต่อมาได้พัฒนาให้มีความซับซ้อน และนำมาใช้ในทุกตลาด คือ ตลาดทุน ตลาดเงิน ตลาดอนุพันธ์ (derivatives) ตลาดคอมมิวดิตี้ (commodity) ตลาดพันธบัตร (bonds market) และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา (foreign exchange) โดยพ่อมดการเงินรุ่นต่อๆมาจนกลายเป็นกระแสหลักที่รู้กันแต่วงในของวาณิชย์ธนกิจ (investment bankers)
ส่วนบรรดาแมลงเม่า และนักลงทุน หรือผู้บริหารกองทุน ตามตำราปัจจัยพื้นฐานก็มักจะหมดตัวหรือทำให้ ผู้ถือหุ้น ผู้ร่วมลงทุน ประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจบชีวิตเหมือนกับแมลงเม่าที่วิ่งเข้าหากองไฟไปด้วย
ตัวอย่างกลยุทธ์ที่ใช้ เช่น การตั้งคำสั่งซื้อและขายพร้อมกันในตลาดเดียวกันหรือคนละตลาดเพื่อกินกำไรส่วนต่าง(arbitrage) , การซื้อเมื่อตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้นและขายล่วงหน้าเมื่อตลาดอยู่ในภาวะขาลง long-short investing techniques , การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ซื้อขายแทนคน ซึ่งเรียกว่า quantitative investing หรือ program trading ซึ่งมีการตั้งโปรแกรมทั้งซื้อหรือขายเมื่อดัชนีตัวใดตัวหนึ่ง หรือดัชนีของตลาด หรือราคาหุ้น หรืออัตราแลกเปลี่ยนขึ้นหรือลงถึงจุดนั้น ก็จะสั่งซื้อหรือขายโดยอัตโนมัติใน เสี้ยววินาที ซึ่งคำสั่งเหล่านี้มีนับหมื่นๆคำสั่งต่อวัน หรือเป็นแสนเมื่อรวมของทุกกองทุนเข้าด้วยกัน โปรแกรมเทรดดิ้งนี้เองเป็นต้นตอของความผันผวนของตลาดทุน ตลาดเงิน และตลาดอื่นๆ ทุกตลาด ที่เรียกว่า panic trading ซึ่งเกิดจากการตั้งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้าด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั่นเอง การซื้อก่อนจ่ายทีหลัง การซื้อขายภายในวันเดียวกัน หรือกู้เงินมาซื้อ ที่เรียกว่า leverage
กลยุทธ์การกู้เงินมาซื้อเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ ทุกกองทุนนำมาใช้เพราะเป็นการเพิ่มอำนาจซื้อและเพิ่มผลกำไรได้อย่างมหาศาล ถ้าหากว่าบริหารไม่ผิดพลาด เช่น เมื่อกองทุนได้รับเงินมาบริหาร 10 เหรียญ กองทุนอาจกู้เงินเพิ่มได้ 90 เหรียญ รวมเป็น 100 เหรียญ เพื่อนำไปเก็งกำไรในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา หรือตลาดอนุพันธ์ หรือตลาดหุ้น และหากว่าขาดทุนเพียงร้อยละ 10 ก็เท่ากับว่ากองทุนนั้นหมดไปอย่างสิ้นเชิง แต่ถ้าได้กำไรร้อยละ 10 ก็เท่ากับว่าได้กำไร 100% ของเงินทุน
กรณีศึกษาตัวอย่างข้างต้น คือ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2008 บริษัท Lehman Brothers ซึ่งได้ก่อตั้งมานานถึง 158 ปี เป็นบริษัทหลักทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของอเมริกา และเคยเข้าร่วมขบวนการดูดเลือดคนไทยเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 โดยเป็นทั้งบริษัทที่ปรึกษา และตีราคาทรัพย์สินเอ็นพีแอล แล้วตั้งบริษัทลูกขึ้นมาซื้อทรัพย์สินและหนี้สินในราคาต่ำกว่าราคาตลาด (ทรัพย์ของ ป.ร.ศ.) แล้วไปบีบขายให้ลูกหนี้ในราคาสูงลิ่ว เมื่อลูกหนี้ซื้อไม่ไหวก็ต้องถูกยึดกิจการ บัดนี้กรรมได้สนองโดยได้ยื่นเรื่องต่อศาลให้เป็นบริษัทล้มละลายโดยมีหนี้สิน เฉพาะที่เป็นพันธบัตร 768 แสนล้านเหรียญ (768 billion) ซึ่งเท่ากับประมาณแผ่นดินไทย 30 ปี ในขณะที่ทรัพย์สินในกองทุนมีเพียง 639 แสนล้านเหรียญ (639 billion) คือติดลบ
ในปี 2003 Lehman Brothers มีเงินทุน 13,000 ล้านเหรียญ (13 billion) แต่มีบัญชีทรัพย์สินมากถึง 31,200 ล้านเหรียญ (312 billion) ซึ่งแปลว่าทุกๆเงินทุน 1 เหรียญ Lehman Brothers กู้มาเพิ่มอีก 24 เหรียญ(เท่า) เพื่อเก็งกำไร พอถึงปี 2007 Lehman Brothers มีเงินทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 73 กลายเป็น 22.5 พันล้านเหรียญ แต่มีบัญชีทรัพย์สินมากถึง 691 พันล้าน ซึ่งแปลว่าทุกๆ เงินทุน 1 เหรียญ Lehman Brothers กู้เพิ่มเป็น 31 เท่าเพื่อเก็งกำไร
การล้มละลายของ Lehman Brothers ที่สร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนคิดเป็นเม็ดเงิน 639 พันล้าน เป็นคดีล้มละลายที่ใหญ่กว่าการล้มละลายของบริษัทพลังงาน ENRON ในปี 2001 ถึง 10 เท่า กรณี ENRON กลายเป็นตำนานมหากาพย์แห่งการฉ้อฉลที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน สถาบันจัดอันดับ และสื่อด้านเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนพัวพันเกี่ยวข้องโยงใยกันเหมือนใยแมงมุม ไม่ต่างกับกรณีธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ หรือบีบีซี ซึ่งมีนายราเกซ สักเสนา และนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ เป็นผู้ต้องหา แต่มีนักการเมืองอีกจำนวนมากที่โยงใยเกี่ยวข้อง
เมื่อครั้งกองทุน Long-Term Capital Management ซึ่งก่อตั้งโดยนักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบล 2 คน และเคยทำกำไรให้นักลงทุนสูงสุดถึงร้อยละ 25-50 จนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกือบทุกสาขา และกองทุนของมหาวิทยาลัย มูลนิธิต่างแย่งกันเสนอให้กองทุนนี้บริหารให้ โดยกองทุนนี้มีเงินที่ได้รับมาบริหาร 40,000 ล้านเหรียญ แต่สามารถกู้เงินมาลงทุนได้ 12,500 ล้านเหรียญ หรือ 30 เท่าของเม็ดเงินที่ตนมี รวมทั้งมีตัวเลขงบดุลในบัญชีสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญ ด้วยวิธีการซื้อแบบใช้ margin ซึ่งใช้เงินเพียงร้อยละ 10 ในการลงทุน 100 แต่ในที่สุดกองทุนนี้ก็ล้มครืนลง และประธานาธิบดีคลินตันต้องกระโดดเข้ามาอุ้มด้วยการใช้เงินภาษีอากรของคน อเมริกันทั้งประเทศเพื่อไม่ให้ระบบเศรษฐกิจของชาติล่มแบบโดมิโน
กลยุทธ์ข้างต้นนี้เอง ที่ประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งประชาชนมีเงินออมมากและมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Pension Funds) ในทุกภาคส่วนรวมทั้งผู้ใช้แรงงานในประเทศเหล่านี้เป็นเจ้าของทุนปีศาจ และล้วนมีส่วนได้ส่วนเสียทั้งสิ้น จึงมีนโยบายบีบให้ประเทศกำลังพัฒนาทุกประเทศก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ตลาดทุนและตลาดเงิน หรือแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ฯ แปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยข้ออ้างว่าเพื่อความทันสมัย เพื่อเปิดช่องทางการระดมทุนมาขยายธุรกิจ และเป็นเรื่องการค้าเสรีหรือการเปิดเสรีเพื่อให้กองทุนปีศาจเหล่านี้สามารถ เข้ามาสูบเลือดกลับไปเลี้ยงประชาชนในชาติของตน
เฮดจ์ฟันด์ กองทุนปีศาจ(1)
คอลัมน์ เดินคนละฟาก
กมล กมลตระกูล kamolt@yahoo.com
วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4158  ประชาชาติธุรกิจ

####
เฮดจ์ฟันด์ กองทุนปีศาจ (จบ) ทุนปีศาจครอบโลก
คอลัมน์ เดินคนละฟาก
กมล กมลตระกูล kamolt@yahoo.com
วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4159  ประชาชาติธุรกิจ
เพียงแค่ขนาดของกองทุนปีศาจนั้นก็มหาศาลแล้ว เช่น กองทุนที่ใหญ่ที่สุด Bridgewater Associates บริหารเม็ดเงินจำนวน 38,600 ล้านเหรียญ หรือ 11 ล้านล้านบาท หรือ กองทุน Soros Fund Management ของพ่อมดการเงิน Soros มีทรัพย์สิน 2 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 7 แสนล้านบาท ซึ่งเกือบเท่ากับงบประมาณแผ่นดินไทยทั้งปีในบางปี (1 ล้านล้านบาทเศษ) แต่สามารถซื้อขายโดยวิธี Leverage คือกู้เงินมาซื้อขาย หรือซื้อขายเงินเชื่อแล้วมาหักกำไรขาดทุนทีหลังได้มากถึง 10-25 เท่า ของเม็ดเงินของกองทุน ดังนั้นจึงไม่มีตลาดทุนและตลาดเงินที่ไหนของโลกสามารถต้านการโจมตี หรือการ “ทุบ” ของกองทุนปีศาจเหล่านี้ได้

ใน 10 กองทุนปีศาจเหล่านี้ รับบริหารเม็ดเงินเกือบ 3 แสนล้านเหรียญต่อปี ในขณะที่กองทุนปีศาจทั้งหมดในโลก บริหารเม็ดเงินประมาณ 2.5 ล้านล้านเหรียญ (2.5 trillion)
edi05191152p2
จากการเปรียบเทียบขนาดของกองทุน เมื่อก่อนเกิดวิกฤต subprime และภายหลัง กองทุนเหล่านี้ไม่ได้เล็กลงเลย เพียงแต่สลับตำแหน่งกันตามความสามารถในการแข่งขัน
ก่อนเกิดวิกฤตอสังหาฯถล่ม (subprime crisis) ในปี 2008 กฎหมายหรือระเบียบที่ควบคุมกองทุนปีศาจมีน้อยมาก เพราะรัฐเห็นว่าเป็นเรื่องของนักลงทุนใหญ่ๆที่ไม่เกี่ยวกับสาธารณชน เช่น ไม่มีระเบียบเรื่องสัดส่วนเงินสำรอง เรื่องสัดส่วนของเงินกู้ต่อทุน และนอกจากนี้ กองทุน (offshore) ส่วนใหญ่จดทะเบียนในประเทศหรือเมืองที่เรียกว่า tax haven หรือเมืองท่าปลอดภาษี เช่น Cayman Island เป็นที่ตั้งของกองทุนเหล่านี้ถึงร้อยละ 67 ตามมาด้วย British Virgin Islands ร้อยละ 11% และ Bermuda ร้อยละ 11% รวมทั้งรัฐ Delaware ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองทุนภายในประเทศ (onshore) มากถึงร้อยละ 64
ตัวเลขในปี 2004 มีกองทุนปีศาจในอเมริกามากถึง 7,000 กองทุน ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออก เช่น รัฐนิวยอร์ก และคอนเนกทิคัต
กรุงลอนดอนเป็นศูนย์กลางของกองทุนปีศาจของยุโรป โดยเป็นที่ตั้งของกองทุนเหล่านี้ถึงร้อยละ 75 และมีทรัพย์สินที่รับบริหารจัดการในปี 2008 เป็นเงิน 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นเงินจากทวีปเอเชีย ร้อยละ 25 ส่วนอีกร้อยละ 25 ของเงินจากเอเชีย บริหารโดยกลุ่มทุนของอเมริกา
ในเอเชียก็มีสิงคโปร์และฮ่องกงเป็นศูนย์กลางใหญ่ หรือที่ตั้งสาขาของกองทุนปีศาจเหล่านี้
อัตราค่าบริหารกองทุน
แรงจูงใจหรือน้ำเลี้ยงของกองทุนปีศาจ คือค่าบริหารกองทุน (management fee) , ค่าส่วนแบ่งจากผลกำไร (performance fee) อัตรามาตรฐานหรือราคาตลาดของค่าบริหารกองทุน คือ ร้อยละ 2 ต่อปี ของมูลค่าเงินของลูกค้าที่มอบให้บริหาร แต่ต้องจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส เนื่องจากยอดเงินที่รับบริหารมีจำนวนมาก รายได้ส่วนนี้จึงเป็นรายได้ที่เป็นค่าใช้จ่ายของสำนักงานและเป็นผลกำไรด้วย
ค่าส่วนแบ่งจากผลกำไร (performance fee) โดยทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 20 ของผลกำไรสุทธิจากการบริหารกองทุนนั้นๆ แต่บางบริษัทอาจจะคิดมากกว่านี้ เช่น Steven Cohen”s SAC Capital Partners คิดร้อยละ 35-50 หรือ Jim Simons” Medallion Fund คิดร้อยละ 45
ค่าส่วนแบ่งผลกำไรนี้มักนำมาแบ่งปันกันในหมู่ผู้บริหาร ในรูปของโบนัส เงินเดือน สิทธิซื้อหุ้นของบริษัท (stock option) และเป็นแรงจูงใจให้ผู้บริหารกองทุนปีศาจเหล่านี้ใช้วิธีการลงทุนที่ “สุ่มเสี่ยง” เพื่อหวังผลตอบแทนสูงและได้ส่วนแบ่งสูงไปด้วย หากคาดการณ์ถูกก็จะสร้างชื่อเสียง และมีกองทุนหรือมูลนิธิ หรือสถาบันการเงินอื่นๆ แห่กันนำเงินมาให้บริหาร หากตลาดไม่เป็นไปตามคาด ทุกอย่างก็ล้มพังครืนเหมือนวิกฤตการเงินในแต่ละช่วง ซึ่งวนเวียนกลับมาทุก 10 ปี เป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยซ้ำแล้วซ้ำเล่า
Richard Fuld , ประธานของ Lehman Brothers ได้ถูกนาย Henry Waxman (D-CA) ส.ส.พรรคเดโมแครตจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นกรรมาธิการด้านปฏิรูประบบงานของรัฐ เรียกมาให้การ เพื่อสอบสวนและตั้งคำถามว่า “บริษัทของคุณยื่นเป็นบริษัทล้มละลาย แต่คุณกลับรับเงินตอบแทนที่ดูดไปจากบริษัท เป็นเงินมากถึง 480 ล้านเหรียญ นั้นเป็นธรรมหรือไม่”
สถาบันจัดอันดับ
เครื่องมือที่สำคัญของกองทุนปีศาจ คือ สถาบันจัดอันดับ เช่น Moody”s และ Standard & Poor”s นิตยสารและ น.ส.พ.ธุรกิจ และการเงิน รายงานประจำเดือนของสถาบันการเงิน หรือกองทุน เช่น น.ส.พ.วอลล์สตรีต, Forbes, Business Week ฯลฯ ซึ่งกองทุนปีศาจเป็นผู้ให้โฆษณารายใหญ่ หรือมีผู้บริหารที่รู้จักกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน หรือเป็นบอร์ดไขว้กัน ดังนั้นเมื่อมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือรายงานข่าว (ลือ ลับ ลวง พราง) ทำให้ผู้ลงทุนทั่วไปแตกตื่นเทขายหุ้น แล้วถูกช้อนซื้อ หรือในทางตรงกันข้าม หรือรัฐบาลหรือนักการเมืองประเทศกำลังพัฒนาแตกตื่น และออกมาตรการหรือกฎหมายในลักษณะเต้นตามเพลงที่เขาเปิด และติดกับดักการเงิน หรือกับดักหนี้
เมื่อไรจะตาสว่างกัน(เสียที)
แน่นอนว่า การปฏิเสธตลาดหลักทรัพย์ ตลาดทุน ตลาดเงิน หรือตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในภาวะปัจจุบัน แต่การเปิดหูเปิดตาให้ประชาชนเรียนรู้และรู้เท่าทันความจริงเชิงประจักษ์ที่ มีหลักฐานยืนยันได้ และมีเหตุการณ์ของวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นพักๆ และการที่รัฐบาลแต่ละประเทศต้องนำเงินภาษีอากรมาอุ้มกองทุนปีศาจเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยัน
การให้การศึกษากับประชาชนถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง เป็นเรื่องสำคัญที่มิใช่การรู้ไม่เท่าทันและเทศนาให้ประชาชนยิ่งโง่งมและถูกหลอกต่อๆไปด้วยคาถาว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ คือ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจของชาติ และมีการใช้เงินภาษีเข้าอุ้มเมื่อเกิดวิกฤต แต่ความจริงเศรษฐกิจโลกในวันนี้ ก็ไม่ต่างจากบ่อนที่มาเก๊า หรือลาสเวกัสนั่นเอง
นอกจากนี้รัฐต้องไม่งมโข่งหลับหูหลับตาเชื่อในเรื่องการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ หรือรัฐวิสาหกิจ เพื่อนำเข้าตลาดหุ้น ทั้งๆที่เป็นรายได้ของรัฐ หรือการเปิดเสรีอย่างหลับหูหลับตา แล้วปล่อยให้ทุนปีศาจเข้ามาดูดเลือดคนในชาติได้อย่างเสรีโดยปราศจากการควบ คุม ด้วยมาตรการภาษี หรือมาตรการอื่นๆ ที่เป็นการป้องปรามกองทุนปีศาจที่ไร้คุณธรรมเหล่านี้เข้ามาควบคุมและมุ่งหากำไรอย่างเสรี

LTF และ RMF ต่างกันอย่างไร

LTF เป็นการออมระยะเวลาหนึ่ง อย่างน้อย 5 ปีจึงจะขายคืนหน่วยลงทุนได้ มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงเพราะนำไปลงทุนในหุ้นตลท จำนวนเงินที่นำไปซื้อหน่วยลงทุนสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ต่อปี แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี เงินปันผลอาจมีหรือไม่ก็ได้แล้วแต่นโยบายผู้จัดการกองทุน

RMF เป็นการออมระยะยาวเพื่อชีวิตหลังเกษียณ มีความเสี่ยงน้อยกว่าเพราะกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ด้วยไม่ใช่ตราสารทุนอย่างเดียว ต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี และขายคืนหน่วยลงทุนได้ก็ต่อเมื่อผู้ถืออายุครบ 55 ปี ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี ต่างจาก LTF ซึ่งไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่อง เงินปันผลไม่มี จำนวนเงินที่นำไปซื้อหน่วยลงทุนสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ต่อปี และเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี

เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุน LTF และ RMF มีที่มาแตกต่างกัน สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐบาลให้มานั้น จึงไม่นำมานับรวมกัน นั่นทำให้ผู้ลงทุนสามารถที่จะใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้สูงสุดถึง 1,000,000 บาทต่อปี จาก LTF 500,000 บาท และ RMF อีก 500,000 บาท เพียงแต่ผู้ถือหน่วยลงทุนจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของแต่ละกองทุนให้ครบถ้วน จึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น

ที่มา: Thailand Securities Institute (TSI), The Stock Exchange of Thailand
http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=1845&Itemid=1579

Thursday, January 10, 2013

"Violence comes from hatred, hatred comes from fear, and fear comes from ignorance."

Monday, October 29, 2012


สรุปความเข้าใจเรื่อง ค่า P/E

ค่า P/E (Price/Earning) หมายถึงอัตราส่วนของเงินปันผลตลอดทั้งปีเทียบกับมูลค่าหุ้น หุ้นที่มีค่า P/E 10 เท่า หมายถึง ผู้ถือหุ้นจ่ายเงินค่าหุ้นไป 10 บาทเพื่อแลกกับการได้ดอกเบี้ยปีละ 1 บาททุกปี เท่ากับได้รับกำไรจากดอกเบี้ยปันผลที่ลงทุนในหุ้น 10% ต่อปีทุกปี

ตัวอย่างเช่น หุ้น PPT มูลค่า ณ วันที่ซื้อหุ้นละ 250 บาท ปันผลที่ได้รับ แบ่งเป็น สองงวด คืองวดเดือนมีนาและกันยาในราคา 5 บาทและ 7 บาทต่อหุ้นตามลำดับ รวมเป็น 12 บาทต่อปีต่อหุ้น เท่ากับว่าได้รับเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 5+7 = 12 บาท / 250 / หุ้น = 20.8 เรียกค่านี้ว่าค่า P/E (Price/Earning) มีค่า 20.8 เท่า ซึ่งเท่ากับว่าผู้ถือหุ้นต้องจ่ายเงินค่าหุ้นไป 20.8 บาทเพื่อให้ได้ดอกเบี้ย 1 บาท (1/20.8 = 0.048 หรือ 4.8%) อย่างนี้เท่ากับว่าดอกเบี้ยที่ได้รับเมื่อเทียบจากเงินต้นที่ลงทุนในหุ้น PTT หรือ return = 4.8% ต่อปี มากหรือน้อยอย่างไรก็นำอัตราเงินเฟ้อ หรืออัตราดอกเบี้ยธนาคารแห่งประเทศไทย หรือผลตอบแทนจากการลงทุนประเภทอื่นๆ ณ ขณะนั้นมาเทียบดูเป็น benchmark

หากหุ้นที่ถือไว้มูลค่าเพิ่มขึ้นอีกก็ถือว่าได้กำไรส่วนต่างอีกเมื่อขาย แต่ถ้าไม่ขายจะซื้อเพิ่มแล้วราคาหุ้น ณ วันที่ซื้อใหม่เกิดเพิ่ม เป็น 300 บาท ก็ต้องนำต้นทุนเพิ่มจากราคาหุ้นที่เพิ่มมาถัวเฉลี่ยในการคำณวนหาค่า PE ใหม่

Wednesday, October 03, 2012

'Paperless': จุดจบอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์จริงหรือ

จะยังไม่เห็นชัดเจนในช่วง 10 ปีนี้ แต่จะค่อยเป็นค่อยไปและใช้เวลานาน และที่สุดจะเป็น less-paper แบบที่เป็น paperless คือไม่มีกระดาษเลยคงยากเกินจินตนาการในศตวรรษนี้ ตัวแปรที่จะทำให้ใช้เวลานานกว่าจะเป็น less-paper:

1. ความติดยึดกับวัตถุคือกระดาษและหนังสือ เพราะเป็นของสะสม แม้จะมีคนใช้ Tablet มากขึ้นเรื่อยๆ แต่กระดาษและหนังสือก็จะเป็นของสะสมและมีคุณค่าในตัวเองมากขึ้น มากกว่าเพียงเนื้อความที่ใช้สื่อสาร

2. เทคโนโลยีปัจจุบันไม่ตอบโจทย์ เทคโนโลยีปัจจุบันยังไม่แก้ปัญหาเรื่องการอ่านจากหน้าจออิเล็กโทรนิค (1) ทำลายกล้ามเนื้อตา ม่านตา และจอประสาทตา ด้วยแสงสว่างจ้าที่พุ่งเข้าลูกตาโดยตรง ไม่เหมือนการอ่านจากกระดาษหรือหนังสือซึ่งเป็นแสงจากการตกกระทบ (2) สื่อสารด้วยภาษาเขียนแบบพิมพ์สัมผัสทำไม่ได้ เพราะผู้ใช้ tablet ใช้นิ้วจิ้มที่ีละตัวซึ่งไม่เร็วเท่าการพิมพ์สัมผัส ใครที่ใช้ระบบพิมพ์สัมผัสบนหน้าจอ ทั้งของ SAMSUNG และ IPAD ทราบดีว่าไม่ work ถ้าหันไปใช้การสื่อสารด้วยการคุย online เลยก็ไม่ตอบโจทย์เพราะการสื่อสารหลายอย่างสื่อด้วยภาษาเขียนดีที่สุด (3) ขนาดของคอมพิวเตอร์ส่วนตัว หรือ Tablet ปัจจุบันยังใหญ่โตมากทำให้ไม่คล่องตัว และเป็นภาระต้องแบกหามมากกว่าทำให้สบายตัว เทคโนโลยีที่ดีต้องพกพาได้ง่ายจนรู้สึกเหมือนไม่ได้พกพาเลย 

อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีทุกวันนี้กำลังพัฒนาไปสู่โลกที่แทบไม่ต้องใช้กระดาษ แต่เป็น less-paper ไม่ใช่ paperless และสิ่งนี้ควรได้รับการส่งเสริมจากผู้บริโภคในสังคมที่พร้อมจะเป็นกลุ่มทดลองการพัฒนาสินค้าonline ต่างๆ ซึ่งกลุ่มทดลองนี้จำเป็นอย่างยิ่งเพราะถ้าไม่มีผู้บริโภคสินค้ากลุ่มนี้ เทคโนโลยีจะไม่มีวันได้พัฒนาไปสู่สังคมที่เป็น less-paperless ได้

3. ปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้ผลิตสื่อ online ซึ่งละเมิดได้ง่ายกว่าหนังสือมากนัก และของลอกเลียนแบบดูไม่ต่างจากของจริงทำให้เกิดการทำลายระบบราคาสินค้าในตลาด ลดมูลค่าสื่อสร้างสรรค์ต่างๆ 

อุตสาหกรรมหนังสือและสิ่งพิมพ์ในอนาคตจะเป็นการขายระบบและลิขสิทธิ์มากกว่าการขายปลีกหนังสือเป็นเล่มๆ หรืออาจเป็นการขายสิทธิ์การอ่านหนังสือ online แต่กว่าจะถึงจุดนั้นร้านค้าปลีกจะลดลงจนหายไปในที่สุด และถูกควบรวมโดยปลาใหญ่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น SE-ED, ร้านหนังสือนายอินทร์ และ B2S หรือไม่ก็ร้านหนังสือข้ามชาติอย่าง Kinokuniya เรียกว่าไม่ใช่ปลาใหญ่เข้ามากินปลาเล็ก แต่เป็นการที่ปลาเล็กจำใจเดินเข้าปากปลาใหญ่เอง ร้านค้าปลีกหนังสือจะอยู่ได้ต้องหันมาจับงานบริการ ประสานงาน หรือขายตรงและเสนอสินค้าเข้าระบบของปลาใหญ่ หรือไม่ก็สร้างระบบ online ขายตรงถึงผู้บริโภคเลย แต่ต้องเป็นประเภทสินค้าๆ แบบเฉพาะทางจริงๆ

Wednesday, September 05, 2012

เรื่องของข้าว ราคาข้าว ประกันราคา จำนำข้าว etc.

การจำนำข้าว  คือการเอาข้าวมาค้ำประกันเงินกู้ พอครบกำหนดก็เอาเงินมาไถ่ข้าวไปขาย ไม่ต่างจากการเข้าโรงรับจำนำแล้วเอาทองไปจำนำ แต่ต่างที่ถ้าเป็นทองคำเมื่อราคาทองขึ้นเจ้าของก็จะนำตั๋วสัญญาจำนำไปไถ่ถอนคืนเอาทองกลับมา แต่ถ้าเป็นข้าวแล้วยิ่งเก็บนานมีแต่ข้าวจะเก่าลงราคาตก จึงไม่ค่อยมีใครมาไถ่คืนจากรัฐ ปล่อยให้ ธกส. ยึดข้าวไปขายทอดตลาด
Rice pledging scheme vs. rice mortgage scheme

สัมภาษณ์ กรณ์ จติกวนิช ให้กับเนชั่น

"If you go to the lower North or northern Central regions, you will see construction of rice barns. It is estimated that from the rent - Bt2 per sack - that they store the rice for the government and hit a break-even point for the construction in 36 months. That means they get those barns for free.

ถ้าเป็นอย่างคุณกรณ์ว่าจริง ...

ประเทศไทยจากเบอร์ 1 กลายเป็น 2, 3



Saturday, September 01, 2012

ย้อนรอยประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย: มูลเหตุฟองสบู่ปี 40

ปี 2536 เศรษฐกิจไทยกำลังโต รัฐบาลเปิดเสรีทางการเงิน Bangkok International Banking Facilities (BIBF) หรือ กิจการวิเทศธนกิจ ทำให้สถาบันการเงินไทยสามารถหาแหล่งเงินกู้นอกประเทศได้ มูลเหตุหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดนโยบายเช่นนี้ก็เพราะรัฐต้องการเงินกู้ต่างประเทศเพื่อใช้ในการปรับโครงสร้างประเทศไปสู่อุตสาหกรรมหนัก (Nics)

ช่องทางดังเกล่าเป็นผลทำให้บริษัทในประเทศและหันไประดมทุนจากต่างประเทศในรูปแบบต่างๆได้อย่างเสรี โดยไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศ หรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ก็ออกตราสารหนี้ที่ต่างประเทศ ดึงเงินทุนไหลเข้าประเทศมากมาย ชาวต่างชาติที่ถือตราสารหนี้เหล่านั้นมีสภาพเป็นเจ้าหนี้ ซึ่งผลดีก็คือทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในตลาดทุนของประเทศจำนวนมหาศาล เป็นการดึงเงินต่างประเทศเข้ามาปล่อยกู้ให้ธุรกิจในประเทศบนพื้นฐานความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังเติบโตอย่างยั่งยืนและมีเสถียรภาพ ภาพลักษณ์ของประเทศดูดีมาก ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกขณะนั้นก็ต่ำกว่าในประเทศไทย เงินลงทุนยิ่งไหลเข้ามามากขึ้นโดยหวังค่าตอบแทนเป็นดอกเบี้ยที่บริษัทหลักทรัพย์จะนำไปปล่อยให้กับบริษัทในประเทศอีกที

ต่อมานักเก็งกำไรค่าเงินทั่วโลกเห็นช่องทางในการเก็งกำไรค่าเงินบาท เลยยิ่งทำให้เกิดอุปสงค์มากขึ้น แต่เมื่อเศรษฐกิจเกิดภาวะโตเร็วเกินไปจนกลายเป็นเงินเฟ้อ แต่ภาคส่งออกกลับหดตัว ต่างชาติเริ่มขาดความมั่นใจ โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาที่มีเจ้าของโครงการขาดทุน ไม่มีเงินส่งดอกให้สถาบันเงินกู้ในประเทศซึ่งไปกู้เจ้าหนี้ต่างประเทศอีกที สถาบันการเงินของไทยเป็นหนี้ต่างประเทศหลายแสนล้าน ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งปิดกิจการสถาบันการเงิน 58 แห่ง ในจำนวนนี้มีธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ (BBC) ที่มีคุณ ราเกซ สักเสนาเป็นผู้บริหาร และบลจ เอกธนกิจที่มีคุณ ปิ่น จักกะพากเป็นผู้บริหารอยู่ด้วย

กรกฎาคม 40 ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนจากระบบ basket เป็น managed float เพราะฝืนเอาเงินสำรองระหว่างประเทศตรึงค่าเงินบาทที่ขาดดุลอยู่ไม่ไหว ส่งผลให้ค่าเงินบาทปรับขึ้นจาก 1 ดอลล่าร์สหรัฐเท่ากับ 25 บาทเป็น 45 บาท ตามสภาวะตลาดที่แท้จริง สถานะการดังกล่างยิ่งทำให้หนี้สินต่างประเทศที่มีมากอยู่แล้วยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ ธุรกิจการเงินต้องล้มละลายและปิดตัวลงเพราะไม่มีสตางค์จ่ายหนี้ที่เพิ่มเป็นเท่าทวีคูณจากอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ คณะรัฐมนตรีขณะนั้นมีประกาศให้ประกันเจ้าหนี้และผู้มีเงินฝากกับสถาบันการเงินโดยให้ผู้มีเงินฝากอยู่กับสถาบันการเงินที่มีปัญหาถือตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยธนาคารกรุงไทย พูดง่ายๆคือให้ธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจอย่างกรุงไทยมาอุ้มบรรดาเจ้าหนี้และประชาชนไว้นั่นเองเพื่อหยุดการแห่ถอนเงิน หรือ DEPOSIT RUN ในระบบสถาบันการเงินไทย ส่วนเงินที่เอามาอุ้มก็ไปกู้มาจาก International Monetary Fund (IMF) อีกที






ข้อมูลอ้างอิง







Friday, April 27, 2012

สงครามราคา: ผลกระทบจากบทบาทที่เปลี่ยนไปของตัวละครในห่วงโซ่อุปทาน (ข้อคิดจากการเดินทางไปเยี่ยม supplier ที่มาเลเซีย สิงคโปร์ และตัวแทนจำหน่ายและผู้ค้าส่งที่ หาดใหญ่)



การกระจายสินค้าเริ่มต้นจาก ร้านค้าส่งวัตถุดิบให้กับโรงงานผลิต โรงงานผลิตทำหน้าที่ผลิตสินค้าให้กับผู้จัดจำหน่าย ผู้จัดจำหน่ายสร้างลูกข่ายตัวแทนจำหน่ายของตนในแต่ละภูมิภาคทั้งภายในและต่างประเทศ ตัวแทนจำหน่ายโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้า และส่งสินค้าให้พ่อค้าคนกลางซึ่งรับสินค้าในราคาขายส่งก่อนร้านค้าส่งขายให้ร้านค้าปลีกอีกทอดหนึ่ง วัฐจักรนี้เกิดขึ้นมาช้านานแล้ว เอื้อประโยชน์ให้กับตัวละครในระบบทุกฝ่ายเพราะบทบาทของตัวละครในห่วงโซ่อุปทานนี้ชัดเจน และทุกคนเป็นมืออาชีพ รู้บทบาทของตนชัดเจน


ปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารก้าวหน้ามากจนทำให้ระยะห่างระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคแคบลง ผู้ผลิตพึ่งพิงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของผู้จัดจำหน่ายน้อยลง เพราะผู้บริโภคมีช่องทางเข้าหาผู้ผลิตใกล้ชิดมากขึ้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวน่าจะทำให้จำนวนคนกลางที่อยู่ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคน้อยลง แต่ไฉนเลยจำนวนคนกลางเหล่านั้นกลับมีมากขึ้น ในพื้นที่ยืนที่แคบลงๆทุกที เมื่อตัวละครมีมากขึ้น ก็เหมือนคนที่เบียดเสียดกันอยู่ห้องที่มีพื้นที่เท่าเดิม เมื่อคนอยู่กันหลายคนในพื้นที่จำกัดก็ต้องมีเหยียบเท้ากันบ้าง มากเข้าก็เกิดปัญหา คนที่อยู่ได้คือคนตัวใหญ่ที่เหยียบเท้าคนอื่น ส่วนที่ตัวเล็กหน่อยก็ถูกเขาเหยียบเท้า ตัวละครที่เล็กที่สุดจะถูกขจัดไปจากระบบก่อนเพื่อน และค่อยๆไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ


อำนาจต่อรองของผู้ผลิตที่มีต่อผู้จัดจำหน่ายมีมากขึ้น ผู้จัดจำหน่ายเองก็มีอำนาจต่อรองกับตัวแทนจำหน่ายมากขึ้นเช่นกัน ตัวแทนจำหน่ายเองก็มีอำนาจต่อรองกับผู้ค้าส่งมากขึ้น และผู้ค้าส่งก็มีอำนาจต่อรองกับผู้ค้าปลีกมากขึ้น จนที่สุดผู้ค้าปลีกอยู่ไม่ได้ ผู้ค้าส่งเลยลงมาเล่นบทเป็นผู้ค้าปลีกเสียเอง นั้นแปลว่าห่วงโซ่อุปทานหายไปแล้วหนึ่งข้อ ถ้าเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ห่วงโซ่ก็จะค่อยๆหายไปทีละข้อโดยเริ่มจากข้อที่อยู่ใกล้ผู้บริโภคมากที่สุดก่อนคือร้านค้าปลีก ดังที่เราเห็นจากกรณีศึกษาร้านค้าโชห่วยเป็นต้น

Friday, March 30, 2012

"ธุรกิจคือการแข่งขัน ปัญหาจึงเกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้าไม่ชอบการแข่งขันและการแก้ปัญหา ก็ไม่ต้องทำธุรกิจ"

Friday, March 23, 2012

My hectic trip to the Kingdom of Spain

Though it took 12 hours on the plane from Bangkok to Madrid, it was just five minutes to get out of the Madrid Int´l Airport after landing. I took a taxi straight away in front of the airport to ´Estacion de Atocha´ or Atocha train station where I had my afternoon ticket to Jaen changed to the morning trip, so that I could arrive ´Universidad de Jaen´ faster then scheduled. I checked in at Hostel Jaén - Albergue Inturjoven & Spa Jaén, then got on a bus to present my research work at the university. At night, the organizers took us participants to an old Spanish Castle where we were welcomed with European cocktail dinner. The venue is coincidently right behind the hostel. The next day was less busy. I relaxed a bit to enjoy easy breakfast at the hostel and attended the CILC2012 Conference. There are still lots of sessions that are worth sitting through. Some of the highlights are Prof. A-B Strenstrom´s and Prof. Paul Thompson´s Talks. After the three-day CILC2012 conference, I had to take the train back to Madrid to spend a night at Rafaelhoteles at Atocha Train Station, and continue on an overnight train to Paris where I could fly back to Bangkok from Charles De Gaulle Airport. What a hectic trip!

Thursday, February 23, 2012

ขาดทุนเป็นประสบการณ์ ความชำนาญเป็นกำไร

Tuesday, February 21, 2012

ปัญหาและอนาคตของสาขาวิชาภาษาอังกฤษ (ป.ตรี ป.โท และ ป.เอก)

วันนี้โครงการปริญญาโทสาขาวิชาภาษาอังกฤษ กำลังประสบภาวะขาดดุลงบประมาณอันสืบเนื่องมาจากค่าใช้จ่ายโครงการสูงกว่ารายรับจากค่าลงทะเบียนของนิสิต ที่เป็นเช่นนี้เพราะตัวแปรสำคัญในการบริหารคือคณาจารย์ที่ไม่สามารถผลักงานวิจัยทั้งวิทยานิพนธ์ และรายงานการค้นคว้าอิสระของนิสิตให้จบลงตามเวลาที่กำหนดได้ แม้หลักสูตรกำหนดระยะเวลาทำวิจัยไว้หนึ่งปี นิสิตรุ่นก่อนๆทำวิทยานิพนธ์กันหลายปีกว่าจะจบ เมื่อนิสิตรุ่นเก่าก่อนยังไม่จบการศึกษา อาจารย์ผู้คุมวิทยานิพนธ์จึงรับนักศึกษารุ่นใหม่ได้จำกัด เป็นผลให้โครงการปริญญาโทจำต้องลดโควต้าการรับนิสิตเข้าศึกษาลงเรื่อยๆทุกปี จนปัจจุบันมีนิสิตปริญญาโทภาคปกติเพียง 5 คน และภาคพิเศษ 15 คน ต่อรุ่น จากจำนวนผู้สมัครนับร้อย อุปทานของตลาดการศึกษาไม่ตอบสนองอุปสงค์ของตลาดการศึกษาที่มีฐานกว้างมากขึ้นๆทุกวัน

ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปโดยไม่แก้ไข โครงการจะต้องใช้กำไรสะสมจากปีก่อนๆมาบริหาร ซึ่งก็จะประคองค่าใช้จ่ายอยู่ได้ไม่นาน และที่สุดก็มีอันต้องปิดหลักสูตรปริญญาโทสาขาวิชาภาษาอังกฤษลงด้วยเหตเพียงเพราะโครงสร้างการบริหารไม่เอื้อหรืออำนวยความสะดวกนิสิตสามารถปิดเล่มวิทยานิพนธ์หรือรายงานค้นคว้าอิสระได้ตามกำหนด เมื่อโครงการปริญญาโทจำต้องปิดตัวลงด้วยเงื่อนไขดังกล่าว ไม่มีใครรับประกันได้ว่าปัญหาขาดดุลงบประมาณจะไม่เกิดขึ้นกับหลักสูตรปริญญเอกด้วยเหตุผลเดียวกัน นี่เป็นเพราะเรายังไม่เห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดกับปริญญาโทเลย ดังนั้นปัญหาเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นอีกเช่นกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะสาเหตุของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข

ถ้าไม่มีหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก เราอาจคิดว่าจะเป็นไรเสีย เพราะเมื่อขาดทุนก็ต้องปิดตัวลงเสียตามกลไกตลาด แต่ที่ชวนให้น่าคิดคือการปิตตัวลงของโครงการไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดการศึกษาเพราะอุปสงค์ในการเรียนภาษาอังกฤษในเมืองไทยพุ่งขึ้นอันสังเกตได้จากจำนวนยอดผู้สมัครเรียน แต่โครงการกลับขาดทุน เป็นเพราะเหตุใด?

คงไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าถ้ามหาวิทยาลัย(English Major)ไม่มีหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอกเสียแล้ว จะเป็นอย่างไร จนกว่าที่จะถึงปี 2558 ที่ประเทศไทยจะร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกประชาคมอาเซี่ยนแล้ว ตามข้อตกลงของ AEC ถึงตอนนี้นักศึกษาจะเป็นผู้เลือกสถาบันการศึกษา ที่จะมีเปิดสาขาวิชาภาษาอังกฤษกันอย่างกว้างขวางเพื่อรองรับแรงงานไทยที่จะไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน และยังไม่นับถึงแรงงานประเทศเพื่อนบ้านที่จะเข้ามาทำงานในเมืองไทยซึ่งจะมีผลให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ต้องใช้ในที่ทำงาน ถึงเวลานั้นสาขาวิชาภาษาอังกฤษจะเปิดกันจนล้นตลาดการศึกษา ถึงเวลานั้นนักศึกษาจะถามว่าทำไมต้องเรียนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัย ทำไมไม่ไปเรียนภาษาอังกฤษที่สถาบันอุดมศึกษาอื่นๆที่มีคณาจารย์จาก สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ หรือ พม่า คณาจารย์จากประเทศเหล่านั้นตอนนี้กำลังเรียนวิชาภาษาไทยกันอย่างขมักเขม้น เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเข้ามาเป็นแรงการการศึกษาในสถาบันภาษาต่างๆในประเทศไทย โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา

เมื่อถึงวันนั้นนแล้วเราจะตอบคำถามนักศึกษาที่ต้องการเรียนวิชาภาษาอังกฤษว่าทำไมต้องเรียนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยว่าอย่างไร เพราะงานวิจัยของสาขาก็ไม่มี นักศึกษาปริญญาโทก็ไม่มี อย่าว่าแต่ปริญญาเอก เรียนจบปริญญาตรีแล้วก็ตันไม่มีการต่อยอดองค์ความรู้ เวลานี้ตลาดการศึกษาอยู่ในภาวะเฟ้อ พูดง่ายๆคือตลาดเป็นของสถาบัน แต่เมื่อประเทศไทยเปิดเสรีทางการศึกษาอันเป็นผลมาจากข้อตกลง AEC แล้ว วันนั้นตลาดจะเป็นของผู้เรียนและคำถามที่อยู่ในใจผู้เรียนนี้คงยากจะหาคำตอบ ถึงวันนี้เราจะไม่ได้ขาดทุนงบประมาณอย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้ แต่เป็นขาดทุนเพราะเป็นสภาพจำยอมเนื่องจากไม่มีใครอยากเรียนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัย ด้วยเข้าใจว่าหลักสูตรของเราไม่เข้มข้น เพราะไม่มีงานวิจัย หรือหลักสูตรโท เอก ต่อยอด หลักสูตรภาษาอังกฤษปริญญาตรีภาษาอังกฤษที่เปิดรับนักศึกษาอยู่เป็นร้อยคนตอนนั้นก็จะประสบภาวะถดถอยเพราะโดยแย่งส่วนแบ่งตลาดจากมหาวิทยาลัยอื่นที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีเช่นกัน ปัญหาที่เกิดปริญญาโทในวันนี้จึงจะกระทบกับระดับปริญญาตรีในอนาคต เรียกง่ายๆว่า เมื่อปริญญาโทล้ม ปริญญาเอกก็เปิดไม่ได้ และที่สุดปริญญาตรีที่เปิดอยู่ก็ขาดจุดขายในเรื่องความน่าเชื่อถือในเชิงคุณภาพทางวิชาการในสายตาของผู้เรียน

Friday, January 27, 2012

วัฏจักรของ credit crunch

เริ่มต้นจากธนาคารปล่อยสินเชื่อโดยใช้หลักทรัพย์เป็นบ้านค้ำประกัน (collateral) กับผู้กู้รายย่อยที่เครดิตต่ำ หรือที่เรียกว่า subprime borrower ซึ่งเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้ธนาคารทุกเดือนตามที่ตกลง ต่อมาภายหลังผ่อนไปผ่อนมาผ่อนไม่หมดสักทีเพราะกลายเป็นผ่อนแต่ดอกเบี้ย ผ่อนต้นไม่ไหว ประกอบกับโครงการบ้านจัดสรรก็เกิดขึ้นผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เกิดภาวะเงินเฟ้อในตลาดอสังหา ทำให้ราคาบ้านที่ธนาคารถือครองไว้เป็นสินทรัพย์ค้ำประกันเกิดราคาตกต่ำ ผู้กู้พิจารณาแล้วว่าจ่ายดอกอย่างเดียวแบบนี้เห็นจะไม่ไหว เก็บเงินผ่อนดอกไปดาวน์บ้านหลังใหม่ดีกว่า เลยปล่อยให้บ้านหลุดไปเป็นของธนาคาร

ธนาคารเองเดิมไม่ได้คิดจะเอาบ้านไปขาย แต่คิดกินยาวจากดอกเบี้ยเงินกู้ เพราะคาดว่าจะได้รับจากผู้กู้ จึงได้ขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินในรูปที่เรียกว่า mortgage-backed securities (MBS) หรือ collateralized debt obligations (CDO) โดยที่ผู้ซื้อจะได้รับดอกเบี้ยจากธนาคารซึ่งธนาคารก็รับมาจากผู้กู้บ้านอีกต่อหนึ่ง เรียกว่าธนาคารกินหัวคิว แต่เมื่อผู้กู้ไม่จ่ายดอกเสียแล้ว ดอกเบี้ยที่จะให้กับลูกค้าที่ซื้อ MBS/CDO ของธนาคารก็ชะงักลง แต่ธนาคารยังมีบ้านของผู้กู้ที่จะขายทอดตลาดอีก แต่เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อกับตลาดอสังหา ทำให้ราคาบ้านที่ธนาคารขายได้จริงลดลงครึ่งหนึ่งของราคาที่ธนาคารประเมิน งานนี้ธนาคารจึงขาดทุนเพราะมูลทรัพย์สินของธนาคารลดลงฮวบ และยังต้องจ่ายเงินเจ้าหนี้ซึ่งก็คือลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินของธนาคารไปอีก

เมื่อธนาคารประสบปัญหาก็ปล่อยกู้ได้น้อยลง ทำให้ธุรกิจต่างๆขายสภาพคล่องกันไปตามๆกัน เพราะขาดแหล่งเงินกู้ เช่นธุรกิจที่มียอดขายเติบโตเร็วเกินไป คือรับคำสั่งขายปัจจุบันได้มากจนต้องขยายทุนเพื่อเพิ่มกำลังผลิต แต่รายได้จากลูกค้าปัจจุบันนำมาสมทบกับอัตราการขยายฐานการผลิตไม่ทัน โดยเฉพาะธุรกิจที่เปิดสินเชื่อให้ลูกค้า ประเภทส่งของไปแล้วแต่ต้องรอ 60-90 วันกว่าจะได้เงิน แล้วจะเอาเงินที่ใหนมาขยายฐานการผลิต หรือถ้าเป็นธุรกิจประเภท trading ยิ่งเห็นชัด เพราะต้องสั่งสินค้าเข้าสต็อกทันที ทั้งๆที่รายได้จากการขายยังไม่ได้รับเพราะเปิดเครดิตให้ลูกค้า 30-90 วัน

ธุรกิจใหญ่น้อยเหล่านี้ต้องมีธนาคารเป็นเพื่อนยามยาก เพื่อหมุนเงินในจังหวะที่เติบโต ยิ่งอัตราการเติบโตเร็วเท่าใด ก็ยิ่งต้องพึ่งเงินกู้ยืมจากธนาคารมากเท่านั้น เมื่อธนาคารลดเงินกู้ก็ทำให้ธุรกิจเหล่านี้ประสบปัญหา หรือถึงขั้นรุนแรงต้องปิดตัวลง ปัญหาการว่างงานก็จะเกิดขึ้นเป็นปลายเหตุ เพราะเหตุนี้ดรรชรีการว่างงานจึงใช้เป็นเรื่องชี้วัดสถานภาพทางเศรษกิจของประเทศได้นั่นเอง เมื่อคนว่างงานมากขึ้น ปัญหาสังคมก็ตามมา

การที่ธนาคารปล่อยกู้น้อยลงเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะชะงักงันทางเศรษกิจหรือ credit crunch สังเตว่าธนาคารเดี๋ยวนี้เวลาจะปล่อยกู้จะประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ต่ำมากๆ เพราะเผื่อไว้เมื่อยามตลาดสังหาราคาตกเพราะเงินเฟ้นในตลาด และ subprime borrowers เบี้ยวหนี้ ธนาคารจะได้ไม่เดือนร้อนเกินไป ที่ดิน 12 ล้าน ธนาคารประเมินราคาที่ปล่อยกู้แค่ 3 ล้าน เป็นอย่างนี้จริงๆ นี้เพราะธนาคารคิดไปเลยว่าคนที่เอาที่ดินมาค้ำไม่มีปัญญามาไถ่คือได้ตามราคาตลาด ก็น่าจะจริง เพราะถ้าขายตามราคาประเมินคงขายไปแล้ว จะมาวางไว้ธนาคารทำไม

Saturday, January 07, 2012

คำอวยพรปีใหม่ 2555 จากในหลวง

ถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง
เราก็ต้องพยายามว่าย
อยู่ท่ามกลางมหาสมุทร

โภคะทั้งหลาย
มิได้สำเร็จ
ด้วยเพียงคิดเท่านั้น

ขอจงมีความสุขความเจริญ 2555
Happy New Year 2012

Wednesday, November 30, 2011

A brief explanation of the whole process of international trade!

It all starts with an importer placing an order to a foreign exporter. The exporter issues a Pro Forma for the importer to check and confirm. After the Pro Forma is confirmed, the exporter then hands it over along with the Packing List and a Commercial Invoice (Export Invoice) to a Freight Forwarder. Upon receipt of both documents, the Freight Forwarder then sends a Manifest to the importer to check and confirm. Once the manifest is confirmed, the Freight Forwarder arranges for international transportation carriers, issues Bill of Lading (for ship) or Air Waybill (for plane) to its customs office at the port of departure, and make payment of estimated duties. The freight is then loaded on board the ship or the plane and shipped to the importer's customs office waiting to be released at the arrival port. An Arrival Notice is then sent to the importer by the Freight Forwarder upon arrival of the merchandise in the port. Then, the importer assigns customs broker to make clearance at the port. Documents needed for clearance along with payment of estimated duties are (1) Bill of Lading (a copy sent by the Freight Forwarder), (2) Commercial Invoices (a copy sent by the exporter), and (3) Entry Form as required by the Thai customs. Once entry has been made, the customs broker instructs the trucking company to pick up the merchandise from the international transportation carrier and deliver it to the importer's premise(s).