Friday, September 09, 2011

Reverse engineering
คือการถอดประกอบเพื่อศีกษาโครงสร้างภายใน วิธีการผลิต รวมถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นๆ พูดง่ายๆสมมุติว่าเราซื้อหุ่นยนต์มาหนึ่งตัว แล้วเอามาถอดประกอบเพื่อดูว่าหุ่นตัวนี้ผลิตอย่างไร เสร็จแล้วนำความรู้ที่ได้ไปผลิตตัวใหม่ซึ่งเป็นของเราเอง เรียกได้ว่าเรากำลัง reverse engineer หุ่นยนต์ตัวนั้นอยู่

อย่างนี้ถึอเป็นการละเมิดสิทธิบัตร (patent) อย่างหนึ่งเพราะไปล้วงเอา know-how ของเขามา ดังนั้นเวลาผู้ส่งออกสินค้าที่มี patent มายังประเทศไทย จึงบังคับให้ Sales agent หรือ distributor ในเมืองไทยเซ็นเอกสารที่บังคับว่าจะไม่ทำ reverse engineering และเปิดเผย know-how ของสินค้าของตน ในเอกสารเรียกว่า Confidentiality and Non-disclosure Agreements เอกสารตัวนี้ยังใช้บังคับให้ร้านค้าขายคอมพิเตอร์ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายของต่างประเทศ ไม่มีสินธิลงโปรแกรมอื่นหรือโปรแกรมผีให้ลูกค้าได้

ปกติสินค้านั้นๆแม้จะมี patent ในประเทศผู้ผลิต แต่ส่งออกมายังประเทศไทยแล้ว ผู้ผลิตยังต้องตามมาจด patent ในประเทศไทยด้วย มิฉะนั้นแล้วจะไม่ถือเป็น legal owner ของสินค้านั้นในประเทศไทย ที่แย่กว่านั้นคือถ้าบริษัทผู้ส่งออกจากต่างประเทศ ไม่ได้ให้ Distributor ในประเทศไทย เซ็นสัญญา Confidentiality and disclosure agreement และบริษัทเองก็ไม่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรในประเทศไทยด้วยตัวเองหรือผ่าน Nominee ด้วยแล้ว ยิ่งแย่ใหญ่เพราะจะไม่มีสภาพเป็น legal owner ของสินค้านั้นๆในประเทศไทยเลย ตรงกันข้ามหากมี Sales agent หัวใสไปจดสิทธิบัตรของเทคโนโลยีการผลิตสินค้านั้นในประเทศไทยแล้ว (อาจศึกษาเองโดยวิธี Reverse engineering) เผลอๆ บริษัทผู้ผลิตเองจะต้องมาเจรจรต่อรองกับบริษัทที่จดทะเบียน patent ในประเทศไทยเพื่อขอซื้อสิทธิในการขายสินค้านั้นๆในประเทศไทย ทั้งๆตนเองเป็นเจ้าของ Know-how แต่เดิม

กรณีเช่นนี้ดูเหมือนว่าผู้ส่งออกจากต่างประเทศมายังไทยจะเสียเปรียบเรา และดูจะไม่เป็นธรรมกับเขาในการขายสินค้าที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา แต่ถ้ามาดูประเด็นอื่นแต่เป็นเรื่องคล้ายๆ กันแต่มองในมุมกลับกัน เช่น กรณีไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไทยไปสหรัฐอเมริกา และถูกนักวิจัยพันธุ์พืชชาวอเมริกัน นำไปถอดรหัสพันธุ์กรรมแปลงข้าวหอมมะลิเราเป็นสายพันธุ์ใหม่ใบสั้นเตี้ย และปลูกได้ดีที่สภาพอากาศอื่น อย่างนี้ก็น่าจะเป็น reverse engineering ได้

Saturday, August 06, 2011

เมื่อจดทะเบียนบริษัทแล้วต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าสินค้าของบริษัทต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่เพราะถ้าหากไม่ตรวจสอบให้ดีก่อนจะแก้ไขยากมาก เช่นกิจการค้าขายสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพื่ม แต่ดันไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้วต้องดำเนินการยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มดังนี้

1. เลยตามเลย จ่ายภาษีซื้อให้supplierและเรียกเก็บภาษีขายจากลูกค้า แสดงภาษีซื้อ และภาษีขายในแบบยื่นภาษีทุกเดือน
2. มีรายรับต่ำกว่า 1.8 ล้านเป็นเวลา 3 ปีสำหรับกิจการที่ต้องเสียVAT หรือเป็นผู้มีรายรับต่ำกว่า 1.8 ล้านเป็นเวลา 2 ปีสำหรับกิจการที่ไม่ต้องเสียVAT แต่ขอเข้าระบบ
3. ขอเลิกกิจการ

Sunday, July 03, 2011

Words in the news:
reconciliation = ปรองดอง
amnesty = นิรโทษกรรม
populist policies = นโยบายประชานิยม

Saturday, June 25, 2011

วันนี้เหนื่อย...
บางครั้งเราให้เวลากับการทำงานมากจนเกินไป จนไม่ได้หยุดที่จะคิด... เพื่อทำสิ่งดีๆให้กับตนเอง คนที่รักเรา และสังคมรอบข้าง

Tuesday, May 24, 2011

สัญญาณอันตราย

วันนี้ไปสำนักงานจัดหาแรงงานกับหุ้นส่วน เพื่อหาคนมาทำงาน คนหางานตอนนี้มากจริงๆ แต่ที่น่าแปลกคือเมื่อดู profile บัณฑิตกว่าร้อยราย พบว่าอัตราเงินเดือนที่ต้องการหรือที่เรียกจากนายจ้างได้ไม่ได้แตกต่างจากเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วสมัยที่ผมเป็นบัณฑิตจบใหม่หางานเอง

สังคมไทยกำลังถูกคุกคามด้วยภาวะการศึกษาเฟ้อ (Eduflation) สิบกว่าปีที่แล้ว สาวใช้ตามบ้านได้เงินเดือน 4,000 บาท บัณฑิตจบใหม่ได้เงินเดือน 8,000 บาท มากกว่าสาวใช้ 100% เดี๋ยวนี้สาวใช้ได้เงินเดือน 7,000 บาท บัณฑิตจบใหม่ได้เงินเดือน 10,000 บาท มากกว่าสาวใช้แต่ 40%

อีกสิบปีข้างหน้าเราคงได้เห็นสภาพสังคมแบบประเทศทุนนิยมที่เจริญแล้วหลายๆ ประเทศ ประเทศที่รายได้ของแรงงานรับจ้างสูง เกือบเท่ากับคนทำงานสำนักงาน เพราะแรงงานเหล่านี้กำล้งเป็นที่ต้องการมากขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษกิจที่รวดเร็วจนน่ากลัว แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่น่ากลัวกว่าคือการขยายตัวทางการศึกษาจนเฟ้อ และอุปสงค์ที่มากกว่า อุปทาน เพราะค่านิยมที่แข่งกันซื้อปริญญา ผลดีตกอยู่กับสถาบันการศึกษา บุคคลากร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ผลเสียคือบุคคลการครูเติบโตไม่ทัน คืนคนสอนมีไม่พอกับคนเรียน ทำให้การศึกษาไม่มีคุณภาพ จบแล้วไม่สามารถทำงานในสาขาที่จบจริงๆได้ ผมเรียกสภาพแบบนี้ว่า การศึกษาเฟ้อ หรือ Eduflation (Education + Inflation) ก็แล้วกัน

ประเทศเจริญแล้วอย่าง ออสเตรเลีย กำลังผลิตใบปริญญาเป็นสินค้าส่งออกอย่างเป็นระบบ เพราะรัฐบาลลงมาทำตลาดเอง ทั้งค้าปลีกและค้าส่ง เป็นทั้ง supplier และ dealer ในตัว เข้ามาดึงลูกค้าถึงในต่างประเทศ ส่วนคุณพ่อ คุณแม่ก็เร่งหาเงินมาทั้งชีวิต แล้วซื้อปริญญาให้ลูก ให้กลับมาเป็นบัณฑิตจบนอกแย่งงานบัณฑิตที่จบในประเทศ ส่วนบัณฑิตที่จบในประเทศ หากไม่เร่งพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงแล้ว มีเพียงใบปริญญาใบเดียว ไม่นานรายได้จะไม่ต่างจากแรงงานรับจ้างส่วนใหญ่ในสังคม เช่นช่างทำผม ช่างตัดเสื้อ บริกรร้านอาหาร หมอนวด มอเตอร์ไซด์รับจ้าง เป็นต้น ถึงวันนั้นฟองสบู่การศึกษาจะแตก คือบัณฑิตไม่เพียงตกงาน เพราะต่อให้มีงานทำเงินเดือนก็ยังต่ำกว่าแรงงานรับจ้างเสียอีก เพราะเรียนเป็นอย่างเดียวในระบบการศึกษาที่ขาดคุณภาพ จึงด้อยความสามารถ สุดท้ายบัณฑิตก็ผันตัวเองมาเป็นแรงงานรับจ้างซะเอง เลยไม่รู้ว่าแล้วลงทุนเรียนไปทำไม ความรู้ก็ไม่ได้ รายได้ก็เท่าคนไม่ได้เรียน

สุดท้ายตัดกันที่โอกาสทางสังคม และความสามารถที่แท้จริง อย่างแรกกำหนดไม่ได้ อย่างที่สองพัฒนาได้ บัณฑิตไทยต้องคิดให้เป็น และเร่งเพิ่มมูลค่าของตนให้เร็วที่สุด อย่างมัวแต่เรียนตามครรลองของสังคม หรือเรียนตามเพื่อน อย่าเรียนเพื่อพ่อแม่ แต่ต้องเรียนเพื่อตนเอง ต้องเรียนเพื่อพัฒนาความสามารถของตนอย่างแท้จริง หากคิดจะเรียนตามกระแสก็ต้องเลือกสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการของตลาดจริงๆ แต่หากคิดเรียนแตกต่างจากกระแส ก็ต้องเร่งสร้างจุดขาย ให้โดยเด่น และเรียนด้วยความมุ่งมั่นว่าจะเอาความสามารถอย่างแท้จริงอย่างกัดไม่ปล่อย อย่าเรียนแบบถูกสังคมเพื่อนพ้องพ่อแม่หลอกให้เรียนอีกต่อไป เพราะอีกไม่นานบัณฑิตไทยไม่เพียงจะต้องแข่งกันเอง แต่ยังมีแรงงานจากสนาม ASEAN ที่จะลงมาแข่งขันในประเทศของเราอีก

Saturday, April 30, 2011

Guangzhou's business trip



The 109th China Import and Export Fair



Date: 23-27 April 2011



Venue: China Import and Export Complex



Accommodation: Colorful Days Hotel, Guangzhou





25 Apr 2011: Canton Fair (1)
Checked in at the Colorful Days Hotel in Guangzhou around 1am and found that the room on the first night I booked through http://www.travelchinaguide.com/.com hasn't been reserved for us. So they managed to find a room in another hotel for the first night. Upset but didn't bother because we are tired and had to get ready for the Canton Fair (China's Import and Export Expo), our destination for this business trip, in the morning.

26 Apr 2011: Canton Fair (2)

Twice a year, China hosts an exposition to showcase Chinese's products to attract dealers and wholesalers from around the world to Pazhou Complex, the venue for the Canton Fair. We arrived the fair by a hotel shuttle bus and spent all day finding and chatting with Chinese suppliers. I couldn't help wondering though if all the exhibitors there are really manufacturers or just agencies. The venue is pretty much like Muang Thong Thani, but this is much much bigger and newer. Think of 33 halls with each one the size of two soccer fields! The organizer provides shuttle bus to travel between halls. It's like shopping in a mega department store. The difference is that you can only buy at least 1,000 items for each type of small products, (e.g. key chains, dolls, cups). Few thousands are required for smaller items (e.g. stickers, pens), and few hundreds for bigger ones (e.g. furniture). The picture on the right shows a Thai importer deciding what to import to Thailand.


27 Apr 2011: Getting around Guangzhou and shopping at Beijing Street
The best way to get around the city of Guangzhou is by subway, or what people here call ‘Metro’. The system is pretty much like Bangkok’s MRT where you go to the ticket selling machine to pay for your route to get a plastic token/coin. English is avaiable at the machine. At the exit, drop the coin to return it. Like in other big cities, the subway is always the best public transportation. That's why it's good to stay in a hotel near the subway station so you can go anywhere in the city in few minutes, including the shopping area on Beijing Street. This is a fashion pedestrian road for shoppers who look for brandname clothes and shoes. In the middle of the fashion street stands a Chinese Buddhist temple, an interesting place to spend half an hour on for spiritual relaxation after getting tired from shopping.


28 Apr 2011: Historic tour and Buddhist temple
Chen Clan Academy is a must. They preserve old Chinese arts and crafts for tourist to see. The place itself was built in 1894. Just two subway stops away is the Beijing Pedestrian Street where you can enjoy shopping and see modern Chinese teenagers shopping for clothes and having McDonalds.








29 Apr 2011: The symbol and landmark of Guangzh
The traditional symbol of the city of Guangzhou is the five goats at the Yuexin Park. But now the symbol of the modern Guangzhou is I think the Guangzhou Tower located by the Pearl River. Both are reachable by the subway. Make sure to check them out and shoot some pictures there. In the afternoon, we went shopping at Shangxiajiu Street. Shops here are older, more local and more traditional than those in Beijing Street.

We checked out around 7pm and arrived Baiyun Int’l airport 50 minutes later.

Thursday, February 03, 2011

Words in Business:
L/C = Letter of credit
O/D = Over draft
PE = Price of earning
(อัตราเทียบว่าราคาปัจจุบันของหุ้นนั้นๆเป็นกี่เท่าของกำไรสุทธิที่บริษัททำได้ต่อหุ้น มักใช้เปรียบเทียบระหว่างหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีอัตราการเติบโตของกำไรแตกต่างกัน เมื่อเทียบกับค่า )
Balanced budget = งบประมาณสมดุล
Deficit budget = งบประมาณขาดดุล
Surplus budget = งบประมาณเกินดุล

Sunday, January 09, 2011

8 มกราคม 2554:
สุข ทุกข์ ห่างเพียงตะวันลับ

Thursday, December 02, 2010

Forex หรือ Foreign exchange market คือตลาดกลางในการซื้อขายค่าเงินสกุลต่างๆทั่วโลก วัตถุประสงค์หลักเพื่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ เช่นเพื่อให้ตัวแทนนำเข้าสินค้าจากอังกฤษสามารถจ่ายเงินเป็นยูโรให้กับสำนักพิมพ์ได้ทั้งๆที่รายได้จากการขายก็เป็นเงินบาท ระบบจะเปรียบเทียบว่าเงินมูลค่าเท่าไหร่เทียบได้กับเงินเท่าไหร่ของอีกสกุลหนึ่ง อัตราแลกเปลี่ยนแบบ Forex ยังเอื้อต่อการเก็งค่าเงินอีก และบางครั้งก็เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจนำเข้าส่งออก ซึ่งเป็นธุรกิจที่ sensitive กับเรื่องความผันผวนของค่าเงิน ทำให้ผู้ส่งออกคำนวณราคาขาย (pricing) ในอนาคตไม่ถูก ผู้ส่งออกอาจกำหนดกับคู่ค้ากันเองเลยว่าจะซื้อจะขายกันด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่เท่าไหร่ในอนาคต ซึ่งตลาด Forex ก็จะทำการประมาณการณ์ไว้ให้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสองสกุลเงินในอนาคตจะเป็นเช่นไร
แล้วให้เอาอัตรานั้นเป็นข้อตกลง เช่นผู้นำเข้าหนังสือจากอเมริกาตกลงกับสำนักพิมพ์ด้วยอัตรา 1 ดอลล่าร์ = 31 บาท ณ อีก 3 เดือนข้างหน้า พอถึงเวลานั้นจริงไม่ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นเช่นไรก็จะต้องจ่ายเงินกันที่ราคานี้ ถ้าเผอิญตอนนั้น 1 ดอลล่าร์ = 30 บาท ก็น่าเสียดายสำหรับบริษัทนำเข้าหนังสือนั้นเพราะต้องขาดทุนค่าเงิน แต่ถ้าอีก 3 เดือนข้างหน้าเป็น 1 ดอลล่าร์ = 32 บาท ก็ถือว่าบริษัทคาดการณ์ได้ถูกต้องทำให้เสียค่าหนังสือถูกลงกว่าราคาแท้จริงของตลาดในขณะนั้น

Saturday, October 16, 2010

Live from Korea!

Day 1: Getting to the city
Got off the Incheon Airport and got on a bus to the Myeong Dong bus terminal, the last stop (about 1 hour). Bus fare was 10,000 won. From the bus terminal, I took a taxi to Seoul Int'l Youth Hostel for the cost of 45,000 won. You can wave for the taxi anywhere on the street, but remember cars drive on the right side of the road. If lost, look for young Korean for help. Make your question short and easy so that they can answer just 'yes' or 'no'.

Day 2: Getting around the city with subway
woke up early to travel around Seoul using subway. I bought the T-Money card first at the subway station with the cost of 3,000 won (500 won discount given for if you buy at a mini-mart). Then I topped up the money using the machine. There are touch screen buttons when you can choose to operate the machine in English. I added 5,000 won into the T-Money card. Then I could go around Seoul by subway, each single trip cost 900 won. So after my first trip, my account became 4,100 won. You will see how much money you have left each time you enter the subway gate. The system is pretty much like Bangkok's BTS and MRT, so you can go anywhere in Seoul downtown in few minutes, but KTX here is more systematic. Went first for Isadong (much like Khawsan Road in BKK), then Dongdaemun (like Rachaprasong in BKK), Numdaemun (Sumpeng in BKK Chinatown), and Myeongdong (like Siam Square), where I had dinner. When dining alone look for the restaurant that serves single meal because some may charge you double and serve you two serves, especially BBQ restaurant. After this tiring day, I went for hot bath at the Yongsan Dragon Hill Jimjilban, next to the Songsan station, subway line 1. Then headed back by subway to the hostel for a good sleep, ready for the presentation the next day.

Day 3: KOTESOL Conference
Located at Sookmyung University, KOTESOL Conference this year has around one thousand participants from around the world. Had Sumkiebsa for lunch and Pork Galbi for dinner. When going to restaurant, check first if you could have your meal alone. You might have to pay for 2 when you come alone as most Korean restaurant prefer to serve group customers. Just ask them first before you go in. I had a big lunch today as I had to pay for 2. If you mind about this, it's good to have a street food.

Day 4: Presentation day
Did my presentation well today. Then attended other presentations till afternoon.

Day 5:
Checked out from Youth Hostel and headed to Seoul station to buy an unlimited 3-day train pass. The ticket cost 75,000 won. With this ticket I could go around in Korea with no further train costs, just have to go at the counter to book the seat in advance. From here, I took a train to Busan and arrived late afternoon, just enough time to walk around the Haeundae beach and enough time for a hot chocolate cup at a cafe nearby. To save the cost, I put lugguage in a locker at Busan subway station (2000 won) and slept at Haeundae Spa center for the cost of 8,000 won.

Day 6:
Train from Busan took about 2.30 hrs to get back to Seoul. Went for a walk along a meandering Cheonggyecheon Stream that run through the city. I started the walk from Gyeongbokgung Palace down to Myeongdong. Put lugguage in a locker at Seoul Station then slept at Dragon Hill Jimjilban.

Day 7:
Waked up 5:00 am and take subway to Seoul Station to get the lugguage and take a shuttle bus from there to Incheon Int'l Airport. The ride took 1 hr, but this time it costs 15,000 won for a non-stop direct route to the airport. Arrived the airport at 7:00, just in time before the take off at 9:35. Arrive Bangkok around 1:00pm.

Monday, September 27, 2010

Growth forecast raised to 7.5%

The Finance Ministry's Fiscal Policy Office has raised its economic growth projection for this year to 7.5 % from 5.5 %. The FPO said the inflation rate in June stood at 3.4 %. The value of Thai baht was expected to be about 30 bt per USD by the end of this year. ... The gross domestic product for next year should expand 4-5 % while the inflation rate should rise 3.5 %. The policy interest rate would likely increase to 2 % by year's end and 3 % in 2011.

Bangkok Post 27/09/2010 at 05:00 PM http://www.bangkokpost.com/business/economics/198446/growth

Monday, September 13, 2010

ภาษีทรัพทย์สิน ที่กำลังจะนำมาใช้ในอนาคต ช่วยลดความทับซ้อนของภาษีโรงเรือนและภาษีรายได้ได้อย่างไร

ได้เพราะภาษีทรัพย์สินเก็บตามขนาดที่ดิน ไม่ได้เก็บจากรายได้จากการดำเนินกิจการที่อยู่บนที่ดิน ปัจจุบันการเก็บซ้ำซ้อนเพราะนอกจากเจ้าของอาพาร์ตเม้นต์เสียภาษีรายได้ให้กับกรมสรรพากรแล้ว ทำไมยังต้องคิดคำนวณเก็บภาษีโรงเรือนให้กับเทศบาลโดยดูที่รายได้อีก ถ้าจะเก็บไม่มีปัญหาแต่ไปเก็บในเรื่องขนาดที่ดิน หรืออะไรที่ไม่เกี่ยวกับรายได้ของผู้ประกอบการ เนื่องจากรายได้ของผู้ประกอบการถูกหักภาษีให้กรมสรรพากรไปแล้ว อย่างนี้จึงเรียกว่าซ้ำซ้อน

ภาษีใหม่ถ้าเกิดขึ้นได้จริงจะไม่ซ้ำซ้อน เพราะจะเรียกเก็บเป็นสัดส่วนตามขนาดที่ดิน ไม่ใช่ผลประกอบการซึ่งสรรพากรเรียกเก็บไปแล้ว เพราะเนื้อหาสาระเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการถือครองที่ดินในปริมาณมากๆ แล้วก็ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อะไร แต่กฏหมายนี้ถ้าจะผ่านยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ การเมืองก็มีผล ต้องดูต่อไป

Friday, September 10, 2010

ภาษีต่างๆ: สรุปความเข้าใจ หลักการและเหตุผล

ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
ที่ดินและอาคารปลูกสร้างซึ่งเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้นำไปหาผลประโยชน์ตอบแทนนอกเหนือจากการอยู่อาศัยของตนเองโดยปกติหรือให้ผู้อื่นนำ ไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ต้องเสียภาษีโรงเรือนให้เขตหรือเทศบาลในท้องที่ อัตราภาษีคิด 12.5% ของฐานภาษีหรือค่ารายปีของทรัพย์สินซึ่งหมายถึง จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ

ภาษีเงินได้
ส่งให้ส่วนกลางคือหลวงหรือกรมสรรพากร ที่พบบ่อยๆคือ

(1) ภาษีเงินได้แบบ ภงด 91 สำหรับคนที่มีรายได้จากเงินเดือนประจำ ไม่มีรายรับจากทางอื่น อัตรา 10% จากรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ เช่น เงินเดือน 22,500*12 = 270,000 หักค่าใช้จ่ายส่วนตัว (40%แต่ไม่เกิน 60,000) และหักลดหย่อนส่วนตัว 30,000 + ประกันสังคม 9,000 = รายได้สุทธิ 171,000 รัฐกำหนดว่า 100,000 แรกได้รับการยกเว้น และเก็บ 10% ของรายได้ส่วนที่เหลือคือ 71,000 เพราะฉะนั้นภาษีที่ต้องจ่ายจริงคือ 7,100 บาท (ทั้งนี้ยังไม่ได้คำนวณลดหย่อนประกันชีวิต ดอกเบี้ยบ้าน ลดหย่อนบุตร) แต่ถ้าในใบสลิปเงินเดือนแต่ละเดือนระบุไว้แล้วว่าที่ทำงานเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ก็ต้องมาคำนวณว่าที่เก็บไปแล้วทั้งปีมากหรือน้อยกว่า 7,100 บาท และจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มหรือเรียกเงินคืนตอนสิ้นปีภาษี

(2) ภงด 90 สำหรับคนที่มีรายได้นอกเหนือจากเงินเดือนประจำ เช่นค่าล่วงเวลา รายได้จากค่าเช่า เจ้าของอาพาร์ตเม้นท์ ค่าลดหย่อนของภาษีประเภทนี้เช่น ผู้ประกอบการมีอายุมากกว่า 65 ปีได้ลดหย่อน 100,000 บาทจากฐานภาษีเป็นต้น ส่วนรายรับที่เหลือจากค่าลดหย่อนค่อยนำไปคิดอัตราภาษี ยื่นปีละสองครั้ง คือก่อนกันยายน และก่อนกุมภาพันธ์ ที่กรมสรรพากร โดยส่งแบบฟอร์มทางไปรษณีย์ หรือทำออนไลน์ก็ได้

ภาษีป้าย
ป้ายที่ต้องเสียภาษีได้แก่ป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมาย ที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่น เพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใดๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น ยกเว้นที่ปรากฏในตัวอาคารไม่เก็บ จ่ายที่สำนักงานเขตหรือเทศบาล ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน คิดอัตรา 3 บาท ต่อ 500 sq.cm ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ และหรือปนกับภาพ และหรือเครื่องหมายอื่น คิดอัตรา 20 บาท ต่อ 500 sq.cm และ ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด หรือไม่ คิดอัตรา 40 บาท ต่อ 500 sq.cm แต่เมื่อคำนวณแล้วมีอัตราที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่าป้ายละ 200 บาท ให้เสียภาษีป้ายละ 200 บาท

ภาษีบำรุงท้องที่
ยื่นก่อนเมษายนของทุกปี เรียกเก็บโดยสำนักงานที่ดินเขตหรือเทศบาลกับที่ดินที่ไม่ได้เสียภาษีโรงเรือนหรือที่ดินที่เป็นที่อยู่อาศัย

ภาษีรถยนต์
การใช้รถยนต์ก็ถือเป็นต้นทุนของสาธารณะ อย่างน้อยก็ทำให้เกิดมลภาวะทางเสียงและอากาศ ทุกปี รถใหม่เสียแพง รถนำเข้าต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยดังกล่าวแล้ว รถยิ่งเก่ายิ่งเสียน้อยลงเป็นสัดส่วน แต่รถเก่าที่เก่าเกินไป จริงๆควรเสียมากเพราะสร้างมลพิษจากท่อไอเสีย และก่อให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดเวลารถเสียบ่อยๆ และยังเพราะวิ่งช้าในทางที่ควรวิ่งเร็ว

ภาษีสรรพสามิต
เก็บโดยกรมสรรพสามิต ไม่ใช่กรมสรรพากร แม้ทั้งคู่สังกัดกระทรวงการคลังเหมือนกัน โดยเก็บจากสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น บุหรี่ สุรา น้ำมัน รถยนต์ น้ำหอม สินค้าแฟชั่นนำเข้าราคาแพง เป็นต้น ที่ต้องเรียกเก็บเพราะถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่ได้มีความจำเป็น หนำซ้ำ ก็จะทำให้ประเทศขาดดุลการค้ากับประเทศที่นำเข้าสินค้านั้น รัฐจึงจำเป็นต้องเก็บภาษีตัวนี้เพื่อจะเป็นรายได้ทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือเป็นค่าปรับ แต่มีข้อยกเว้นว่าถ้าซื้อติดมือมาเล็กน้อยไม่ได้นำมาจำหน่ายต่อ หรือสินค้าบางชนิดเช่นหนังสือแบบเรียน ก็ไม่เป็นไร (อยู่ในดุลพินิจของศุลกากร ซึ่งถ้าเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจผิดผู้บริโภคก็สามารถฟ้องร้องได้เช่นกัน) สินค้าปลอดภาษีที่ขายที่สนามบินคือปลอดภาษีตัวนี้

ภาษีมูลค่าเพิ่ม
เรียกเก็บจากผู้ประกอบการ ขายสินค้า บริการ และนำเข้า (ยกเว้นสินค้านำเข้าบางประเภทได้รับการยกเว้นตามกฏหมายศุลกากร เช่นหนังสือแบบเรียน) โดยผู้ประกอบการต้องขึ้นทะเบียนผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเสียก่อน จากนั้นจึงสามารถบวกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปอีก 7 % ของราคาสินค้าและบริการของตน เพื่อนำเงินส่วนนี้ให้รัฐ ดังนั้นภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นภาษีที่เป็นภาระของผู้บริโภคโดยตรง กินมาใช้มาก ก็จ่ายมากเพราะการกินใช้เป็นต้นทุนสาธารณะ กินใช้มากก็เป็นภาระให้สังคมมากนั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม http://rbu.rbru.ac.th/~changnoi/p3/p3.3.pdf

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ภาษีทรัพย์สิน)
กำลังจะเป็นภาษีที่เข้ามาแทนภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ เพื่อกำจัดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บภาษีทั้งสองประเภท เสียตามมูลค่าทรัพย์สินของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ ใครมีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างมากเสียมาก...ใครมีน้อยเสียน้อย มีผลกระทบทันทีกับผู้ที่คิดจะซื้อบ้าน คอนโด เพราะกฏหมายระบุว่าโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างต้องเสียภาษีประเภทนี้ด้วย มีเพดานไม่เกิน 0.5% ของมูลค่าทรัพย์สิน ทำให้ผู้ประกอบการต้องบวกราคาบ้านเพิ่ม นอกจากนี้โครงการที่รัฐเป็นผู้หาประโยชน์เช่น สัมปะทานทางด่วน รถไฟฟ้า สนามบิน ซึ่งไม่ได้เปิดบริการฟรีหรือดำเนินการเพื่อใช้ในกิจการของรัฐก็ต้องเสียภาษีประเภทนี้ด้วย ดังนั้นภาระจึงตกมาถึงประชาชนซึ่งใช้บริการเหล่านั้น

Thursday, August 05, 2010

Caesarean birth is when the baby has to be delivered by surgical incision through the abdominal wall and uterus.

Miscarriage is the premature expulsion of a foetus from the uterus, especially before it is viable.

Sunday, July 18, 2010




ยังไม่เคยเห็นใครแต่ง G-Wagon แบบถอดล้ออะไหล่ เลยแอบถ่ายเก็บไว้

Thursday, July 08, 2010

Friday, June 04, 2010

"ฉันดีใจที่มีเธอ ฉันดีใจที่เจอเธอ...

เธอคือกำลังใจที่ดีไม่ว่านาทีไหน"

Thursday, June 03, 2010

เพลงนี้เพราะจัง ฟังแล้วมีความสุข...

http://www.youtube.com/watch?v=guQT5amW98M&NR=1

Saturday, May 22, 2010

สิทธิผู้บริโภคในระบบเศรษกิจทุนนิยม

มุมมองของผู้บริโภค
ผู้บริโภคถือเป็นปลาเล็กที่สุดในวงจรเศรษกิจทุนนิยม เพราะเราจำเป็นต้องกินต้องอยู่ จึงต้องซื้อสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค แม้สินค้าเหล่านั้นจะได้รับการกำหนดราคาจากรัฐบาลในระดับหนึ่ง แต่กำไรจากการขายสินค้าย่อมมีบ้างไม่มากก็น้อย และตกอยู่กับผู้ประกอบการ ดังนั้นหากสินค้าที่เราอุดหนุนอยู่เป็นประจำ เรามีส่วนทำให้ผู้ประกอบการรายนั้นเติบโตขึ้น โดยที่เราไม่ได้มีส่วนกับผลกำไรหรือขาดทุนจากผู้ประกอบการเลย

ระบบเศรษกิจทุนนิยมเปิดช่องให้เราในฐานะปลาตัวเล็กที่สุดในระบบ สามารถมีส่วนกับผลกำไรขาดทุนของสถานประกอบการโดยผ่านการซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหุ้นดังกล่าวเราอาจซื้อได้โดยตรงกับสถานประกอบการเวลามีประกาศขายหุ้น หรือจะซื้อในตลาดรองผ่านบริษัทหลักทรัพย์ก็ได้ เวลาซื้อก็เหมือนไป shopping ในตลาดสด เช่นสามารถ เลือกซื้อ หุ้นปตท 10 ตัว หุ้นSevenEleven 50 อัน หรือคอนโนศุภาลัย 2 เข่ง แล้วมัดรวมกันส่งให้บริษัทหลักทรัพย์ชั่งกิโลตีราคาโดยหักค่าหัวคิวในการชั่งน้ำหนักออกไปทุกครั้งที่มีการซื้อ เท่านี้ผมก็สามารถเป็นเจ้าของกิจการทั้งสามอย่างได้แล้ว ต้นทุนอันน้อยนิด แต่ความสุขอันยิ่งใหญ่ เพราะเมื่อบริษัทมีกำไรจากการทำธุรกิจ ผมก็จะได้รับปันผลตามสัดส่วนของหุ้นที่ครอบครองอยู่ หรือถึงแม้จะขาดทุนบ้าง ก็ยังมีความสุขในฐานะเจ้าของกิจการ ครั้งต่อไปที่ผมเติมน้ำมัน ปตท เข้าSevenEleven ก็จะยินดีสนับสนุนสินค้าเต็มที่เพราะเป็นกิจการของผมเอง หรืออาจทักทายพนักงานขาย

"รับขนมจีบซาลาเปาทานเพิ่มใหมคะพี่"
"อ้อ ไม่ล่ะน้อง เอ... แต่น้องต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยหน่อยนะ เดี๋ยวลูกค้าจะตำหนิเอาได้... เอ้าส่วนคุณนี่ ทำไม่ยืนนิ่งอยู่ แถวยาวแล้ว ไม่ดูลูกค้าเลย เรานี่... เอ้าๆ ทำงานกันหน่อย อย่าอู้ๆ ไม่รู้หรอว่าพี่เป็นใคร พี่นี่หุ้นส่วนซุปเปอร์ที่นี่นะน้องสาว!!!"
(เฮ่อ... ปัญญาอ่อน อีกแล้วเรา!)

นี่ล่ะคือความสวยงามของระบบเศรษกิจทุนนิยม และรวมถึงที่มาของหลักการแปลงหุ้นรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ด้วย ทำให้ประชาชนได้มีส่วนในทรัพย์สินของรัฐ โดยผ่านการซื้อหุ้นในกิจการของรัฐ แต่ถ้าไม่ได้แปลงเป็นหุ้นออกขายในตลาดหลักทร้พย์ กิจการก็จะตกอยู่ในมือของรัฐบาลในยุคที่เข้ามามีอำนาจว่าจะใช้จ่ายหรือ corruption กันอย่างไร

มุมมองของผู้ประกอบการ
ผู้ประกอบการรายใหญ่เองก็ต้องการขยายกิจการของตนให้ใหญ่โตขึ้นอีก การเสนอขายหุ้นของบริษัทจึงเป็นการระดมทุนจากผู้บริโภคในระบบแบบหนึ่งนั้นเอง ซึ่งอาจจะดีกว่าไปกู้หนี้ยืมสินจากธนาคารแล้วจ่ายดอกเบี้ยราคาแพง สู้เล่นเปลี่ยนหนี้ที่มีอยู่เป็นทุนซะดีกว่า คือเอาเงินกู้ (liability) คืนเจ้าหนี้หรือธนาคารไป แล้วไปเพิ่มในส่วนผู้ถือหุ้น (equity) แทนด้วยการขายหุ้นของบริษัทให้ผู้บริโภคตาดำๆมาเป็นผู้ร่วมทุนซะเลย จะได้ไม่ต้องคอยจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคาร เวลากำไรมากก็แกล้งแต่งบัญชีให้เป็นกำไรน้อย โดยหักเป็นค่าใช้จ่ายโน่นนี่เช่นตั้งเงินเดือนผู้บริหารสูงๆ แล้วก็ให้ปันผลพอเป็นพิธี แต่เวลากำไรน้อยก็แสดงบัญชีว่าขาดทุนงดปันผลต่างๆนาๆ ตามแต่จริยธรรมของผู้บริหารองค์กร

ที่กล่าวมานี้จะบอกว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่บางทีก็ต้องพึ่งพาอาศัยผู้บริโภคตัวน้อยหลายๆตัว เหมือนปลาใหญ่ที่มีปลาตัวเล็กๆมาแทะเล็มเศษอาหารที่ติดอยู่ตามผิวของมัน ซึ่งก็เป็นการทำความสะอาดเนื้อตัวของปลาใหญ่ ส่วนปลาเล็กก็ได้ประโยชน์ว่ายน้ำติดตามปลาใหญ่ไปทุกที่ ไม่ต้องไปหาอาหารกินทีไหนให้เมื่อย

ปัญหาคือ...?
แต่เช่นเดียวกับที่เกิดในตลาดสด และทุกๆตลาด ไม่ว่าตลาดมืด ตลาดแจ้ง หรือตลาดหลักทรัพย์ คือ 'คนเลว' คนคิดไม่ซื่อ เช่น แม่ค้าที่โกงตาชั่งบ้าง แกล้งทอนเงินไม่ครบบ้าง หรือโจรขโมยปล้นแม่ค้าในตลาดบ้าง

เมื่อหุ้นของกิจการรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดแล้ว ประชาชนคนไทยทุกคนก็ย่อมมีสิทธิจับจองเป็นเจ้าของโดยซื้อหุ้นดังกล่าวครับ และเพื่อให้ประชาชนทุกคนได้มีสิทธิเท่าเทียมกันมากที่สุด จึงกำหนดราคาขายว่าซื้อได้คนละไม่เกินกี่หุ้นกี่หุ้น จำนวนหุ้นจะได้กระจายอยู่ให้อุ้งมือคนไทยคนละนิดๆกันอย่างถ้วนหน้า เข้าทำนองอัฐยายซื้อขนมยาย หรือเรือล่มในหนองเงินทองอยู่ในประเทศครับ!

ฟังดูดี... แต่ปัญหาคือนายทุนรายใหญ่ต้องการซื้อหุ้นจำนวนมากๆ เพราะรู้ว่ากิจการโดยเฉพาะที่เป็นของรัฐนั้นเป็นกิจการที่ทำรายได้มากและมีเสถียรภาพเพราะมีรายได้จากปลาเล็กๆอย่างผมซึ่งมีฐานะจำยอมต้องใช้น้ำใช้ไปใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แต่ติดที่ข้อห้ามนี้ ทำให้ซื้อหุ้นประเภทนี้มีละมากๆไม่ได้ ก็เลย ไปฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินต่างชาติ แล้วให้บริษัทกองทุนต่างชาติเป็นตัวแทน หรือ Nominee เป็นผู้ซื้อหุ้นด้วยเงินดอลล่าห์ เพื่อให้ได้สิทธิในการซื้อหุ้นทีละมากๆ ในฐานะกองทุนต่างประเทศ คราวนี้กิจการของรัฐก็จะตกอยู่ในอุ้งมือคนเพียงไม่กี่คนที่เป็นมหาเศรษฐี ซึ่งจริงๆก็อาจไม่ใข่ต่างชาติที่ใหน ก็คนไทยด้วยกันนี้แหละครับที่เป็นนายทุนรายใหญ่ แทนที่จะกระจายอยู่ในมือผู้บริโภคซึ่งเป็นปลาตัวเล็กๆในระบบอย่างผม ท้ายที่สุดกิจการของรัฐจะถูกถ่ายเปลี่ยนมือมาจากรัฐบาลสู่มือนายทุนรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ผู้ซึ่งสามารถกำหนดนโยบายในการแสวงหากำไรจากกิจการที่เกิดจากผู้บริโภคเล็กๆอย่างผมหลายๆคนรวมกัน เอาเป็นว่าผมเติมน้ำมันปตทอาทิตย์ละไม่ต่ำกว่าห้าสิบลิตร แต่อาจมีหุ้นปตทถืออยู่เพียงไม่กี่สิบหุ้น ในขณะที่นายทุนพวกนี้กลับซื้อได้เป็นหมื่นๆหุ้น ทั้งๆที่ก็อาจจะไม่ได้อุดหนุนน้ำมันปตทมากมายไปกว่าผมสักเท่าไหร่

ระบบไม่ได้ผิด แต่มันผิดที่คน! และเจตนาที่แท้จริงของคน! คือรู้ๆอยู่ว่าเมื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วจะไปมีตาสีตาสา ยายมียายมาที่ไหนมาซื้อหุ้นได้ หรือซื้หุ้นเป็น ถ้าเป็นระบบทุนนิยมในอุดมคติประชากรควรมีหุ้นในกิจการของรัฐอยู๋ในมือกันถ้วนหน้าครับ แต่ความจริงก็คือสังคมไทยยังไม่พร้อมในเรื่องนั้น เพราะการศึกษายังไม่สามารถยกระดับความเข้าใจของประชากรในเรื่องระบบทุนได้ ส่วนที่อ้างว่าธุรกิจบางประเทศเข้าตลาดหุ้นไปแล้ว ก็ไม่น่าแปลกอะไร เพราะประชากรมีความเข้าใจในระบบเศรษกิจทุนมากกว่าบ้านเราซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรม และการกระจายจำนวนหุ้นก็เป็นไปอย่างยุติธรรมและทั่วถึง เมืองไทยยังไม่พร้อมครับ เอาเวลามาพัฒนาการศึกษาเพื่อพัฒนาประเทศควบคู่ไปกับจริยธรรมก่อนดีกว่า เพื่อขจัดคนเลวออกนอกระบบทุน เมื่อคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจในระบบ และมีจริยธรรมแล้ว ถึงเวลานั้นล่ะครับเราจะมีตลาดทุนที่เข้มแข็ง และตลาดหลักทรัพย์ของเราก็จะไม่ตกเป็นเครื่องมือหากินของพวกนักลงทุนตะวันตกที่ฉกฉวยผลประโยชน์จะระบบทุนในประเทศที่อ่อนด้อยกว่าทางเศรษกิจ โดยการปั่นหุ้น

การลงทุนในตราสารหุ้นของบ้านเราส่วนใหญ๋ยังเป็นการเก็งกำไรเพื่อหวังผลระยะสั้นครับ จึงทำให้ราคาผันผวน ไม่มีเสถียรภาพตามหลัก demand supply ที่แท้จริง ราคาหุ้นที่เห็นในวันนี้ใครจะรู้ว่ามูลค่าจริงมันเท่าไหร่ ถ้าไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไรของนักลงทุน

Monday, May 17, 2010

สาขาวิชาภาษาอังกฤษยอดฮิตประจำปี 2553

(ลำดับตามคะแนนสอบเข้าสูงสุดต่ำสุด ณ ปี 2553)

10 คณะที่คะแนนสอบเข้าสาขาวิชาภาษาอังกฤษสูงสุด ประจำปี 2553 (คะแนนต่ำสุด)
1. อักษรศาสตร์ จุฬาฯ 22,856 คะแนน
2. มนุษยศาสตร์ เกษตรฯ 21,707 คะแนน
3. ศิลปศาสตร์ มหิดล 20,839 คะแนน
4. ศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 20,032 คะแนน
5. มนุษยศาสตร์ เชียงใหม่ 19,443 คะแนน
6. มนุษยศาสตร์ ขอนแก่น 18,727 คะแนน
7. อักษรศาสตร์ ศิลปากร 17,541 คะแนน
8. มนุษยศาสตร์ มหาสารคาม 17,107 คะแนน
9. มนุษยศาสตร์ มศว 14,133 คะแนน
10. มนุษยศาสตร์ สงขลา 10,168 คะแนน

Thursday, May 13, 2010

10 คณะที่คะแนนสอบเข้าสาขาวิชาภาษาอังกฤษสูงสุด ประจำปี 2553

1. ศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 25,500 คะแนน
2. มนุษยศาสตร์ เกษตรฯ 25,071 คะแนน
3. อักษรศาสตร์ จุฬาฯ 24,345 คะแนน
4. ศิลปศาสตร์ มหิดล 23,975 คะแนน
5. มนุษยศาสตร์ เชียงใหม่ 22,698 คะแนน
6. อักษรศาสตร์ ศิลปากร 22,554 คะแนน
7. มนุษยศาสตร์ ขอนแก่น 22,249 คะแนน
8. มนุษยศาสตร์ มหาสารคาม 19,963 คะแนน
9. มนุษยศาสตร์ มศว 19,746 คะแนน
10. มนุษยศาสตร์ สงขลา 18,716 คะแนน

Saturday, May 08, 2010

วันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นพิเศษเลย แค่เป็นอีกวันหนึ่งที่ทำงานเสร็จแล้วนั่งเล่นเน็ต อ่านหนังสือ แค่อยากมีความสุข เลยสั่งตัวเองให้มีความสุข แล้วก็เลยมีความสุข
ดีจริงๆ

อยากให้ทุกคนอารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี คิดดี ทำดี พูดดี และซื่อสัตย์กับความคิดของตนเองในทุกๆวันครับ
:-)

Tuesday, March 16, 2010

ที่คนไทยเรียกว่า 'แขก' นั้นมาจากสองศาสนา
1. แขกฮินดู ชายมีผ้าโพกหัว หญิงใส่ชุดผ้าสาหลีเป็นสีสันต่างๆ และมีผ้าคลุมผมบางๆ ที่หน้าผากมีจุดแต้ม แขกเหล่านี้มาจากอินเดีย มีทั้งสีผิวดำ คล้ำ และขาว ยิ่งผิวดำเท่าไหร่ก็จะเป็นคนทางใต้ของอินเดียมากเท่านั้น ยิ่งขึ้นเหนือเท่าไหร่ผิวคนก็ยิ่งขาวเท่านั้น สีผิวยังสัมพันธ์กับชนชั้นทางสังคมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะสมัยที่อินเดียยังแบ่งเป็น วรรณะต่างๆ คนผิวดำก็มักจะเป็นชนชั้นต่ำของสังคม ที่เห็นอยู่ในเมืองไทยถ้าเป็นแขกดำก็จะขายถั่ว ถ้าเป็นแขกขาวก็จะขายผ้าอยู๋พาหุรัด ส่วนอาหารอินเดียที่ได้ชื่อดังไปทั่วโลกนั้นเป็นอาหารอินเดียตอนเหนือคืออินเดียขาวมากกว่า เช่น Nan คือแป้งโรตี กินกับแกงกะหรี่ และ Samosa เป็นต้น

2. แขกอิสลาม แบ่งเป็นสองนิกายคือ ซุนนี (Sunni) และ ชีอะ (Shia) ที่เป็นชีอะมาจาก อิรัก อิหร่าน หรือ บาห์เรน ส่วนที่เหลือเกือบทั้งหมดเป็นซุนนี มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นมาเล อินโด เอเชียกลาง(ไม่นับอินเดีย) เช่น บังคลาเทศ ปากีสถาน และในตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด

แขกอิสลามสามารถสังเกตได้ว่าไม่โพกหรือพันผ้ารอบศีรษะเหมือนอย่างแขกฮินดู/อินเดีย คือไม่มีผ้าอะไรเลยอยู่บนศีรษะเลย ยกเว้นแต่แขกอาหรับในตะวันออกกลางซึ่งจะคลุมผ้าจากศีรษะลงมาถึงไหล่ (แต่ก็ไม่พันเป็นวงรอบอยู่บนศีรษะ) แขกอิสลามนี้แบ่งง่ายๆตามภูมิภาคดังนี้
2.1 แขกดำ มาจากประเทศยากจน ส่วนใหญ่ในเมืองไทยเป็นผู้อภยพจาก ปากีสถาน และบังคลาเทศ ขายโรตี
2.2 แขกคล้ำ มาจากมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และบางประเทศในตะวันออกกลาง
2.2 แขกขาว มาจากกลุ่มประเทศแถบอ่าวอาหรับ พวกเศรษฐีน้ำมันทั้งหลาย เช่น ซาอุอิ อารเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรด
Arabic Experience

Day 1: Dubai's old town
It was a foggy morning and the pilot had to fly the plane around the runway for an hour, so I arrived Ibis City centre Hotel one hour behind schedule.
Just 10 minutes fro the IBIS Hotel by taxi located the world's biggest gold and spice market. Here I crossed the Dubai Creek to the other side of the river by the ferry called 'Abra' with only 1 dirham to see Dubai's old town and the arts and crafts.

Day 2: First day at conference
On another foggy morning, the taxi had to take longer than usual to get to the conference venue 'Zayed University' which is located around 30 kms, South of the city. The venue was impressive. The whole hallway was covered in an air-conditioned dome. There were quite a few big names such as Jeremy Harmer, Michael McCarthy, and David Nunan. Some presentations that interest me the most are those on teaching vocabulary and the idea called 'Vocab Viva', the debate on teaching ESP v. EGP, issues on treating teacher's 'burnouts' and reading aloud technique, the use of internet in ELT, and the updated features of British Council website. I was there till late afternoon, and then came back for shopping at the City Centre Shopping Mall just opposite to the IBIS hotel where I stayed.

Day 3: Desert experience
After the conference on the second day, I joined a half-day tour for a desert safari. Aftering paying 150 dirhams and waiting a few hours, I was picked up by a mini-bus to join the ride with other 30 tourists from the Philippines, Iran, and Africa. The bus dropped us in the middle of no where. That was the first time in desert.
They took us on a bumpy ride in the sand dune by SUVs 'Toyota Prado'. The caravan then headed to an Arabian camp where people took turns riding camels, tried traditional henna body-painting, watched a belly-dancing show, and had Arabian BBQ dinner together. It was nearly 10 the time we got back and I slept well and sound after that long tiring day.

Day 4: Dubai's wonders
Taxi drivers are my only tour guides I could afford. Again, today I told my taxi driver to get me around in the famous 'Palm Island', 'Mall of the Emirates', and the world's best hotel 'Burj Al-Arab'. Next to the hotel located a water park called 'Wild Wadi', the place where I spent my whole afternoon.

Day 5: Burj Kalifa
Today is the last day of my trip. It's time to think about what I have learned from this trip for that I can tell my students what I have experienced here. I didn't forget to see the world's tallest buiding 'Burj Dubai' which is now renamed 'Burj Kalifa' after the UAE's president. The building stood tall behind the artificial river which is actually a swimming pool with its width from side to side of the Chao Phraya River. Next to the artificial river and the World's tallest building is the World's biggest shopping mall 'Dubai Mall'. Now I am waiting for the flight time to get back to Bangkok tonight.

Friday, March 12, 2010

Hello, from Dubai.
TESOL ARABIA Conference 2010 in Dubai is one of the best conferences I've ever attended. The speakers are well-known in the TESOL field, Jeremy Harmer, David Nunan, Michael McCarthy, just to name a few. The conference venue is Zayed University, located in the suburb of Dubai city. The place is new and fantastically designed, beautiful for an academic conference.


I love Dubai now, a charming city in the desert, a melting pot of people coming from different backgrounds, Indian, Iranian, Phillipinos, Emirati, the Westerners, including the Thais. This is the place where the world's richest and labors of the world are united. There are many things I've learned for these few days. Maybe I should write something about Dubai in this blog after arriving home.

Tuesday, February 09, 2010

ใครว่า... จริงๆ บ้ามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

Sunday, February 07, 2010

วันนี้พาคุณแม่ไปวัดอ้อมน้อย นครปฐม ไปรักษาอาการป่วยกับพระพุทธอิสระชื่อดัง ซื้อยาสระผมและสบู่สมุนไพรของวัดมาด้วย

พรุ่งนี้ก็เปิดสอนปกติแล้ว หลังจากหยุดเกษตรแฟร์มาหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ งานที่ตั้งใจว่าจะทำให้เสร็จก็ยังทำไม่เสร็จ ตอนทำงานนี่เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ

ทำไมตอนนี้กลายเป็นคนบ้างานไปได้หว่า... ฮืม...

Saturday, December 26, 2009

การติดยึด

คนบางคนติดยึดอยู่กับการที่ตนเป็นคนไม่ติดยึด อย่างนี้ก็เรียกว่าติดยึด คือนิยมใช้ชีวิตอย่างที่ดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่จริงๆต้องเรียกว่าเรียบแต่ไม่ง่ายจึงจะถูก

บางคนติดยึดว่าต้องแต่งตัวเรียบง่ายไม่มีสีสัน เมื่อจำเป็นต้องแต่งกายแบบมีสีสันหน่อยก็เป็นทุกข์

บางคนติดยึดว่าเป็นคนกินง่าย คือว่าเวลาอยู่ในร้านอาหารจีนร้องโวยวายอยากกินไข่ทอดธรรมดา

บางคนติดยึดว่าเป็นคนอยู่ง่าย พอต้องนอนโรงแรมห้าดาวหรูอยู่สบายก็เป็นทุกข์

คนไม่ยึดติดที่แท้จริงไม่ใช่เป็นผู้มุ่งที่จะไม่ยึดติด แต่เป็นผู้ไม่เก็บมาใส่ใจมากกว่า ยึดติดแล้วอย่างไร ไม่ยึดติดแล้วอย่างไร ไม่ได้มีสาระอะไรเลย ถ้าคิดได้เช่นนี้แล้วจึงถือว่าไม่ติดยึดโดยแท้ คือกินอยู่อย่างไรก็ได้ อย่างไรก็ดี ล้วนมองเป็นอนิจจังทั้งสิ้น
การทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเป็นเรื่องง่าย
การทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายเป็นเรื่องยาก

มนตรี

Sunday, December 13, 2009

ปุจฉา: ทำไมเวลาราคาน้ำมันขึ้นราคาทองคำจึงขึ้นด้วย และเวลาน้ำมันลงราคาทองคำก็ลงตาม?

วิสัจฉนา: ราคาน้ำมันที่สูงขั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อครับ เพราะไม่ว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นเท่าไร เราก็ยังต้องใช้ปริมาณน้ำมันเท่าเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ไม่เหมือนผักผลไม้ หรือเนื้อสัตว์เช่นหมูแพงก็หันไปกินไก่แทน!) และที่สำคัญเป็นรายจ่ายครัวเรือนก้อนใหญ่เมื่อเทียบกับรายจ่ายประจำเดือนอื่นๆ

ณ วันนี้น้ำมัน ไบโอดีเซลที่ผมใช้ราคาลิตรละ 26.79 ผมใช้น้ำมันวันละ 8 ลิตร = เป็นเงิน 214.32 บาท วันดีคืนดีไบโอดีเซลที่ผมใช้เกิดขึ้นราคาเป็นลิตรละ 30 บาท เงิน 214.32 บาทที่เคยจ่ายกลับซื้อน้ำมันได้ไม่ถึง 8 ลิตรอย่างที่เคย เงินผมก็ด้อยค่าลง ผมจึงต้องจ่ายเงินมากขึ้นกว่าที่เคยจ่าย เมื่อรายจ่ายมากขึ้นก็ต้องหารายได้มากขึ้นเพื่อมาทดแทนกัน ในที่นี้ผมเป็นอาจารย์ ค่าชั่วโมงสอนเป็นสินค้า เมื่อผมขึ้นค่าชั่วโมงสอน ก็เดือดร้อนผู้ปกครองต้องจ่ายเงินให้นักศึกษาที่มาเรียนกับผม ผู้ปกครองก็ต้องทำวิธีเดียวกันคือเพิ่มราคาสินค้าของตนให้สูงขึ้นกรณีเป็นผู้ประกอบการ ถ้าทุกคนทำเช่นนี้ ก็เกิดเงินเฟ้ออย่างเลี่ยงไม่ได้ไงครับ คือราคาสินค้าเพิ่มแต่มูลค่าจริงๆของสินค้าไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม บาปตกอยู่ที่ผู้บริโภคที่ไม่มีอำนาจเพิ่มมูลค้าสินค้าของตนได้ หรือผู้ไม่มีสินค้าเป็นของตน ก็คือมนุษย์เงินเดือนไงครับ ต้องจ่ายราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มสูงขึ้นในขณะที่เงินเดือนเท่าเดิม

เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อเช่นนี้แล้ว ราคาทองคำจะยังยืนหยัดอยู่เท่าเดิมก็เห็นจะไม่ได้ล่ะครับ เพราะถ้าไม่ปรับราคาให้สูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อเสียแล้ว ทองคำก็จะมีค่าด้อยลงไปทันที บรรดาผู้ค้าทองคำไม่ยอมให้มูลค่าทองที่ตนเองถือยู่ต้องด้อยลงไปเพราะเงินเฟ้อก็เลยรวมกลุ่มเป็นสมาคมผู้ค้าทอง เพื่อกำหนดราคาทองคำมาตราฐานขึ้นในแต่ละวัน บรรดาพ่อค้าร้านทองจะวิทยุถึงกันทุกเช้าครับเพื่อปรับราคาทองคำใหม่ให้เข้ากับสภาวะของตลาดเพื่อรักษามูลค่าแท้จริงของทองคำไว้

สรุปเมื่อน้ำมันแพงก็กระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อ ราคาทองจึงต้องถูกปรับขึ้นเพื่อรักษามูลค่าที่แท้จริงของทองคำไว้ครับ

Thursday, December 10, 2009

Friday, December 04, 2009

Saturday, November 14, 2009

ผมเปลี่ยนจาก DTAC เป็น TRUE แล้ว เพราะโปรโมชั่นดีกว่า เบอร์ใหม่ 088 621 4709

Friday, November 13, 2009

วันนี้นั่งแก้งานทั้งวัน แก้มาสามอาทิตย์แล้ว ไม่จบสักที จันทร์-ศุกร์ ทำงานตามปกติ เสาร์-อาทิตย์ ก็ยังต้องแก้งาน เมื่อไหร่จะเรียนจบสักที ชีวิตมีอยู่แค่ ทำงาน กับ แก้งาน แค่นี้เท่านั้นหรือ

Saturday, October 31, 2009

ภาวะตาแห้งของผมเป็นภาวะที่เกิดจากการผ่าตัดกระจกตา ไม่ใช่ภาวะตาแห้งที่เกิดเองตามธรรมชาติ หรือที่เกิดกับผู้สูงอายุ

คุณเคยรู้สึกตาแห้ง ตาพร่ามัว หรือฝืดเคืองตา ต้องกระพริบตาถี่ๆ คล้ายมีเศษผงเข้าตา จนทำให้มองภาพไม่ชัด หรือบางครั้ง มีขี้ตาออกมาเป็นเมือกเหนียวกันบ้างไหมคะ ถ้ามีแสดงว่าคุณกำลังมีอาการตาแห้งแล้วล่ะ
สำรวจสาเหตุของอาการตาแห้ง
ตาแห้ง เป็นอาการที่มีความผิดปกติของน้ำตา โดยปกติดวงตาของคนเรา จะมีปริมาณน้ำตาเพียงพอที่จะมาหล่อเลี้ยง หรือให้ความชุ่มชื้นกับดวงตา รวมถึงฉาบกระจกตา ทำให้การมองเห็นชัดเจน
ส่วนอาการตาแห้งเกิดจากการมีปริมาณน้ำตาน้อย หรือคุณภาพของน้ำตาไม่ดีพอ ซึ่งน้ำตาที่ดีมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ ไขมัน น้ำใส และเมือก หากส่วนประกอบ 1 ใน 3 ของน้ำตาขาดความสมดุลหรือไม่มีคุณภาพ จะทำให้ตาแห้งได้
อาการนี้เป็นได้ทุกเพศ แต่มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และจะพบมากขึ้นตามวัย โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นผลมาจากระดับฮอร์โมนที่ลดลง ทำให้สารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกาย รวมทั้งน้ำตาก็ลดปริมาณลงไปด้วย นอกจากนี้ อาการดังกล่าวยังเกิดได้จากอีกหลายสาเหตุ ดังนี้


ภาวะที่ทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกที่ตาลดลง เช่น การใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่เหมาะสมหรือไม่มีคุณภาพ การผ่าตัดกระจกตาหรือเปลี่ยนกระจกตา การอักเสบของกระจกตาจากเชื้อเริม นอกจากนี้ ยังรวมถึงการเป็นอัมพฤกษ์ที่ใบหน้า


โรคที่ผิดปกติทางภาวะภูมิคุ้มกัน (Autoimmune) เช่น โรค Sjogren's Syndrome ซึ่งมีอาการตาแห้ง ร่วมกับข้ออักเสบและปากแห้ง โรคข้อบางชนิด หรือโรคเอดส์


โรคบางชนิด ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบกับเยื่อบุตา เช่น กลุ่มอาการแพ้ยา อย่างสตีเวนจอห์นสัน (Stevens-Johnson) ริดสีดวงตา และเบาหวาน


การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยาคุมกำเนิด ยานอนหลับ ยาลดความดันโลหิตบางชนิด


การทำงานของเปลือกตาบกพร่อง เช่น หลับตาไม่สนิท กะพริบตาน้อย เปลือกตาผิดรูป


สภาพแวดล้อม เช่น อยู่ในห้องปรับอากาศที่มีอากาศแห้ง หรือมีฝุ่นควัน ลม และแดดจ้า


อาชีพที่ต้องใช้สายตาจ้องเป็นเวลานาน เช่น พนักงานคอมพิวเตอร์ ช่างอ๊อกเหล็ก หรือยามที่เฝ้ากล้องวงจรปิด
แต่ก็อย่าเพิ่งกังวลใจกันไปค่ะ เพราะผู้ที่มีอาการตาแห้งส่วนใหญ่มักเป็นในระดับไม่รุนแรง แค่ก่อความรำคาญใจ แต่ไม่ทำให้ตาบอดได้
เทคนิคเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา


กระพริบตาถี่ๆ ในภาวะปกติคนเราจะกระพริบตานาทีละ 20 - 22 ครั้ง ทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดน้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้อง หรือเพ่งตาค้างไว้นานกว่าปกติ เช่น เวลาที่เราอ่านหนังสือ ดูทีวีหรือจ้องคอมพิวเตอร์ จะทำให้เรากระพริบตาเพียง 8 - 10 ครั้ง น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้น จึงควรพักสายตาระยะสั้นๆ โดยการหลับตา หรือกระพริบตาอย่างช้าๆ หรือลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถประมาณ 2 - 3 นาที ในทุกครึ่งชั่วโมง


ประคบดวงตาด้วยน้ำเย็น แช่ผ้าขนหนูผืนเล็ก 2 ผืนในน้ำเย็น หยิบขึ้นมา 1 ผืน บิดพอหมาดและพับทบเป็นผืนยาว วางปิดดวงตาไว้ทั้งสองข้างนานประมาณ 20 นาที หรือจนกว่าผ้าจะหายเย็น แล้วจึงใช้ผ้าอีกผืนหนึ่งประคบ สลับกันไปมา จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาของคุณได้เช่นกัน
กินอาหารลดอาการตาแห้ง


กล้วย กินกล้วยทุกวัน เพราะกล้วยมีโพแทสเซียมสูง ซึ่งจะทำงานร่วมกับโซเดียมเพื่อรักษาภาวะสมดุลน้ำในร่างกาย และช่วยให้ดวงตาของคุณชุ่มชื้นอยู่เสมอ


ถั่วประเภทนัท (Nut) ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะวอลนัต ควรรับประทานวันละประมาณ 1 กำมือ เพราะถั่วประเภทนี้มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว หรือกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในน้ำตา


ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทูน่าหรือปลาแซลมอน เพราะมีกรดไขมันที่จำเป็นหรือโอเมก้า-3 ด้วย


น้ำมันปอ (Flexseed oil) หรือน้ำมันเมล็ดลินิน จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมกรดไขมันโอเมก้า-3 อย่างเพียงพอ โดยรับประทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ หรือผสมในซีเรียลแล้วรับประทานก็ได้
ปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม


หลีกเลี่ยงการทำงานในบริเวณที่มีแสงจ้าและลมแรง เพราะจะทำให้ตาแห้งเร็ว ควรใส่แว่นกันแดดช่วย โดยเลือกแว่นขนาดใหญ่ที่มีขอบด้านข้าง เพื่อช่วยลดการระเหยของน้ำตา


หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีอากาศแห้ง และเย็นจัด เช่น ห้องปรับอากาศ ตลอดจนหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นละอองและควันต่าง ๆ เช่น บุหรี่ ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายเคืองตา


อย่าเป่าลมร้อนจากเครื่องเป่าผมเข้าตาโดยตรง รวมทั้งปรับไม่ให้เครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมเป่าโดนตาหรือใบหน้าโดยตรง


พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนไม่พออาจทำให้ตาแห้งและตาแดงช้ำ เนื่องจากเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยงดวงตาบวม การพักผ่อนให้สมดุลจึงดีต่อดวงตาที่สุด

ที่มา http://www.yourhealthyguide.com/article/an-4food-dry-eye.html
การรักษาโรคตาแห้ง

การรักษาโรคตาแห้ง มีหลายวิธีที่สามารถปฏิบัติเองได้ง่ายๆ จนถึงต้องพบจักษุแพทย์ วิธีการรักษามีดังนี้

1. ลดการระเหยของน้ำตาให้น้อยลง เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดีคือ หลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับแดดและลม โดยสวมแว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้ง ไม่นั่งในที่ที่มีลมพัดหรือแอร์เป่าใส่หน้า

2. กระกระพริบตาถี่ๆ ในภาวะปกติคนเราจะกระพริบตานาทีละ 20 - 22 ครั้ง ทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดผิวน้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้องหรือเพ่งตาจะลืมค้างไว้นานกว่าปกติ ทำให้กะรพริบตาเพียง 8 - 10 ครั้ง น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้นจึงควรพักสายตา โดยการหลับตา กระพรบตา หรือลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถ ประมาณ 2 - 3 นาที ในทุกครึ่งชั่วโมง

3. สำหรับผู้ที่ตาแห้งมาก อาจใช้กรอบแว่นชนิดพิเศษที่มีแผ่นคลุมปิดกันลมด้านข้าง แว่นชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยครอบทั้งดวงตาและป้องกันลมด้วย หรือจะใช้แผ่นซิลิโคนชนิดพิเศษที่ใสบางและนุ่ม นำมาตัดให้เข้ากับด้านข้างของกรอบแว่นตาคู่เดิม ซึ่งเรียกว่า Moist Chamber

4. ใช้น้ำตาเทียม น้ำตาเทียมคือ ยาหยอดตาที่ใช้เพื่อหล่อลื่นและให้ความชุ่มชื้นกับผู้ที่ตาแห้ง น้ำตาเทียมมี 2 ชนิดคือ
4.1 น้ำตาเทียมชนิดน้ำ - เหมาะที่จะใช้ในเวลากลางวัน เพราะไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่ทำให้ตามัว แต่มีข้อจำกัดคือ ต้องหยอดตาบ่อย
4.2 น้ำตาเทียมชนิดเจลและขี้ผึ้ง - มีลักษณะเหนียวหนืด หล่อลื่นและคงความชุ่มชื้นได้นานกว่าชนิดน้ำ แต่จะทำให้ตามัวชั่วขณะหลังป้ายยา จึงควรใช้ป้ายตาแต่น้อยก่อนเข้านอน
การรักษาด้วยวิธีใช้น้ำตาเทียม เวลาในการหยอดตาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการตาแห้ง หากวันใดไม่ถูกลม แล้วรู้สึกสบายตาก็ไม่จำเป็นต้องหยอด แต่ถ้ารู้สึกเคืองตามาก ก็หยอดบ่อยๆ ได้ตามต้องการ

ข้อควรระวังในการใช้น้ำตาเทียม
ผู้ป่วยที่ตาแห้งน้อย หยอดตาไม่กินวันละ 4 - 5 ครั้ง สามารถใช้ยาหยอดตาชนิกขวดที่มีสารกันบูดได้ กรณีผู้ป่วยที่ตาแห้งมาก และหยอดตามากกว่าวันละ 6 ครั้ง จักษุแพทย์จะสั่งน้ำตาเทียมชนิดพิเศษที่ไม่มีสารกันบูด (Preservative-Free Tear) ให้ใช้แทน ซึ่งมีข้อจำกัดก็คือ ยาจะบรรจุในหลอดเล็ก เมื่อเปิดใช้แล้วต้องใช้ให้หมดภายใน 16 ชั่วโมง หากใช้นานกว่านี้ อาจะเกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรค

5. การอุดรูระบายน้ำตา สำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้งอย่างรุนแรง จักษุแพทย์จะใช้วิธีอุดรูระบายน้ำตาเพื่อขังน้ำตาที่มีอยู่ให้หล่อเลี้ยงตาอยู่ได้นานๆ ไม่ปล่อยให้ไหลทิ้งไป เหมือนกับการสร้างเขื่อนกั้นเก็บกักน้ำไว้ใช้
วิธีและขั้นตอนในการอุดรูระบายน้ำตามี 2 วิธี คือ การอุดแบบชั่วคราว และการอุดแบบถาวร --- สำหรับการอุดแบบชั่วคราว จักษุแพทย์จะสอดคอลลาเจนขนาดเล็กเข้าไปในรูท่อน้ำตา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตาขึ้น โดยคอลลาเจนจะสลายไปเอง ภายใน 3 สัปดาห์ สำหรับผู้ป่วยที่มีน้ำตาแห้งมาก จักษุแพทย์จะอุดรูระบายน้ำตาแบบถาวรให้ ทั้งนี้ จะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

ที่มา http://www.happyoppy.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=460576&Ntype=5

Tuesday, October 27, 2009

วันนี้เป็นวันสำคัญเพราะออกจากกินเจเป็นวันแรก และได้รับ email จากอาจารย์

"อกหักดีกว่ารักไม่เป็น... เพราะอกหักยังมีรักใหม่ได้... แต่ถ้ารักไม่เป็น... ถึงจะมีรักก็ไม่สามารถรักษาความรักนั้นให้อยู่ได้" :( เบื่อตัวเองจริงๆ!

Sunday, August 16, 2009

Saturday, August 15, 2009

4 ปี 2 เดือน 5 วัน

ผ่านสี่ปี สองเดือน กับห้าวัน
ชีวิตผัน จากโศกเศร้า สู่สุขสม
ด้วยมานะ พากเพียร ไม่ยอมจม
ผ่านคลื่นลม บากบั่น ไม่ยำเกรง

ชีวิตหนอ แท้จริง ก็แค่นี้
สุดทางที่ เป้าหมาย ดังประสงค์
สำคัญกว่า ตั้งเป้า เจตจำนงค์
จิตมั่นคง เผยแพร่ วิชาการ

Sunday, August 09, 2009

คำถาม-คำตอบ

คนหลายคน ครุ่นคิด ถึงคำถาม
แล้วเดินตาม ค้นหา คำตอบนั้น
ใช้ชีวิต อยู่ทุกเมื่อ เชื่อวัน
คำถามนั้น สำคัญ เช่นไร

อีกหลายคน ค้นคน หาคำตอบ
ตามทางชอบ ทางธรรม นำวิถี
คำตอบนั้น แท้จริง ช่างมากมี

คำตอบที่ ให้ผู้อื่น ใช่ตนเอง

หลายคนใช้เวลาตอบคำถามของตนอยู่ตลอดทั้งชีวิต แต่ไม่ได้คิดว่าคำถามนั้นสำคัญหรือไม่ ที่สำคัญจึงอยู่ที่จะมีผู้ได้รับประโยชน์จากคำตอบต่อคำถามนั้นมากน้อยเพียงไร

Wednesday, August 05, 2009

"ถ้าเราไม่ทำงานชีวิตก็มีแต่ความว่างเปล่า และสูญเสียจิตวิญญาณแห่งการเป็นมนุษย์"

อังคาร กัลยาณพงษ์

Saturday, August 01, 2009

วัดป่า

วัดป่าวังวิโมกข์ จ. น่าน วัดป่าสายหลวงปู่ชา
วัดป่าสุคะโต จ. ชัยภูมิ สายหลวงพ่อคำเขียน
วัดป่านาคนิมิต จ. สกลนคร หลวงปู่มั่นดำริให้สร้างและเคยพำนักอยู่
วัดอรัญวิเวก จ.เชียงใหม่ อาจารย์เปลี่ยน

Monday, July 27, 2009

รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี... รู้ได้อย่างไรว่าตีเพราะรัก?

สมัยอยู๋ ม 1 ผมไม่ชอบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะครูดุมาก ผมถูกคาดโทษว่าจะถูกเฆี่ยน 6 หกทีถ้าไม่ทำงานแบบฝึกหัดแล้วนำมาส่งในวันรุ่งขึ้น เรื่องที่จะทำให้เสร็จนั้นเป็นไปไม่ได้เพระผมเลิกทำการบ้านแบบฝึกหัดมาเป็นเดือนแล้ว ผมเป็นเด็กดื้อและใครก็ห้ามผมไม่ได้ จะเฆี่ยนให้ตายก็ทำไม่ได้เพราะที่ผ่านมาเราไม่ได้สนใจเรียนอะไร แล้วตอนนี้งานคั่งค้างสะสมจะทำอย่างไรให้เสร็จภายในข้ามคืน วันนั้นกลับบ้านไปเป็นกังวลมากว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เพราะครูท่านนี้โหด และตีเด็กแรงที่สุดในโรงเรียนของเรา ผมรู้ดีเพราะผมลองมาหมดแล้ว ไม้เรียวยาวเป็นเมตร เวลาหวดก็เต็มวงสวิงเหมือนตีกอล์ฟ

สมัยนั้น corporal punishment เป็นเรื่องที่ยอมรับกันตามภาษิตของไทย รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี จนคนไทย take it granted ว่าถ้ารักให้ตี ความรักเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้นการตีจึงดีเช่นกัน แต่จริงเป็นตรรกะที่โง่เขลา เพราะไม่ชัดเจน เหมือนพูดว่าผู้ชายสูงกว่าผู้หญิงอย่างนี้ ซึ่งไม่จริงเสมอไป รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี จึงผิดถนัด จริงๆเราเคยคิดสักนิดไหมว่าเป็นเพราะมันฟังเพราะ ได้สัมผัสร้อยกรองตรงคำว่า ผูก กับคำว่า ลูก ทั้งๆที่ก็รู้อยู่ว่า คนนะไม่ใช่วัว สุภาษิตนี้จริงๆใช้ได้แต่กับวัวและต้องเปลี่ยนเป็น รักวัวให้ผูก รักวัวให้ตี ไม่ใช่เอาลูกคนไปเปรียบกับวัว corporal punishment เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เป็นสิ่งผิดกฏหมายเพราะสภาพสังคมเปลี่ยน ครูในปัจจุบันไม่เหมือนครูสมัยก่อนแล้ว

ปัญหาคือผู้ปกครองจะรู้ได้อย่างไรว่าครูที่ตีเด็กนั้นจะต้องรักเด็กคนที่ถูกตีเสมอไป ไม่ใช่พ่อใช่แม่ แต่ที่ทำก็เพราะปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นวัฒนธรรมว่าดีต่างหาก ซึ่งพระพุทธเจ้าก็บอกในหลักวรรณากาลามสูตรว่า อย่าเชื่อเพราะเป็นสิ่งที่ปฏิบัติต่อๆกันมา หรือผมเพิ่มให้อีกข้อหนึ่ง อย่าเชื่อเพราะมันคล้องจองฟังเพราะดี แต่ให้เชื่อเมื่อคิดพิจารญาด้วยปัญญาของตนแล้วเท่านั้น สิ่งที่ใช่ในสมัยหนึ่งอาจไม่ใช่ในเวลาต่อมา คนไทยเชื่อว่าการเฆี่ยนตีจะเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กได้ อาจจะเปลี่ยนได้ก็แต่เด็กหัวอ่อนและยังไม่มีความคิดเป็นของตัวเองกระมัง แต่เมื่อพัฒนาการทางสมองของเด็กมีมากขึ้นแล้ว การตีจะให้ผลในทางกลับกับทันที จึงเหมาะสมกับเอาไปใช้กับวัวซึ่งมี IQ ต่ำกว่าคน หรือเด็กเล็กๆที่พัฒนการทางสมองยังไม่โตเต็มที่เท่านั้น

ไม่ให้ตีแล้วให้ทำอย่างไร

ตอนอยู่ ป 2 พอเข้าแถวเดินขึ้นห้องตอนเช้าหลังเคารพธงชาติหน้าเสาธง ผมเป็นคนเดียวที่ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษจับมานั่งคุกเข่าหน้าห้องเรียนไม่ยอมให้เข้าห้อง เป็นอยู่อย่างนั้นทั้งเทมอ

"มนตรี...เธอออกไปนั่งคุกเข่านอกห้องก่อนเลย เพราะฉันรู้ว่าเดี๋ยวเธอต้องได้ทำอะไรผิดเข้าสักอย่างแน่ ถ้าไม่ทำการบ้านมา ก็ต้องลืมเอาหนังสือเรียนมาอีก"

เพระฉะนั้นทุกชั่วโมงของการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของผม จะเริ่มต้นด้วยการออกไปนั่งคุกเข้าตรงระเบียงทางเดินหน้าห้องตามระเบียบโดยไม่ต้องให้ครูสั่ง เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดเทอม และบางวันคุณพ่ออธิการจะเดินตรวจยามตามระเบียง พร้อมกับไม่เรียว และจะจับเด็กที่นั่งคุกเข่าหน้าประตูห้องตีตรงนั้น โดยไม่ถามอะไรเลย จะเดินไล่ไปเรื่อยๆทั้งตึกเรียนสี่ชั้น ในเทอมต่อมา พ่อผมมอบปากกา Parker เป็นของขวัญให้ครู และเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นอีกตั้งแต่นั้น

โตขี้นมาหน่อยก็เจอครูบางคน ที่ก็ดีแสนดี พอตีเสร็จแล้วยังทำเป็นพูดดีกับเด็ก บอกว่ารักอย่างนั้นอย่างนี้ ว่าที่ตีก็เพราะรักนะ ทำให้เด็กสับสน ตกลงคือครูใช้ผมเป็นเครื่องระบายอารมณ์ใช่ใหม พอโกรธก็ตีผม พอคิดได้ก็รู้สึกผิดมาทำพูดดีด้วยอย่างนั้นอย่างนี้ ครูวางตัวผิด

ที่ถูกคือบอกให้รู้เลยว่าเหมาะสมแล้วที่ต้องถูกตี และให้ชัดเจนกับเด็กด้วยว่าที่ตีเพราะเป็นเหตุจากที่เด็กก่อขึ้น ที่สำคัญคือต้องต้อนเด็กให้จนมุมและยอมรับด้วยเหตุผลว่าเขาคู่ควรได้รับการลงโทษอันทรงเกียรตินี้แล้วจากครูที่ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนเขา และ justify เหตุแห่งการตีให้ชัดเจนที่สุด สมัยที่เรียนมัธยมมีครูผู้หนึ่งที่ตีได้ประทับใจผมมาก แม้จะยังตีเจ็บอยู่ แต่จำได้ว่าครูถามก่อนว่าโตขึ้นเธออยากเป็นอะไร ผมตอบอย่างภาคภูมิใจว่าอนาคตผมอยากเป็นนักเขียนครับ ครูถามว่าถ้าเธอเป็นนักเขียนแล้วไม่มีสำนึกความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของเธอ บุคคลอื่นและสังคมจะได้รับความเสียหายอย่างไร เธอจะเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จหรือไม่ ผมจำไม่ได้ว่าได้ตอบคำถามนี้หรือไม่อย่างไร แต่ไม่สำคัญ เพราะนั้นเป็นคำถามที่มีคำตอบอยู่ในตัวแล้ว ครูไม่ได้ถามให้ตอบ แต่ถามให้คิด พอครูตีผมเสร็จ ผมบอกครูว่าการกระทำเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

Thursday, July 16, 2009

I found today the funny thing about the English verb 'dispose'

If you dispose of something, you no longer want it.

So, if you dispose of a problem, you tackle it or deal with it.

But, if you are disposed to so something, you are inclined to do it.
“กมฺมุนา วตฺตตีโลโก....สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” พุทธภาษิต

Wednesday, July 08, 2009

My next big things!

- The great relaxation
- HUM's Meditation group
- The ice-breaker (English-Thai code-switching) society
- KU student material designers for the blinds
- KU student translators for the CCF children's foundation

Monday, July 06, 2009

กำเนิดภาษาอังกฤษอย่างย่อ (ที่สุด)

ภาษาอังกฤษมีต้นกำเนิดที่เกาะอังกฤษจากภาษาพื้นเมืองเดิมสมัยก่อนศริตกาลของพวก Welsh (Wales) และ Scots (Scotland) ซึ่งมีภาษาที่ใช้กันเป็นกลุ่มภาษา Celtic (หนึ่งในกลุ่ม Indo-European)

ต่อมาช่วงปี 0-400 AD. มีการอภยพของพวก Angles และ Saxons หรือเรียกรวมกันว่า Anglo-saxons (คำว่า Angles ก็เป็นที่มาของคำว่า English ในปัจจุบันนั่นเอง) ซึ่งก็คือพวก Scandinavian (Swedish, Finnish, Nowagian, Dennish ในปัจจุบัน) ซึ่งผู้อภยพกลุ่มนี้นำภาษา Germanic (หนึ่งในกลุ่ม Indo-European เข่นเดียวกันกับ Celtic) เข้ามาทางตะวันออกและตอนใต้ของเกาะอังกฤษ กลุ่มภาษา Celtic เดิมของพวก Welsh และ Scots จึงเกิดผสมผสานกับกลุ่มภาษา Germanic ในยุคนี้เกิดเป็นภาษาอังกฤษในยุคแรก เรียกกันเป็นทางการว่า Old English (OE)

จวบจนกระทั่งยุค 400-800 AD. มีกลุ่ม Vikings อภยพเข้ามาอีก ซึ่งก็คือ Scandinavian นั่นเองแต่พวกนี้ใช้ชีวิตในเรือเดินท้องทะเลและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง กลุ่มนี้นำภาษากลุ่ม Germanic เข้ามาที่เกาะอังกฤษมากขึ้นอีก หลักฐานสำคัญคือบทกวีชื่อ Beowulf ซึ่งเมื่อไม่นานนี้นำมาสร้างเป็นหนังเล่าเรื่องตำนานของ Scandinavian hero ชื่อ Beowulf ปราบอสุรกาย Grendel, แม่ของ Grendel, และมังกรยักษ์ ซึ่งถือว่าเป็นมหากาพย์ (epic) แรกที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ แต่ภาษาอังกฤษในยุคนั้นก็ไม่ได้ใช้กันเป็นทางการ เพราะตอนนั้นเกาะอังกฤษก็อยู่ใต้อาณัติของจักรวรรดิ์ Roman ภาษาทางการที่ใช้จึงเป็น Latin

ต่อมาราว 1,200 AD. พวก Normans (ตอนเหนือของฝรั่งเศส หรือแคว้น Normandy ในฝรั่งเศสปัจจุบัน) นำทัพเข้ามายึดเกาะอังกฤษเป็นเมืองขึ้นจากจักรวรรดิ์โรมัน (Norman's Conquest) ภาษาทางการจึงยังคงเป็น Latin แต่พื้นเมืองเป็น OE ที่ผสมผสานกับ French ยุคแรก ภาษาอังกฤษตั้งแต่ช่วงประมาณ 400-1,200 นี้เองจึงเรียกกันเป็นทางการว่า Middle English (ME)

โดยสรุปภาษาอังกฤษจึงที่มาจากการผสมผสานกันของกลุ่มภาษา Celtic, Germanic, Latin, French ดังจะเห็นได้ว่ามีคำที่ยืมมาใช้จากภาษาเหล่านี้มากมายโดยเฉพาะ Latin ซึ่งมากที่สุด รองมาคือ Germanic และ French ภาษาอังกฤษหลัง Normans' Conquest เป็นต้นมาจนปัจจุบันเรียกกันว่าเป็น Modern English (ModE) หรือบางคนยังแบ่งอีกว่าหลัง 2,000 AD. เป็น Present-Day English (PDE).

Friday, June 26, 2009

มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ: ใครได้ใครเสีย

ข้อดีคือมหวิทยาลัยมีอิสระในเชิงนโยบายและการบริหารมากขึ้น ทำให้สามารถพัฒนาในเชิงวิชาการได้ดีขึ้น เพราะเกิดการแข่งขันระหว่างองค์กรทั้งภายในและภายนอก แต่การแข่งขันนั้นในเวลาเดียวกันก็ยังให้เกิดผลในเชิงธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังสังเกตได้จากการเปิดหลักสูตรมากขั้นเพื่อการอยู่รอดและการแข่งเพราะได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐน้อยลง ปริมาณผู้เรียนต่อหลักสูตรจึงจำเป็นต้องมากขึ้นและนี่อาจกระทบต่อคุณภาพการสอน ตัวอย่างเช่นอาจารย์ผู้สอนต้องตรวจงานนักศึกษาเพิ่มขึ้น อีกทั้งประเด็นต่างๆที่จะตามมา เช่นการวัดผลการศึกษา ฯลฯ อาจารย์ถูกล่อลองด้วยรายได้นอกระบบ (จากการสอนในหลักสูตรพิเศษต่างๆ) จนกลายเป็นกรรมกรในอุตสาหกรรมการศึกษา แทนที่จะเป็นนักวิจัยและค้นคว้าหาองก์ความรู้ให้สังคม

ในแง่มุมของนักศึกษา จะต้องจ่ายค่าหน่วยกิตเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปจ่ายเป็นค่าเงินเดือนให้กับบุคคลากรของสถาบันซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐน้อยลง ประเด็นนี้อยู่ที่ว่ามหาวิทยาลัยจะเพิ่มค่าหน่วยกิตไม่ให้มากกว่าเดิมจนเกินไปได้อย่างไร ถ้าเพิ่มนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ถ้าเพิ่มมากก็จะเป็นปัญหากับนักศึกษาที่ต้องพึ่งกองทุนการศึกษาของรัฐอีก ดังนั้นก็เท่ากับว่าแทนที่รัฐจะลดต้นทุนการสนับสนุนภาคการศึกษา แต่กลับต้องมาปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้นักศึกษาอีก (เท่ากับลดต้นทุนของรัฐจริง แต่ก็ต้องไปจ่ายเพิ่มเป็นเงินกู้ผลตอนแทนต่ำอีก) เพื่อไม่ให้ค่าหน่วยกิตเพิ่มมากจนเกินไปหลังมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับนักศึกษาเพิ่มด้วยเหตุผลแห่ง economy of scale ตามหลักเศรษศาสตร์ ดูผิวเผินเหมือนว่ามหาวิทยาลัยและผู้เรียนได้ประโยชน์ คือมหาวิทยาลัยมีรายได้มากขึ้น ผู้เรียนก็เรียนจบง่ายขึ้น แต่จริงๆในระยะยาวจะเป็นการลดมาตราฐานการศึกษาของสถาบัน ลดมาตราฐานการสอนของอาจารย์ และลดคุณภาพของบัณฑิต เพราะแน่นอนว่าปริมาณนักศึกษาจะมากขึ้นเป็นทวีคูณ แต่คุณภาพต่ำเพราะมหาวิทยาลัยเอาแต่รับเพิ่มๆ เปิดหลักสูตรเพิ่ม อาจารย์เอาแต่สอนภาคพิเศษ ภาคค่ำ บาปตกที่นักศึกษาที่ทุกวันนี้บ่นแต่เรื่องค่าหน่วยกิต ซึ่งจริงๆเป็นเพียงปัญหาแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น

Thursday, June 25, 2009

Emeritus Professor Bob Fagan's (Human Geography) 'criteria for assessing Ph.D. dissertation':

1. Distinct contribution to knowledge
2. Evidence of originality (new facts/theories)
3. Satisfactory literary presentation (lack of ambiguity)
4. Potentiality for getting published (partly or all)

Friday, June 19, 2009

World's most livable cities

Three Australian cities hit the Economist's list of the world's top-ten most livable cities.

1 Vancouver 98.0
2
Vienna 97.9
3 Melbourne 97.5
4
Toronto 97.2
5 Perth 96.6
5
Calgary 96.6
7
Helsinki 96.2
8 Sydney 96.1
8
Geneva 96.1
8
Zurich 96.1

(http://www.wikipedia.com/)
Buddhism

Buddhism is broadly recognized as being composed of two major branches: Theravada, which has a widespread following in Southeast Asia, and Mahayana (including Zen, Shingon and Tebetan Buddhism), found throughout throughout East Asia (www.wikipedia.com).

In Thailand, Theravada is sub-divided into Thammayut and Mahanikaai. Recently another variety seems to have emerged out of the two, the so-called 'Thammakaai', which seems to me like a blend or hybrid between the former two, at least as its name suggests (Thamma- + -kaai).

Friday, June 12, 2009

“หนาวจัง... คิดถึงพี่ไก่จังเลย”

สายมาแล้ว อาจารย์ต๋อมยังนั่งทำงานอยู่ที่ห้องทำงานของคณะเพื่อรอพี่ไก่ สามีที่เป็นอาจารย์ต่างคณะมารับเหมือนเช่นทุกวัน วันนี้พี่ไก่มาสายหน่อยเพราะติดงานเลี้ยงต้อนรับอาจารย์ใหม่ที่เพิ่งเรียนจบจากนอก อาจารย์ต๋อมเลยต้องกินข้าวห่ออยู่ลำพังในห้องทำงานจนเย็นค่ำ เมื่อได้ยินว่ามีอาจารย์จบจากนอกมาใหม่ก็ทำให้นึกถึงสมัยที่แกยังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่อังกฤษ กว่าจะเรียนจบมาได้ก็แทบแย่ ยิ่งในสมัยนั้นแล้วชีวิตนักศึกษาในต่างประเทศจะเปรียบแล้วก็เหมือนอยู่ในคุกดีๆนี่เอง อาหารการกินก็ไม่ถูกปาก อากาศก็หนาวเหน็บ ยิ่งวันไหนหิมะตกแล้วก็จะเงียบเหงาเอามากๆเพราะผู้คนจะไม่ออกมาเดินข้างนอก แม้จะมีอิสรภาพ แต่เหมือนถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแห่งความคิดถึงคนที่รัก ที่กว่าจะเจอกันได้ก็ต่อเมื่อเรียนจบแล้วเท่านั้น จะพูดคุยกันทางโทรศัพท์ก็ได้ไม่นานนักเพราะค่าโทรก็แพงเหลือเกิน จะเขียนจดหมายถึงกันก็ต้องใช้เวลาลาเป็นอาทิตย์กว่าจะถึง ไม่ได้พูดคุยกันได้รวดเร็วทันใจผ่านอินเตอร์เน็ตเหมือนอย่างสมัยนี้

เวลาที่ว้าเหว่ที่สุดสำหรับอาจารย์ต๋อมในสมัยนั้น คงเป็นเวลาเย็นที่ต้องเดินตากลมหนาวกลับบ้านยามค่ำมืดเพียงลำพัง เมื่อถึงบ้านแกก็จะหุงหาอาหารกินอยู่คนเดียว ทานข้าวสวยร้อนๆ กับไข่เจียว และแกงอ่อมอิสานของโปรดแกมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ อาบน้ำและกราบพระก่อนเข้านอน โดยแกจะขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มทับซ้อนกันสามผืนจนหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ทุกวันแกจะคิดถึงพี่ไก่และลูกชายสามขวบที่เมืองไทยจนจับใจ และเฝ้าคิดถึงวันที่แกจะเรียนจบและได้กลับเมืองไทยไปหาลูกและสามีเสียที มีเพียงความหวังแค่นี้แหละที่ทำให้แกมีกำลังใจเรียนหนังสือได้วันหนึ่งวันหนึ่ง เพื่อรอให้ถึงวันนั้น ยิ่งแกคิดถึงลูกและสามีเท่าไหร่ แกก็ยิ่งมุมานะเรียนมากเท่านั้น ที่แกทำได้และมักจะทำเป็นอยู่ประจำก็คือบ่นพ้อกับหม้อหุงข้าวใบน้อยตรานกยูงที่คุณแม่แกซื้อให้เป็นของฝากติดมือมาจากเมืองไทยเท่านั้นแหละ

“เจ้าหม้อหุงข้าวน้อยเอ๋ย... ขอบใจนะแกที่ที่หุงข้าวให้กินทุกวัน จะมีแกก็นี่แหละนะ...เป็นเพื่อนยามยาก... เมื่อไหร่จะเรียนจบสักทีนะ จะได้หิ้วแกกลับเมืองไทยเสียที”

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งอดีตให้หวนคิดถึง ความมุ่งมั่นที่จะเรียนให้จบเพื่อจะได้กลับเมืองไทย ทุกอารมณ์และความรู้สึกนั้น มีเพียงหม้อหุงข้าวใบน้อยที่เข้าใจแกในเวลานั้น มันก็เหมือนกันการที่นักโทษเฝ้ารอวันปล่อยตัว ต่างกันแค่พันธนาการที่ใช้ไม่ได้เป็นโซ่ตรวน แต่งเป็นความรักและความคิดถึงคนที่รักที่ไม่อาจพบหน้าได้เท่านั้น

เผลอแพลบเดียว ยี่สิบปีผ่านไป แต่ความรู้สึกนั้นย้อนกลับมาอีกครั้งในเวลานี้ เวลาที่เธอรอคอยสามีเพียงเพื่อจะได้กลับด้วยกัน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น แต่ความรู้สึกที่รู้ว่ากำลังจะได้เจอคนรักนั้น บางทีก็เป็นความสุขได้มากกว่าการได้เจอจริงๆเสียอีก เพราะยามที่รอคอยการพบเจอนั้นเปี่ยมไปด้วยความหวังอันปิติ แต่เมื่อได้เจอแล้วต่างหากที่บางทีก็กลับเป็นกังวลถึงการพลัดพรากอีกครั้งในอนาคต ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

...

“โทษทีนะต๋อม... ให้รอนานเลย พี่ให้ต๋อมไปกินด้วยกัน ต๋อมก็ไม่ไปนี่ เอ้านี้... เจ้าสายัญเด็กทุนลูกศิษย์พี่ที่เรียนจบมาน่ะ มันอุตส่าห์หิ้วหม้อหุงข้าวกลับมาจากอังกฤษ บอกให้พี่เอาไปให้นิสิต มันว่าหม้อใบนี้ช่วยคนเรียนจบมาหลายรุ่นแล้ว มันได้มาจากรุ่นพี่ แล้วรุ่นพี่ก็ได้ต่อมาจากรุ่นก่อนๆที่เรียนจบไปอีกที ใครจะอยากได้เล่าต๋อม เนี้ยะดูสิ เก่าซะขนาดนี้ ไม่รู้ใช้กันมากี่ปีแล้วยังอุตส่าห์หอบกลับมาอีก”

อาจารย์ต๋อมเงยหน้าขึ้นช้าๆ เบึ่งตาโตมองจ้องหม้อข้าวในมืออาจารย์ไก่อยู่สักครู่

“พี่...ขอต๋อมมองใกล้ๆซิ”

“อ้าวต๋อมสนใจหรอก... เอาไปเลย... พี่ให้ เก่าขนาดนี้ใครจะอยากได้”

อาจารย์ไก่ว่าพร้อมกับยกเอาหม้อหุงข้าวใบนั้นวางไว้บนโต๊ะทำงานของอาจารย์ต๋อม ที่ตอนนี้ยิ่งจ้องมองพิจารณามากยิ่งกว่าเก่า แกค่อยๆเปิดลิ้นชักหยิบแว่นสายตายาวขึ้นใส่เหมือนพยายามจะอ่านข้อความในสลากที่แปะอยู่ด้านข้างให้ชัด บนหม้อหุงข้าวที่มีสัญลักษณ์ตรานกยูงใบนั้น มีข้อความที่เขียนด้วยปากกาลูกลื่นสีดำเป็นภาษาไทยตัวเล็กๆ ซึ่งถ้าไม่สังเกตให้ดีก็จะมองไม่เห็น แม้ข้อความนั้นจะเรืองลางเต็มที แต่ก็ยังพออ่านได้ว่า

“หนาวจัง... คิดถึงพี่ไก่จังเลย”

...

“มันจะงมงายอะไรขนาดนั้น... ฟังเจ้าสายัญมันพูด... อาถรรพ์จริงๆนะอาจารย์ เจ้าของเก่ารักมาก ถ้าลองได้เอาหม้อใบนี้ไปใช้หุงข้าวกินทุกวันแล้ว ที่ว่าเรียนอ่อนยังไง เป็นต้องเรียนจบทุกราย”

...

“ต๋อมทำไมเงียบไปล่ะ... เออ... แต่พี่ว่าสงสัยหม้อใบนี้มันอาจจะศักดิ์สิทธิ์อย่างเขาว่าจริงๆก็ได้นะ... ก็อย่างไอ้สายัญนี่สิ พี่สอนมันมากับมือ เห็นมันไม่เอาถ่านอย่างงี้นะ มันยังจบเอกกับเขาได้นะเนี่ย... มันว่าที่มันจบมาได้ก็เพราะหม้อใบนี้แหละ... พี่ว่า... สงสัยหม้อหุงข้าวมันอยากกลับเมืองไทยมากกว่าว่ะต๋อม... ฮะ ฮะ”

Friday, May 29, 2009

"มีเม็ดทรายนับไม่ถ้วนจำนวนทราย
คนทั้งหลายนับไม่ถ้วนในคุณค่า
เม็ดทรายแกร่งก็เพราะผ่านกาลเวลา
คนจะกล้าก็เพราะผ่านการอดทน"

(เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)

การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง (พุทธคติ)

Saturday, May 23, 2009

ภาษาและวัฒนธรรมสัมพันธ์กันอย่างไร

ภาษาสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่เป็นกำเนิดของภาษานั้นๆ เช่นการใช้สรรพนามในภาษาไทยเรียกผู้อื่นเสมือนเป็นญาติพี่น้องของตน เช่น พี่ น้อง คุณน้า คุณป้า สะท้อนให้เห็นถึงวิถีทางสังคมไทยที่มีพื้นฐานมาจากครอบครัวขยาย อีกตัวอย่างหนึ่งคือวัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับวัยวุฒิ ดังนั้นบทบาทของคำว่า 'พี่' และ 'น้อง' จึงชัดเจน ในขณะที่ภาษาอังกฤษให้ความสำคัญกับบทบาททางเพศมากกว่าวัยวุฒิ ดังนั้นจึงแยกแยะระหว่าง 'brother' และ 'sister' โดยไม่สนใจแยกแยะว่าเป็น 'พี่ชาย' หรือ 'น้องชาย', 'พี่สาว' หรือ 'น้องสาว' ภาษายังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยธำรงรักษาและถ่ายทอดวัฒนธรรมจากสังคมรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง เมื่อสังคมใดไม่มีภาษาแล้ววัฒนธรรมในสังคมนั้นย่อมสิ้นสุดลง แต่จะเป็นไปได้อย่างไรเล่าที่สังคมใดจะมีวัฒนธรรมโดยไม่มีภาษา ที่พอเป็นไปได้อาจเป็นว่ามีแต่ภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน เช่นนั้นแล้วการถ่ายทอดวัฒนธรรมจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งก็อาจไม่ถูกต้องแม่นยำเท่ากับสังคมที่มีภาษาเขียน เพราะสามารถจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรได้ ด้วยเหตุเดียวกันนี้เมื่อวัฒนธรรมเปลี่ยน ภาษาก็เปลี่ยนตามยุคตามสมัย เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม และในขณะเดียวกันวัฒนธรรมก็ต้องพื่งพาภาษาเป็นเครื่องมือถ่ายทอด ทั้งสองจึงสัมพันธ์กันและมีอิทธิพลต่อกันในลักษณะเช่นนี้

Friday, May 22, 2009

“เราอยู่ในร่างกายนี้... ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น พอหมดเวลาก็ต้องคืนเขาไปแล้ว” (Boy)

Thursday, May 21, 2009

ประตูคุกใกล้เปิดแล้ว ต้องรักษาสุขภาพจิตใจให้ดีโดยนั่งสมาธิ และยึดในหลักไตรสิกขา ศีล สมาธิ และปัญญา ส่วนร่างกายก็ออกกำลังกายเข้ายิมวันละหนึ่งชั่งโมง ว่ายน้ำวันละ ุ600 เมตร กินผักผลไม้วันละไม่ต่ำกว่า 5 อย่างทุกวัน และโปรตีนจาก ไข่ เนื้อไก่ และปลา กินอาหารเสริมเป็น Omega-3, Vitamin A, และโปรตีนสังเคราะห์เพิ่ม คุยกับเพื่อนร่วมงานอย่างต่ำวันละครึ่งชั่วโมงทุกวัน เวลาว่างก็หาความรู้ใหม่ออกกำลังกายสมอง และฟังข่าว BBC ทุกวัน

Sunday, May 10, 2009

การเรียนในชั้นเรียนกับแบบวิธีวิจัยอย่างใหนดีกว่ากัน?

แบบวิธีวิจัยดีกว่าเพราะ...
- เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา (พร้อมๆกับสร้างปัญหาใหม่) ด้วยตนเอง
- ไม่ถูกจำกัดด้วยขอบเขตของวิชา
- รู้ลึกลืมยากเพราะเป็นความรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ตรง
- รู้กว้างเพราะต้องอ่านเยอะ (เพื่อหาวิธีแก้ปัญหา)
- ขอ audit เข้าเรียนเฉพาะวิชาที่สนใจได้

แบบเรียนในชั้นเรียนดีกว่าเพราะ...
- เนื้อหาชัดเจนเพราะเป้าหมายถูกกำหนดไว้แล้ว
- สามารถความคุมระยะเวลาและขั้นตอนดำเนินการวิจัยได้ง่ายกว่า
- ส่วนใหญ่ใช้เวลาเรียนเร็วกว่าเพราะไม่ต้องเสียเวลาอ่านงานเยอะเพื่อใช้แก้ปัญหา

Saturday, May 09, 2009

วันนี้เรียนวิชา เต้น hip hop เป็นครั้งแรก ไม่รู้จะนำไปทำประโยชน์อะไรให้สังคมได้ ถ้าเอาไปผสมกับวิชา meditation yoga อาจเป็นประโยชน์ กับการสอนภาษาอังกฤษด้วย drama techniques ได้

Thursday, April 23, 2009

What I've learnt from Pam today:

- Pinpointing the area unexplored in the quoted literature with 'burning questions'.