Thursday, February 23, 2012
Tuesday, February 21, 2012
ปัญหาและอนาคตของสาขาวิชาภาษาอังกฤษ (ป.ตรี ป.โท และ ป.เอก)
วันนี้โครงการปริญญาโทสาขาวิชาภาษาอังกฤษ กำลังประสบภาวะขาดดุลงบประมาณอันสืบเนื่องมาจากค่าใช้จ่ายโครงการสูงกว่ารายรับจากค่าลงทะเบียนของนิสิต ที่เป็นเช่นนี้เพราะตัวแปรสำคัญในการบริหารคือคณาจารย์ที่ไม่สามารถผลักงานวิจัยทั้งวิทยานิพนธ์ และรายงานการค้นคว้าอิสระของนิสิตให้จบลงตามเวลาที่กำหนดได้ แม้หลักสูตรกำหนดระยะเวลาทำวิจัยไว้หนึ่งปี นิสิตรุ่นก่อนๆทำวิทยานิพนธ์กันหลายปีกว่าจะจบ เมื่อนิสิตรุ่นเก่าก่อนยังไม่จบการศึกษา อาจารย์ผู้คุมวิทยานิพนธ์จึงรับนักศึกษารุ่นใหม่ได้จำกัด เป็นผลให้โครงการปริญญาโทจำต้องลดโควต้าการรับนิสิตเข้าศึกษาลงเรื่อยๆทุกปี จนปัจจุบันมีนิสิตปริญญาโทภาคปกติเพียง 5 คน และภาคพิเศษ 15 คน ต่อรุ่น จากจำนวนผู้สมัครนับร้อย อุปทานของตลาดการศึกษาไม่ตอบสนองอุปสงค์ของตลาดการศึกษาที่มีฐานกว้างมากขึ้นๆทุกวัน
ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปโดยไม่แก้ไข โครงการจะต้องใช้กำไรสะสมจากปีก่อนๆมาบริหาร ซึ่งก็จะประคองค่าใช้จ่ายอยู่ได้ไม่นาน และที่สุดก็มีอันต้องปิดหลักสูตรปริญญาโทสาขาวิชาภาษาอังกฤษลงด้วยเหตเพียงเพราะโครงสร้างการบริหารไม่เอื้อหรืออำนวยความสะดวกนิสิตสามารถปิดเล่มวิทยานิพนธ์หรือรายงานค้นคว้าอิสระได้ตามกำหนด เมื่อโครงการปริญญาโทจำต้องปิดตัวลงด้วยเงื่อนไขดังกล่าว ไม่มีใครรับประกันได้ว่าปัญหาขาดดุลงบประมาณจะไม่เกิดขึ้นกับหลักสูตรปริญญเอกด้วยเหตุผลเดียวกัน นี่เป็นเพราะเรายังไม่เห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดกับปริญญาโทเลย ดังนั้นปัญหาเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นอีกเช่นกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะสาเหตุของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข
ถ้าไม่มีหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก เราอาจคิดว่าจะเป็นไรเสีย เพราะเมื่อขาดทุนก็ต้องปิดตัวลงเสียตามกลไกตลาด แต่ที่ชวนให้น่าคิดคือการปิตตัวลงของโครงการไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดการศึกษาเพราะอุปสงค์ในการเรียนภาษาอังกฤษในเมืองไทยพุ่งขึ้นอันสังเกตได้จากจำนวนยอดผู้สมัครเรียน แต่โครงการกลับขาดทุน เป็นเพราะเหตุใด?
คงไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าถ้ามหาวิทยาลัย(English Major)ไม่มีหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอกเสียแล้ว จะเป็นอย่างไร จนกว่าที่จะถึงปี 2558 ที่ประเทศไทยจะร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกประชาคมอาเซี่ยนแล้ว ตามข้อตกลงของ AEC ถึงตอนนี้นักศึกษาจะเป็นผู้เลือกสถาบันการศึกษา ที่จะมีเปิดสาขาวิชาภาษาอังกฤษกันอย่างกว้างขวางเพื่อรองรับแรงงานไทยที่จะไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน และยังไม่นับถึงแรงงานประเทศเพื่อนบ้านที่จะเข้ามาทำงานในเมืองไทยซึ่งจะมีผลให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ต้องใช้ในที่ทำงาน ถึงเวลานั้นสาขาวิชาภาษาอังกฤษจะเปิดกันจนล้นตลาดการศึกษา ถึงเวลานั้นนักศึกษาจะถามว่าทำไมต้องเรียนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัย ทำไมไม่ไปเรียนภาษาอังกฤษที่สถาบันอุดมศึกษาอื่นๆที่มีคณาจารย์จาก สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ หรือ พม่า คณาจารย์จากประเทศเหล่านั้นตอนนี้กำลังเรียนวิชาภาษาไทยกันอย่างขมักเขม้น เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเข้ามาเป็นแรงการการศึกษาในสถาบันภาษาต่างๆในประเทศไทย โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา
เมื่อถึงวันนั้นนแล้วเราจะตอบคำถามนักศึกษาที่ต้องการเรียนวิชาภาษาอังกฤษว่าทำไมต้องเรียนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยว่าอย่างไร เพราะงานวิจัยของสาขาก็ไม่มี นักศึกษาปริญญาโทก็ไม่มี อย่าว่าแต่ปริญญาเอก เรียนจบปริญญาตรีแล้วก็ตันไม่มีการต่อยอดองค์ความรู้ เวลานี้ตลาดการศึกษาอยู่ในภาวะเฟ้อ พูดง่ายๆคือตลาดเป็นของสถาบัน แต่เมื่อประเทศไทยเปิดเสรีทางการศึกษาอันเป็นผลมาจากข้อตกลง AEC แล้ว วันนั้นตลาดจะเป็นของผู้เรียนและคำถามที่อยู่ในใจผู้เรียนนี้คงยากจะหาคำตอบ ถึงวันนี้เราจะไม่ได้ขาดทุนงบประมาณอย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้ แต่เป็นขาดทุนเพราะเป็นสภาพจำยอมเนื่องจากไม่มีใครอยากเรียนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัย ด้วยเข้าใจว่าหลักสูตรของเราไม่เข้มข้น เพราะไม่มีงานวิจัย หรือหลักสูตรโท เอก ต่อยอด หลักสูตรภาษาอังกฤษปริญญาตรีภาษาอังกฤษที่เปิดรับนักศึกษาอยู่เป็นร้อยคนตอนนั้นก็จะประสบภาวะถดถอยเพราะโดยแย่งส่วนแบ่งตลาดจากมหาวิทยาลัยอื่นที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีเช่นกัน ปัญหาที่เกิดปริญญาโทในวันนี้จึงจะกระทบกับระดับปริญญาตรีในอนาคต เรียกง่ายๆว่า เมื่อปริญญาโทล้ม ปริญญาเอกก็เปิดไม่ได้ และที่สุดปริญญาตรีที่เปิดอยู่ก็ขาดจุดขายในเรื่องความน่าเชื่อถือในเชิงคุณภาพทางวิชาการในสายตาของผู้เรียน
วันนี้โครงการปริญญาโทสาขาวิชาภาษาอังกฤษ กำลังประสบภาวะขาดดุลงบประมาณอันสืบเนื่องมาจากค่าใช้จ่ายโครงการสูงกว่ารายรับจากค่าลงทะเบียนของนิสิต ที่เป็นเช่นนี้เพราะตัวแปรสำคัญในการบริหารคือคณาจารย์ที่ไม่สามารถผลักงานวิจัยทั้งวิทยานิพนธ์ และรายงานการค้นคว้าอิสระของนิสิตให้จบลงตามเวลาที่กำหนดได้ แม้หลักสูตรกำหนดระยะเวลาทำวิจัยไว้หนึ่งปี นิสิตรุ่นก่อนๆทำวิทยานิพนธ์กันหลายปีกว่าจะจบ เมื่อนิสิตรุ่นเก่าก่อนยังไม่จบการศึกษา อาจารย์ผู้คุมวิทยานิพนธ์จึงรับนักศึกษารุ่นใหม่ได้จำกัด เป็นผลให้โครงการปริญญาโทจำต้องลดโควต้าการรับนิสิตเข้าศึกษาลงเรื่อยๆทุกปี จนปัจจุบันมีนิสิตปริญญาโทภาคปกติเพียง 5 คน และภาคพิเศษ 15 คน ต่อรุ่น จากจำนวนผู้สมัครนับร้อย อุปทานของตลาดการศึกษาไม่ตอบสนองอุปสงค์ของตลาดการศึกษาที่มีฐานกว้างมากขึ้นๆทุกวัน
ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปโดยไม่แก้ไข โครงการจะต้องใช้กำไรสะสมจากปีก่อนๆมาบริหาร ซึ่งก็จะประคองค่าใช้จ่ายอยู่ได้ไม่นาน และที่สุดก็มีอันต้องปิดหลักสูตรปริญญาโทสาขาวิชาภาษาอังกฤษลงด้วยเหตเพียงเพราะโครงสร้างการบริหารไม่เอื้อหรืออำนวยความสะดวกนิสิตสามารถปิดเล่มวิทยานิพนธ์หรือรายงานค้นคว้าอิสระได้ตามกำหนด เมื่อโครงการปริญญาโทจำต้องปิดตัวลงด้วยเงื่อนไขดังกล่าว ไม่มีใครรับประกันได้ว่าปัญหาขาดดุลงบประมาณจะไม่เกิดขึ้นกับหลักสูตรปริญญเอกด้วยเหตุผลเดียวกัน นี่เป็นเพราะเรายังไม่เห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดกับปริญญาโทเลย ดังนั้นปัญหาเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นอีกเช่นกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะสาเหตุของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข
ถ้าไม่มีหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก เราอาจคิดว่าจะเป็นไรเสีย เพราะเมื่อขาดทุนก็ต้องปิดตัวลงเสียตามกลไกตลาด แต่ที่ชวนให้น่าคิดคือการปิตตัวลงของโครงการไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดการศึกษาเพราะอุปสงค์ในการเรียนภาษาอังกฤษในเมืองไทยพุ่งขึ้นอันสังเกตได้จากจำนวนยอดผู้สมัครเรียน แต่โครงการกลับขาดทุน เป็นเพราะเหตุใด?
คงไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าถ้ามหาวิทยาลัย(English Major)ไม่มีหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอกเสียแล้ว จะเป็นอย่างไร จนกว่าที่จะถึงปี 2558 ที่ประเทศไทยจะร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกประชาคมอาเซี่ยนแล้ว ตามข้อตกลงของ AEC ถึงตอนนี้นักศึกษาจะเป็นผู้เลือกสถาบันการศึกษา ที่จะมีเปิดสาขาวิชาภาษาอังกฤษกันอย่างกว้างขวางเพื่อรองรับแรงงานไทยที่จะไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน และยังไม่นับถึงแรงงานประเทศเพื่อนบ้านที่จะเข้ามาทำงานในเมืองไทยซึ่งจะมีผลให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ต้องใช้ในที่ทำงาน ถึงเวลานั้นสาขาวิชาภาษาอังกฤษจะเปิดกันจนล้นตลาดการศึกษา ถึงเวลานั้นนักศึกษาจะถามว่าทำไมต้องเรียนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัย ทำไมไม่ไปเรียนภาษาอังกฤษที่สถาบันอุดมศึกษาอื่นๆที่มีคณาจารย์จาก สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ หรือ พม่า คณาจารย์จากประเทศเหล่านั้นตอนนี้กำลังเรียนวิชาภาษาไทยกันอย่างขมักเขม้น เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเข้ามาเป็นแรงการการศึกษาในสถาบันภาษาต่างๆในประเทศไทย โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา
เมื่อถึงวันนั้นนแล้วเราจะตอบคำถามนักศึกษาที่ต้องการเรียนวิชาภาษาอังกฤษว่าทำไมต้องเรียนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยว่าอย่างไร เพราะงานวิจัยของสาขาก็ไม่มี นักศึกษาปริญญาโทก็ไม่มี อย่าว่าแต่ปริญญาเอก เรียนจบปริญญาตรีแล้วก็ตันไม่มีการต่อยอดองค์ความรู้ เวลานี้ตลาดการศึกษาอยู่ในภาวะเฟ้อ พูดง่ายๆคือตลาดเป็นของสถาบัน แต่เมื่อประเทศไทยเปิดเสรีทางการศึกษาอันเป็นผลมาจากข้อตกลง AEC แล้ว วันนั้นตลาดจะเป็นของผู้เรียนและคำถามที่อยู่ในใจผู้เรียนนี้คงยากจะหาคำตอบ ถึงวันนี้เราจะไม่ได้ขาดทุนงบประมาณอย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้ แต่เป็นขาดทุนเพราะเป็นสภาพจำยอมเนื่องจากไม่มีใครอยากเรียนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัย ด้วยเข้าใจว่าหลักสูตรของเราไม่เข้มข้น เพราะไม่มีงานวิจัย หรือหลักสูตรโท เอก ต่อยอด หลักสูตรภาษาอังกฤษปริญญาตรีภาษาอังกฤษที่เปิดรับนักศึกษาอยู่เป็นร้อยคนตอนนั้นก็จะประสบภาวะถดถอยเพราะโดยแย่งส่วนแบ่งตลาดจากมหาวิทยาลัยอื่นที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีเช่นกัน ปัญหาที่เกิดปริญญาโทในวันนี้จึงจะกระทบกับระดับปริญญาตรีในอนาคต เรียกง่ายๆว่า เมื่อปริญญาโทล้ม ปริญญาเอกก็เปิดไม่ได้ และที่สุดปริญญาตรีที่เปิดอยู่ก็ขาดจุดขายในเรื่องความน่าเชื่อถือในเชิงคุณภาพทางวิชาการในสายตาของผู้เรียน
Friday, January 27, 2012
วัฏจักรของ credit crunch
เริ่มต้นจากธนาคารปล่อยสินเชื่อโดยใช้หลักทรัพย์เป็นบ้านค้ำประกัน (collateral) กับผู้กู้รายย่อยที่เครดิตต่ำ หรือที่เรียกว่า subprime borrower ซึ่งเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้ธนาคารทุกเดือนตามที่ตกลง ต่อมาภายหลังผ่อนไปผ่อนมาผ่อนไม่หมดสักทีเพราะกลายเป็นผ่อนแต่ดอกเบี้ย ผ่อนต้นไม่ไหว ประกอบกับโครงการบ้านจัดสรรก็เกิดขึ้นผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เกิดภาวะเงินเฟ้อในตลาดอสังหา ทำให้ราคาบ้านที่ธนาคารถือครองไว้เป็นสินทรัพย์ค้ำประกันเกิดราคาตกต่ำ ผู้กู้พิจารณาแล้วว่าจ่ายดอกอย่างเดียวแบบนี้เห็นจะไม่ไหว เก็บเงินผ่อนดอกไปดาวน์บ้านหลังใหม่ดีกว่า เลยปล่อยให้บ้านหลุดไปเป็นของธนาคาร
ธนาคารเองเดิมไม่ได้คิดจะเอาบ้านไปขาย แต่คิดกินยาวจากดอกเบี้ยเงินกู้ เพราะคาดว่าจะได้รับจากผู้กู้ จึงได้ขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินในรูปที่เรียกว่า mortgage-backed securities (MBS) หรือ collateralized debt obligations (CDO) โดยที่ผู้ซื้อจะได้รับดอกเบี้ยจากธนาคารซึ่งธนาคารก็รับมาจากผู้กู้บ้านอีกต่อหนึ่ง เรียกว่าธนาคารกินหัวคิว แต่เมื่อผู้กู้ไม่จ่ายดอกเสียแล้ว ดอกเบี้ยที่จะให้กับลูกค้าที่ซื้อ MBS/CDO ของธนาคารก็ชะงักลง แต่ธนาคารยังมีบ้านของผู้กู้ที่จะขายทอดตลาดอีก แต่เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อกับตลาดอสังหา ทำให้ราคาบ้านที่ธนาคารขายได้จริงลดลงครึ่งหนึ่งของราคาที่ธนาคารประเมิน งานนี้ธนาคารจึงขาดทุนเพราะมูลทรัพย์สินของธนาคารลดลงฮวบ และยังต้องจ่ายเงินเจ้าหนี้ซึ่งก็คือลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินของธนาคารไปอีก
เมื่อธนาคารประสบปัญหาก็ปล่อยกู้ได้น้อยลง ทำให้ธุรกิจต่างๆขายสภาพคล่องกันไปตามๆกัน เพราะขาดแหล่งเงินกู้ เช่นธุรกิจที่มียอดขายเติบโตเร็วเกินไป คือรับคำสั่งขายปัจจุบันได้มากจนต้องขยายทุนเพื่อเพิ่มกำลังผลิต แต่รายได้จากลูกค้าปัจจุบันนำมาสมทบกับอัตราการขยายฐานการผลิตไม่ทัน โดยเฉพาะธุรกิจที่เปิดสินเชื่อให้ลูกค้า ประเภทส่งของไปแล้วแต่ต้องรอ 60-90 วันกว่าจะได้เงิน แล้วจะเอาเงินที่ใหนมาขยายฐานการผลิต หรือถ้าเป็นธุรกิจประเภท trading ยิ่งเห็นชัด เพราะต้องสั่งสินค้าเข้าสต็อกทันที ทั้งๆที่รายได้จากการขายยังไม่ได้รับเพราะเปิดเครดิตให้ลูกค้า 30-90 วัน
ธุรกิจใหญ่น้อยเหล่านี้ต้องมีธนาคารเป็นเพื่อนยามยาก เพื่อหมุนเงินในจังหวะที่เติบโต ยิ่งอัตราการเติบโตเร็วเท่าใด ก็ยิ่งต้องพึ่งเงินกู้ยืมจากธนาคารมากเท่านั้น เมื่อธนาคารลดเงินกู้ก็ทำให้ธุรกิจเหล่านี้ประสบปัญหา หรือถึงขั้นรุนแรงต้องปิดตัวลง ปัญหาการว่างงานก็จะเกิดขึ้นเป็นปลายเหตุ เพราะเหตุนี้ดรรชรีการว่างงานจึงใช้เป็นเรื่องชี้วัดสถานภาพทางเศรษกิจของประเทศได้นั่นเอง เมื่อคนว่างงานมากขึ้น ปัญหาสังคมก็ตามมา
การที่ธนาคารปล่อยกู้น้อยลงเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะชะงักงันทางเศรษกิจหรือ credit crunch สังเตว่าธนาคารเดี๋ยวนี้เวลาจะปล่อยกู้จะประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ต่ำมากๆ เพราะเผื่อไว้เมื่อยามตลาดสังหาราคาตกเพราะเงินเฟ้นในตลาด และ subprime borrowers เบี้ยวหนี้ ธนาคารจะได้ไม่เดือนร้อนเกินไป ที่ดิน 12 ล้าน ธนาคารประเมินราคาที่ปล่อยกู้แค่ 3 ล้าน เป็นอย่างนี้จริงๆ นี้เพราะธนาคารคิดไปเลยว่าคนที่เอาที่ดินมาค้ำไม่มีปัญญามาไถ่คือได้ตามราคาตลาด ก็น่าจะจริง เพราะถ้าขายตามราคาประเมินคงขายไปแล้ว จะมาวางไว้ธนาคารทำไม
Saturday, January 07, 2012
คำอวยพรปีใหม่ 2555 จากในหลวง
ถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง
เราก็ต้องพยายามว่าย
อยู่ท่ามกลางมหาสมุทร
โภคะทั้งหลาย
มิได้สำเร็จ
ด้วยเพียงคิดเท่านั้น
ขอจงมีความสุขความเจริญ 2555
Happy New Year 2012
ถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง
เราก็ต้องพยายามว่าย
อยู่ท่ามกลางมหาสมุทร
โภคะทั้งหลาย
มิได้สำเร็จ
ด้วยเพียงคิดเท่านั้น
ขอจงมีความสุขความเจริญ 2555
Happy New Year 2012
Wednesday, November 30, 2011
A brief explanation of the whole process of international trade!
It all starts with an importer placing an order to a foreign exporter. The exporter issues a Pro Forma for the importer to check and confirm. After the Pro Forma is confirmed, the exporter then hands it over along with the Packing List and a Commercial Invoice (Export Invoice) to a Freight Forwarder. Upon receipt of both documents, the Freight Forwarder then sends a Manifest to the importer to check and confirm. Once the manifest is confirmed, the Freight Forwarder arranges for international transportation carriers, issues Bill of Lading (for ship) or Air Waybill (for plane) to its customs office at the port of departure, and make payment of estimated duties. The freight is then loaded on board the ship or the plane and shipped to the importer's customs office waiting to be released at the arrival port. An Arrival Notice is then sent to the importer by the Freight Forwarder upon arrival of the merchandise in the port. Then, the importer assigns customs broker to make clearance at the port. Documents needed for clearance along with payment of estimated duties are (1) Bill of Lading (a copy sent by the Freight Forwarder), (2) Commercial Invoices (a copy sent by the exporter), and (3) Entry Form as required by the Thai customs. Once entry has been made, the customs broker instructs the trucking company to pick up the merchandise from the international transportation carrier and deliver it to the importer's premise(s).
It all starts with an importer placing an order to a foreign exporter. The exporter issues a Pro Forma for the importer to check and confirm. After the Pro Forma is confirmed, the exporter then hands it over along with the Packing List and a Commercial Invoice (Export Invoice) to a Freight Forwarder. Upon receipt of both documents, the Freight Forwarder then sends a Manifest to the importer to check and confirm. Once the manifest is confirmed, the Freight Forwarder arranges for international transportation carriers, issues Bill of Lading (for ship) or Air Waybill (for plane) to its customs office at the port of departure, and make payment of estimated duties. The freight is then loaded on board the ship or the plane and shipped to the importer's customs office waiting to be released at the arrival port. An Arrival Notice is then sent to the importer by the Freight Forwarder upon arrival of the merchandise in the port. Then, the importer assigns customs broker to make clearance at the port. Documents needed for clearance along with payment of estimated duties are (1) Bill of Lading (a copy sent by the Freight Forwarder), (2) Commercial Invoices (a copy sent by the exporter), and (3) Entry Form as required by the Thai customs. Once entry has been made, the customs broker instructs the trucking company to pick up the merchandise from the international transportation carrier and deliver it to the importer's premise(s).
Saturday, November 12, 2011
UNSEEN KU FLOODED
สภาพเส้นทางถนนงามวงศ์งานเป็นอย่างที่เห็นในภาพ เหมือนเมืองร้าง ใช้เวลาเดินทางไปเดอะมอลล์ประมาณครึ่งชั่วโมงไม่นับเวลารอรถและเดินลุยน้ำออกมาที่ท่ารถ/เรือ ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะกลางถนนใจกลางแยกเกษตร
บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยกษตรศาสตร์ ประตูสอง
Friday, October 21, 2011

Poo Tuozhan Island
ไปผู่โถวซานด้วยตนเอง
จากตังเมืองเซี่ยงไฮ้ นั่งรถไปใต้ดินไปลงที่สถานี Nanpu Bridge ตรงทางออกจากสถานีเป็นที่ตั้งของสถานีขนส่งอยู่ใต้สะพาน Nanpu พอดี สามารถซื้อตั๋วเดินทางไปเกาะ Poo Tuozhan ได้ที่นี่
ซื้อตั๋วแล้ว รอรถบัสที่เดียวกัน ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงถึงเกาะกลางทะเลที่รัฐบาลจีนออกแบบมาให้เป็นเกาะขนลำเลียงสินค้าทางทะเล

ลงเรือโดยสาร ไปยังเกาะอีกประมาณหนึ่งชั่วโมง โดยใช้ตั๋วโดยสารใบเดียวกัน ไม่ต้องซื้อใหม่
ถึงเกาะ Poo Tuozhan สามารถจองที่พักและซื้อตั๋วเที่ยวเกาะได้เลยที่สำนักงานบริเวณท่าเรือ สำหรับที่พักจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการจองบวกเข้าไปจากราคาที่พักจริงนิดหน่อย วัดใหญ่ที่สุดน่าเที่ยวคือวัด Puji และที่ริมหาดมีรูปองค์พระแม่กวนอิมทะเลใต้ยืนเด่นอยู่ให้ผู้แสวงบุญเข้าสักการะ ส่วนเวลากลับก็นั่งเรือแล้วมาต่อรถบัสกลับไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Nanpu Bridge เหมือนตอนมา
Saturday, October 01, 2011
สรุปความเข้าใจ
- หนี้พันธบัตรกรีซที่รัฐบาลยุโรปหลายประเทศถึงไว้ถึงดิว แต่กรีซไม่มีเงินจ่ายหนี้
- ยุโรปเรียกร้องให้ IMF ปล่อยสินเชื่อให้กรีซเอาเงินไปจ่ายหนี้ประเทศในยุโรปก่อน มิฉะนั้นยุโรปจะพลอยล้มกันหมด และทำให้เกิดเศรษฐกิจถดถอย (Recession)
- IMF ถูกกดดันหนัก เลยปล่อยทองที่เก็บอยู่ปริมาณมากที่สุดออกขาย เพื่อเอาเงินไปอุ้มกรีซ
- ปริมาณทองคำในตลาดเพิ่มขึ้นทันที ราคาทองจึงตกฮวบ
- นักลงทุนตื่นการขายทองของ IMF เพราะคิดว่าปัญหาหนี้กรีซเป็นเรื่องใหญ่แล้ว ขนาด IMF เทขายทอง
- นักลงทุนเลยไปถือเงิน USD มากขึ้นแทนการถือทองคำหรือเงินยูโร
- ค่าเงิน USD แข็งขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขเห็นชัดเดือนกันยายนจากต้นเดือน 30 บาท เป็นปลายเดือน 31 บาท
สรุป: ถ้าเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ แล้ว IMF อุดหนี้กรีซไม่อยู่ เดาว่าเงินยูโรจะร่วง ทองคำจะอ่อนค่า แต่เงิน USD จะแข็งค่า นักลงทุนอาจทยอยเก็บซื้อทองคำไว้ได้ทีละน้อยๆได้ ไม่ต้องรีบซื้อเพราะเผื่อราคาทองลงได้อีก อยู่ที่สถานการณ์กู้หนี้กรีซของ IMF
- หนี้พันธบัตรกรีซที่รัฐบาลยุโรปหลายประเทศถึงไว้ถึงดิว แต่กรีซไม่มีเงินจ่ายหนี้
- ยุโรปเรียกร้องให้ IMF ปล่อยสินเชื่อให้กรีซเอาเงินไปจ่ายหนี้ประเทศในยุโรปก่อน มิฉะนั้นยุโรปจะพลอยล้มกันหมด และทำให้เกิดเศรษฐกิจถดถอย (Recession)
- IMF ถูกกดดันหนัก เลยปล่อยทองที่เก็บอยู่ปริมาณมากที่สุดออกขาย เพื่อเอาเงินไปอุ้มกรีซ
- ปริมาณทองคำในตลาดเพิ่มขึ้นทันที ราคาทองจึงตกฮวบ
- นักลงทุนตื่นการขายทองของ IMF เพราะคิดว่าปัญหาหนี้กรีซเป็นเรื่องใหญ่แล้ว ขนาด IMF เทขายทอง
- นักลงทุนเลยไปถือเงิน USD มากขึ้นแทนการถือทองคำหรือเงินยูโร
- ค่าเงิน USD แข็งขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขเห็นชัดเดือนกันยายนจากต้นเดือน 30 บาท เป็นปลายเดือน 31 บาท
สรุป: ถ้าเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ แล้ว IMF อุดหนี้กรีซไม่อยู่ เดาว่าเงินยูโรจะร่วง ทองคำจะอ่อนค่า แต่เงิน USD จะแข็งค่า นักลงทุนอาจทยอยเก็บซื้อทองคำไว้ได้ทีละน้อยๆได้ ไม่ต้องรีบซื้อเพราะเผื่อราคาทองลงได้อีก อยู่ที่สถานการณ์กู้หนี้กรีซของ IMF
Friday, September 09, 2011
Reverse engineering
คือการถอดประกอบเพื่อศีกษาโครงสร้างภายใน วิธีการผลิต รวมถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นๆ พูดง่ายๆสมมุติว่าเราซื้อหุ่นยนต์มาหนึ่งตัว แล้วเอามาถอดประกอบเพื่อดูว่าหุ่นตัวนี้ผลิตอย่างไร เสร็จแล้วนำความรู้ที่ได้ไปผลิตตัวใหม่ซึ่งเป็นของเราเอง เรียกได้ว่าเรากำลัง reverse engineer หุ่นยนต์ตัวนั้นอยู่
อย่างนี้ถึอเป็นการละเมิดสิทธิบัตร (patent) อย่างหนึ่งเพราะไปล้วงเอา know-how ของเขามา ดังนั้นเวลาผู้ส่งออกสินค้าที่มี patent มายังประเทศไทย จึงบังคับให้ Sales agent หรือ distributor ในเมืองไทยเซ็นเอกสารที่บังคับว่าจะไม่ทำ reverse engineering และเปิดเผย know-how ของสินค้าของตน ในเอกสารเรียกว่า Confidentiality and Non-disclosure Agreements เอกสารตัวนี้ยังใช้บังคับให้ร้านค้าขายคอมพิเตอร์ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายของต่างประเทศ ไม่มีสินธิลงโปรแกรมอื่นหรือโปรแกรมผีให้ลูกค้าได้
ปกติสินค้านั้นๆแม้จะมี patent ในประเทศผู้ผลิต แต่ส่งออกมายังประเทศไทยแล้ว ผู้ผลิตยังต้องตามมาจด patent ในประเทศไทยด้วย มิฉะนั้นแล้วจะไม่ถือเป็น legal owner ของสินค้านั้นในประเทศไทย ที่แย่กว่านั้นคือถ้าบริษัทผู้ส่งออกจากต่างประเทศ ไม่ได้ให้ Distributor ในประเทศไทย เซ็นสัญญา Confidentiality and disclosure agreement และบริษัทเองก็ไม่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรในประเทศไทยด้วยตัวเองหรือผ่าน Nominee ด้วยแล้ว ยิ่งแย่ใหญ่เพราะจะไม่มีสภาพเป็น legal owner ของสินค้านั้นๆในประเทศไทยเลย ตรงกันข้ามหากมี Sales agent หัวใสไปจดสิทธิบัตรของเทคโนโลยีการผลิตสินค้านั้นในประเทศไทยแล้ว (อาจศึกษาเองโดยวิธี Reverse engineering) เผลอๆ บริษัทผู้ผลิตเองจะต้องมาเจรจรต่อรองกับบริษัทที่จดทะเบียน patent ในประเทศไทยเพื่อขอซื้อสิทธิในการขายสินค้านั้นๆในประเทศไทย ทั้งๆตนเองเป็นเจ้าของ Know-how แต่เดิม
กรณีเช่นนี้ดูเหมือนว่าผู้ส่งออกจากต่างประเทศมายังไทยจะเสียเปรียบเรา และดูจะไม่เป็นธรรมกับเขาในการขายสินค้าที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา แต่ถ้ามาดูประเด็นอื่นแต่เป็นเรื่องคล้ายๆ กันแต่มองในมุมกลับกัน เช่น กรณีไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไทยไปสหรัฐอเมริกา และถูกนักวิจัยพันธุ์พืชชาวอเมริกัน นำไปถอดรหัสพันธุ์กรรมแปลงข้าวหอมมะลิเราเป็นสายพันธุ์ใหม่ใบสั้นเตี้ย และปลูกได้ดีที่สภาพอากาศอื่น อย่างนี้ก็น่าจะเป็น reverse engineering ได้
คือการถอดประกอบเพื่อศีกษาโครงสร้างภายใน วิธีการผลิต รวมถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นๆ พูดง่ายๆสมมุติว่าเราซื้อหุ่นยนต์มาหนึ่งตัว แล้วเอามาถอดประกอบเพื่อดูว่าหุ่นตัวนี้ผลิตอย่างไร เสร็จแล้วนำความรู้ที่ได้ไปผลิตตัวใหม่ซึ่งเป็นของเราเอง เรียกได้ว่าเรากำลัง reverse engineer หุ่นยนต์ตัวนั้นอยู่
อย่างนี้ถึอเป็นการละเมิดสิทธิบัตร (patent) อย่างหนึ่งเพราะไปล้วงเอา know-how ของเขามา ดังนั้นเวลาผู้ส่งออกสินค้าที่มี patent มายังประเทศไทย จึงบังคับให้ Sales agent หรือ distributor ในเมืองไทยเซ็นเอกสารที่บังคับว่าจะไม่ทำ reverse engineering และเปิดเผย know-how ของสินค้าของตน ในเอกสารเรียกว่า Confidentiality and Non-disclosure Agreements เอกสารตัวนี้ยังใช้บังคับให้ร้านค้าขายคอมพิเตอร์ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายของต่างประเทศ ไม่มีสินธิลงโปรแกรมอื่นหรือโปรแกรมผีให้ลูกค้าได้
ปกติสินค้านั้นๆแม้จะมี patent ในประเทศผู้ผลิต แต่ส่งออกมายังประเทศไทยแล้ว ผู้ผลิตยังต้องตามมาจด patent ในประเทศไทยด้วย มิฉะนั้นแล้วจะไม่ถือเป็น legal owner ของสินค้านั้นในประเทศไทย ที่แย่กว่านั้นคือถ้าบริษัทผู้ส่งออกจากต่างประเทศ ไม่ได้ให้ Distributor ในประเทศไทย เซ็นสัญญา Confidentiality and disclosure agreement และบริษัทเองก็ไม่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรในประเทศไทยด้วยตัวเองหรือผ่าน Nominee ด้วยแล้ว ยิ่งแย่ใหญ่เพราะจะไม่มีสภาพเป็น legal owner ของสินค้านั้นๆในประเทศไทยเลย ตรงกันข้ามหากมี Sales agent หัวใสไปจดสิทธิบัตรของเทคโนโลยีการผลิตสินค้านั้นในประเทศไทยแล้ว (อาจศึกษาเองโดยวิธี Reverse engineering) เผลอๆ บริษัทผู้ผลิตเองจะต้องมาเจรจรต่อรองกับบริษัทที่จดทะเบียน patent ในประเทศไทยเพื่อขอซื้อสิทธิในการขายสินค้านั้นๆในประเทศไทย ทั้งๆตนเองเป็นเจ้าของ Know-how แต่เดิม
กรณีเช่นนี้ดูเหมือนว่าผู้ส่งออกจากต่างประเทศมายังไทยจะเสียเปรียบเรา และดูจะไม่เป็นธรรมกับเขาในการขายสินค้าที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา แต่ถ้ามาดูประเด็นอื่นแต่เป็นเรื่องคล้ายๆ กันแต่มองในมุมกลับกัน เช่น กรณีไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไทยไปสหรัฐอเมริกา และถูกนักวิจัยพันธุ์พืชชาวอเมริกัน นำไปถอดรหัสพันธุ์กรรมแปลงข้าวหอมมะลิเราเป็นสายพันธุ์ใหม่ใบสั้นเตี้ย และปลูกได้ดีที่สภาพอากาศอื่น อย่างนี้ก็น่าจะเป็น reverse engineering ได้
Saturday, August 06, 2011
เมื่อจดทะเบียนบริษัทแล้วต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าสินค้าของบริษัทต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่เพราะถ้าหากไม่ตรวจสอบให้ดีก่อนจะแก้ไขยากมาก เช่นกิจการค้าขายสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพื่ม แต่ดันไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้วต้องดำเนินการยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มดังนี้
1. เลยตามเลย จ่ายภาษีซื้อให้supplierและเรียกเก็บภาษีขายจากลูกค้า แสดงภาษีซื้อ และภาษีขายในแบบยื่นภาษีทุกเดือน
2. มีรายรับต่ำกว่า 1.8 ล้านเป็นเวลา 3 ปีสำหรับกิจการที่ต้องเสียVAT หรือเป็นผู้มีรายรับต่ำกว่า 1.8 ล้านเป็นเวลา 2 ปีสำหรับกิจการที่ไม่ต้องเสียVAT แต่ขอเข้าระบบ
3. ขอเลิกกิจการ
1. เลยตามเลย จ่ายภาษีซื้อให้supplierและเรียกเก็บภาษีขายจากลูกค้า แสดงภาษีซื้อ และภาษีขายในแบบยื่นภาษีทุกเดือน
2. มีรายรับต่ำกว่า 1.8 ล้านเป็นเวลา 3 ปีสำหรับกิจการที่ต้องเสียVAT หรือเป็นผู้มีรายรับต่ำกว่า 1.8 ล้านเป็นเวลา 2 ปีสำหรับกิจการที่ไม่ต้องเสียVAT แต่ขอเข้าระบบ
3. ขอเลิกกิจการ
Sunday, July 03, 2011
Words in the news:
reconciliation = ปรองดอง
amnesty = นิรโทษกรรม
populist policies = นโยบายประชานิยม
reconciliation = ปรองดอง
amnesty = นิรโทษกรรม
populist policies = นโยบายประชานิยม
Saturday, June 25, 2011
วันนี้เหนื่อย...
บางครั้งเราให้เวลากับการทำงานมากจนเกินไป จนไม่ได้หยุดที่จะคิด... เพื่อทำสิ่งดีๆให้กับตนเอง คนที่รักเรา และสังคมรอบข้าง
บางครั้งเราให้เวลากับการทำงานมากจนเกินไป จนไม่ได้หยุดที่จะคิด... เพื่อทำสิ่งดีๆให้กับตนเอง คนที่รักเรา และสังคมรอบข้าง
Tuesday, May 24, 2011
สัญญาณอันตราย
วันนี้ไปสำนักงานจัดหาแรงงานกับหุ้นส่วน เพื่อหาคนมาทำงาน คนหางานตอนนี้มากจริงๆ แต่ที่น่าแปลกคือเมื่อดู profile บัณฑิตกว่าร้อยราย พบว่าอัตราเงินเดือนที่ต้องการหรือที่เรียกจากนายจ้างได้ไม่ได้แตกต่างจากเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วสมัยที่ผมเป็นบัณฑิตจบใหม่หางานเอง
สังคมไทยกำลังถูกคุกคามด้วยภาวะการศึกษาเฟ้อ (Eduflation) สิบกว่าปีที่แล้ว สาวใช้ตามบ้านได้เงินเดือน 4,000 บาท บัณฑิตจบใหม่ได้เงินเดือน 8,000 บาท มากกว่าสาวใช้ 100% เดี๋ยวนี้สาวใช้ได้เงินเดือน 7,000 บาท บัณฑิตจบใหม่ได้เงินเดือน 10,000 บาท มากกว่าสาวใช้แต่ 40%
อีกสิบปีข้างหน้าเราคงได้เห็นสภาพสังคมแบบประเทศทุนนิยมที่เจริญแล้วหลายๆ ประเทศ ประเทศที่รายได้ของแรงงานรับจ้างสูง เกือบเท่ากับคนทำงานสำนักงาน เพราะแรงงานเหล่านี้กำล้งเป็นที่ต้องการมากขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษกิจที่รวดเร็วจนน่ากลัว แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่น่ากลัวกว่าคือการขยายตัวทางการศึกษาจนเฟ้อ และอุปสงค์ที่มากกว่า อุปทาน เพราะค่านิยมที่แข่งกันซื้อปริญญา ผลดีตกอยู่กับสถาบันการศึกษา บุคคลากร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ผลเสียคือบุคคลการครูเติบโตไม่ทัน คืนคนสอนมีไม่พอกับคนเรียน ทำให้การศึกษาไม่มีคุณภาพ จบแล้วไม่สามารถทำงานในสาขาที่จบจริงๆได้ ผมเรียกสภาพแบบนี้ว่า การศึกษาเฟ้อ หรือ Eduflation (Education + Inflation) ก็แล้วกัน
ประเทศเจริญแล้วอย่าง ออสเตรเลีย กำลังผลิตใบปริญญาเป็นสินค้าส่งออกอย่างเป็นระบบ เพราะรัฐบาลลงมาทำตลาดเอง ทั้งค้าปลีกและค้าส่ง เป็นทั้ง supplier และ dealer ในตัว เข้ามาดึงลูกค้าถึงในต่างประเทศ ส่วนคุณพ่อ คุณแม่ก็เร่งหาเงินมาทั้งชีวิต แล้วซื้อปริญญาให้ลูก ให้กลับมาเป็นบัณฑิตจบนอกแย่งงานบัณฑิตที่จบในประเทศ ส่วนบัณฑิตที่จบในประเทศ หากไม่เร่งพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงแล้ว มีเพียงใบปริญญาใบเดียว ไม่นานรายได้จะไม่ต่างจากแรงงานรับจ้างส่วนใหญ่ในสังคม เช่นช่างทำผม ช่างตัดเสื้อ บริกรร้านอาหาร หมอนวด มอเตอร์ไซด์รับจ้าง เป็นต้น ถึงวันนั้นฟองสบู่การศึกษาจะแตก คือบัณฑิตไม่เพียงตกงาน เพราะต่อให้มีงานทำเงินเดือนก็ยังต่ำกว่าแรงงานรับจ้างเสียอีก เพราะเรียนเป็นอย่างเดียวในระบบการศึกษาที่ขาดคุณภาพ จึงด้อยความสามารถ สุดท้ายบัณฑิตก็ผันตัวเองมาเป็นแรงงานรับจ้างซะเอง เลยไม่รู้ว่าแล้วลงทุนเรียนไปทำไม ความรู้ก็ไม่ได้ รายได้ก็เท่าคนไม่ได้เรียน
สุดท้ายตัดกันที่โอกาสทางสังคม และความสามารถที่แท้จริง อย่างแรกกำหนดไม่ได้ อย่างที่สองพัฒนาได้ บัณฑิตไทยต้องคิดให้เป็น และเร่งเพิ่มมูลค่าของตนให้เร็วที่สุด อย่างมัวแต่เรียนตามครรลองของสังคม หรือเรียนตามเพื่อน อย่าเรียนเพื่อพ่อแม่ แต่ต้องเรียนเพื่อตนเอง ต้องเรียนเพื่อพัฒนาความสามารถของตนอย่างแท้จริง หากคิดจะเรียนตามกระแสก็ต้องเลือกสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการของตลาดจริงๆ แต่หากคิดเรียนแตกต่างจากกระแส ก็ต้องเร่งสร้างจุดขาย ให้โดยเด่น และเรียนด้วยความมุ่งมั่นว่าจะเอาความสามารถอย่างแท้จริงอย่างกัดไม่ปล่อย อย่าเรียนแบบถูกสังคมเพื่อนพ้องพ่อแม่หลอกให้เรียนอีกต่อไป เพราะอีกไม่นานบัณฑิตไทยไม่เพียงจะต้องแข่งกันเอง แต่ยังมีแรงงานจากสนาม ASEAN ที่จะลงมาแข่งขันในประเทศของเราอีก
วันนี้ไปสำนักงานจัดหาแรงงานกับหุ้นส่วน เพื่อหาคนมาทำงาน คนหางานตอนนี้มากจริงๆ แต่ที่น่าแปลกคือเมื่อดู profile บัณฑิตกว่าร้อยราย พบว่าอัตราเงินเดือนที่ต้องการหรือที่เรียกจากนายจ้างได้ไม่ได้แตกต่างจากเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วสมัยที่ผมเป็นบัณฑิตจบใหม่หางานเอง
สังคมไทยกำลังถูกคุกคามด้วยภาวะการศึกษาเฟ้อ (Eduflation) สิบกว่าปีที่แล้ว สาวใช้ตามบ้านได้เงินเดือน 4,000 บาท บัณฑิตจบใหม่ได้เงินเดือน 8,000 บาท มากกว่าสาวใช้ 100% เดี๋ยวนี้สาวใช้ได้เงินเดือน 7,000 บาท บัณฑิตจบใหม่ได้เงินเดือน 10,000 บาท มากกว่าสาวใช้แต่ 40%
อีกสิบปีข้างหน้าเราคงได้เห็นสภาพสังคมแบบประเทศทุนนิยมที่เจริญแล้วหลายๆ ประเทศ ประเทศที่รายได้ของแรงงานรับจ้างสูง เกือบเท่ากับคนทำงานสำนักงาน เพราะแรงงานเหล่านี้กำล้งเป็นที่ต้องการมากขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษกิจที่รวดเร็วจนน่ากลัว แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่น่ากลัวกว่าคือการขยายตัวทางการศึกษาจนเฟ้อ และอุปสงค์ที่มากกว่า อุปทาน เพราะค่านิยมที่แข่งกันซื้อปริญญา ผลดีตกอยู่กับสถาบันการศึกษา บุคคลากร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ผลเสียคือบุคคลการครูเติบโตไม่ทัน คืนคนสอนมีไม่พอกับคนเรียน ทำให้การศึกษาไม่มีคุณภาพ จบแล้วไม่สามารถทำงานในสาขาที่จบจริงๆได้ ผมเรียกสภาพแบบนี้ว่า การศึกษาเฟ้อ หรือ Eduflation (Education + Inflation) ก็แล้วกัน
ประเทศเจริญแล้วอย่าง ออสเตรเลีย กำลังผลิตใบปริญญาเป็นสินค้าส่งออกอย่างเป็นระบบ เพราะรัฐบาลลงมาทำตลาดเอง ทั้งค้าปลีกและค้าส่ง เป็นทั้ง supplier และ dealer ในตัว เข้ามาดึงลูกค้าถึงในต่างประเทศ ส่วนคุณพ่อ คุณแม่ก็เร่งหาเงินมาทั้งชีวิต แล้วซื้อปริญญาให้ลูก ให้กลับมาเป็นบัณฑิตจบนอกแย่งงานบัณฑิตที่จบในประเทศ ส่วนบัณฑิตที่จบในประเทศ หากไม่เร่งพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงแล้ว มีเพียงใบปริญญาใบเดียว ไม่นานรายได้จะไม่ต่างจากแรงงานรับจ้างส่วนใหญ่ในสังคม เช่นช่างทำผม ช่างตัดเสื้อ บริกรร้านอาหาร หมอนวด มอเตอร์ไซด์รับจ้าง เป็นต้น ถึงวันนั้นฟองสบู่การศึกษาจะแตก คือบัณฑิตไม่เพียงตกงาน เพราะต่อให้มีงานทำเงินเดือนก็ยังต่ำกว่าแรงงานรับจ้างเสียอีก เพราะเรียนเป็นอย่างเดียวในระบบการศึกษาที่ขาดคุณภาพ จึงด้อยความสามารถ สุดท้ายบัณฑิตก็ผันตัวเองมาเป็นแรงงานรับจ้างซะเอง เลยไม่รู้ว่าแล้วลงทุนเรียนไปทำไม ความรู้ก็ไม่ได้ รายได้ก็เท่าคนไม่ได้เรียน
สุดท้ายตัดกันที่โอกาสทางสังคม และความสามารถที่แท้จริง อย่างแรกกำหนดไม่ได้ อย่างที่สองพัฒนาได้ บัณฑิตไทยต้องคิดให้เป็น และเร่งเพิ่มมูลค่าของตนให้เร็วที่สุด อย่างมัวแต่เรียนตามครรลองของสังคม หรือเรียนตามเพื่อน อย่าเรียนเพื่อพ่อแม่ แต่ต้องเรียนเพื่อตนเอง ต้องเรียนเพื่อพัฒนาความสามารถของตนอย่างแท้จริง หากคิดจะเรียนตามกระแสก็ต้องเลือกสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการของตลาดจริงๆ แต่หากคิดเรียนแตกต่างจากกระแส ก็ต้องเร่งสร้างจุดขาย ให้โดยเด่น และเรียนด้วยความมุ่งมั่นว่าจะเอาความสามารถอย่างแท้จริงอย่างกัดไม่ปล่อย อย่าเรียนแบบถูกสังคมเพื่อนพ้องพ่อแม่หลอกให้เรียนอีกต่อไป เพราะอีกไม่นานบัณฑิตไทยไม่เพียงจะต้องแข่งกันเอง แต่ยังมีแรงงานจากสนาม ASEAN ที่จะลงมาแข่งขันในประเทศของเราอีก
Saturday, April 30, 2011
Guangzhou's business tripThe 109th China Import and Export Fair
Date: 23-27 April 2011
Venue: China Import and Export Complex
Accommodation: Colorful Days Hotel, Guangzhou
25 Apr 2011: Canton Fair (1)
Checked in at the Colorful Days Hotel in Guangzhou around 1am and found that the room on the first night I booked through http://www.travelchinaguide.com/.com hasn't been reserved for us. So they managed to find a room in another hotel for the first night. Upset but didn't bother because we are tired and had to get ready for the Canton Fair (China's Import and Export Expo), our destination for this business trip, in the morning.
26 Apr 2011: Canton Fair (2)
Twice a year, China hosts an exposition to showcase Chinese's products to attract dealers and wholesalers from around the world to Pazhou C
omplex, the venue for the Canton Fair. We arrived the fair by a hotel shuttle
bus and spent all day finding and chatting with Chinese suppliers. I couldn't help wondering though if all the exhibitors there are really manufacturers or just agencies. The venue is pretty much like Muang Thong Thani, but this is much much bigger and newer. Think of 33 halls with each one the size of two soccer fields! The organizer provides shuttle bus to travel between halls. It's like shopping in a mega department store. The difference is that you can only buy at least 1,000 items for each type of small products, (e.g. key chains, dolls, cups). Few thousands are required for smaller items (e.g. stickers, pens), and few hundreds for bigger ones (e.g. furniture). The picture on the right shows a Thai importer deciding what to import to Thailand.
Checked in at the Colorful Days Hotel in Guangzhou around 1am and found that the room on the first night I booked through http://www.travelchinaguide.com/.com hasn't been reserved for us. So they managed to find a room in another hotel for the first night. Upset but didn't bother because we are tired and had to get ready for the Canton Fair (China's Import and Export Expo), our destination for this business trip, in the morning.26 Apr 2011: Canton Fair (2)
Twice a year, China hosts an exposition to showcase Chinese's products to attract dealers and wholesalers from around the world to Pazhou C
27 Apr 2011: Getting around Guangzhou and shopping at Beijing Street
The best way to g
et around the city of Guangzhou is by subway, or what people here call ‘Metro’. The system is pretty much like Bangkok’s MRT where you go to the ticket selling machine to pay for your route to get a plastic token/coin. English is avaiable at the machine. At the exit, drop the coin to return it. Like in other big cities, the subway is always the best public transportation. That's why it's good to stay in a hotel near the subway station so you can go anywhere in the city in few minutes, including the shopping area on Beijing Street. This is a fashion pedestrian road for shoppers who look for brandname clothes and shoes. In the middle of the fashion street stands a Chinese Buddhist temple, an interesting place to spend half an hour on for spiritual relaxation after getting tired from shopping.
The best way to g
28 Apr 2011: Historic tour and Buddhist temple
Chen Clan Academy
is a must. They preserve old Chinese arts and crafts for tourist to see. The place itself was built in 1894. Just two subway stops away is the Beijing Pedestrian Street where you can enjoy shopping and see modern Chinese teenagers shopping for clothes and having McDonalds.
Chen Clan Academy
The traditional symbol of the city of Guangzhou is the five goats at the Yuexin Park. But now
the symbol of the modern Guangzhou is I think the Guangzhou Tower located by the Pearl River. Both are reachable by the subway. Make sure to check them out and shoot some pictures there. In the afternoon, we went shopping at Shangxiajiu Street. Shops here are older, more local and more traditional than those in Beijing Street.We checked out around 7pm and arrived Baiyun Int’l airport 50 minutes later.
Thursday, February 03, 2011
Words in Business:
L/C = Letter of credit
O/D = Over draft
PE = Price of earning
(อัตราเทียบว่าราคาปัจจุบันของหุ้นนั้นๆเป็นกี่เท่าของกำไรสุทธิที่บริษัททำได้ต่อหุ้น มักใช้เปรียบเทียบระหว่างหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีอัตราการเติบโตของกำไรแตกต่างกัน เมื่อเทียบกับค่า )
Balanced budget = งบประมาณสมดุล
Deficit budget = งบประมาณขาดดุล
Surplus budget = งบประมาณเกินดุล
L/C = Letter of credit
O/D = Over draft
PE = Price of earning
(อัตราเทียบว่าราคาปัจจุบันของหุ้นนั้นๆเป็นกี่เท่าของกำไรสุทธิที่บริษัททำได้ต่อหุ้น มักใช้เปรียบเทียบระหว่างหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีอัตราการเติบโตของกำไรแตกต่างกัน เมื่อเทียบกับค่า )
Balanced budget = งบประมาณสมดุล
Deficit budget = งบประมาณขาดดุล
Surplus budget = งบประมาณเกินดุล
Sunday, January 09, 2011
Thursday, December 02, 2010
Forex หรือ Foreign exchange market คือตลาดกลางในการซื้อขายค่าเงินสกุลต่างๆทั่วโลก วัตถุประสงค์หลักเพื่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ เช่นเพื่อให้ตัวแทนนำเข้าสินค้าจากอังกฤษสามารถจ่ายเงินเป็นยูโรให้กับสำนักพิมพ์ได้ทั้งๆที่รายได้จากการขายก็เป็นเงินบาท ระบบจะเปรียบเทียบว่าเงินมูลค่าเท่าไหร่เทียบได้กับเงินเท่าไหร่ของอีกสกุลหนึ่ง อัตราแลกเปลี่ยนแบบ Forex ยังเอื้อต่อการเก็งค่าเงินอีก และบางครั้งก็เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจนำเข้าส่งออก ซึ่งเป็นธุรกิจที่ sensitive กับเรื่องความผันผวนของค่าเงิน ทำให้ผู้ส่งออกคำนวณราคาขาย (pricing) ในอนาคตไม่ถูก ผู้ส่งออกอาจกำหนดกับคู่ค้ากันเองเลยว่าจะซื้อจะขายกันด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่เท่าไหร่ในอนาคต ซึ่งตลาด Forex ก็จะทำการประมาณการณ์ไว้ให้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสองสกุลเงินในอนาคตจะเป็นเช่นไร
แล้วให้เอาอัตรานั้นเป็นข้อตกลง เช่นผู้นำเข้าหนังสือจากอเมริกาตกลงกับสำนักพิมพ์ด้วยอัตรา 1 ดอลล่าร์ = 31 บาท ณ อีก 3 เดือนข้างหน้า พอถึงเวลานั้นจริงไม่ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นเช่นไรก็จะต้องจ่ายเงินกันที่ราคานี้ ถ้าเผอิญตอนนั้น 1 ดอลล่าร์ = 30 บาท ก็น่าเสียดายสำหรับบริษัทนำเข้าหนังสือนั้นเพราะต้องขาดทุนค่าเงิน แต่ถ้าอีก 3 เดือนข้างหน้าเป็น 1 ดอลล่าร์ = 32 บาท ก็ถือว่าบริษัทคาดการณ์ได้ถูกต้องทำให้เสียค่าหนังสือถูกลงกว่าราคาแท้จริงของตลาดในขณะนั้น
แล้วให้เอาอัตรานั้นเป็นข้อตกลง เช่นผู้นำเข้าหนังสือจากอเมริกาตกลงกับสำนักพิมพ์ด้วยอัตรา 1 ดอลล่าร์ = 31 บาท ณ อีก 3 เดือนข้างหน้า พอถึงเวลานั้นจริงไม่ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นเช่นไรก็จะต้องจ่ายเงินกันที่ราคานี้ ถ้าเผอิญตอนนั้น 1 ดอลล่าร์ = 30 บาท ก็น่าเสียดายสำหรับบริษัทนำเข้าหนังสือนั้นเพราะต้องขาดทุนค่าเงิน แต่ถ้าอีก 3 เดือนข้างหน้าเป็น 1 ดอลล่าร์ = 32 บาท ก็ถือว่าบริษัทคาดการณ์ได้ถูกต้องทำให้เสียค่าหนังสือถูกลงกว่าราคาแท้จริงของตลาดในขณะนั้น
Saturday, October 16, 2010
Live from Korea!
Day 1: Getting to the city
Got off the Incheon Airport and got on a bus to the Myeong Dong bus terminal, the last stop (about 1 hour). Bus fare was 10,000 won. From the bus terminal, I took a taxi to Seoul Int'l Youth Hostel for the cost of 45,000 won. You can wave for the taxi anywhere on the street, but remember cars drive on the right side of the road. If lost, look for young Korean for help. Make your question short and easy so that they can answer just 'yes' or 'no'.
Day 2: Getting around the city with subway
woke up early to travel around Seoul using subway. I bought the T-Money card first at the subway station with the cost of 3,000 won (500 won discount given for if you buy at a mini-mart). Then I topped up the money using the machine. There are touch screen buttons when you can choose to operate the machine in English. I added 5,000 won into the T-Money card. Then I could go around Seoul by subway, each single trip cost 900 won. So after my first trip, my account became 4,100 won. You will see how much money you have left each time you enter the subway gate. The system is pretty much like Bangkok's BTS and MRT, so y
ou can go anywhere in Seoul downtown in few minutes, but KTX here is more systematic. Went first for Isadong (much like Khawsan Road in BKK), then Dongdaemun (like Rachaprasong in BKK), Numdaemun (Sumpeng in BKK Chinatown), and Myeongdong (like Siam Square), where I
had dinner. When dining alone look for the restaurant that serves single meal because some may charge you double and serve you two serves, especially BBQ restaurant. After this tiring day, I went for hot bath at the Yongsan Dragon Hill Jimjilban, next to the Songsan station, subway line 1. Then headed back by subway to the hostel for a good sleep, ready for the presentation the next day.
Day 3: KOTESOL Conference
Located at Sookmyung University, KOTESOL Conference this year has around
one thousand participants from around the world. Had Sumkiebsa for lunch and Pork Galbi for dinner. When going to restaurant, check first if you could have your meal alone. You might have to pay for 2 when you come alone as most Korean restaurant prefer to serve group customers. Just ask them first before you go in. I had a big lunch today as I had to pay for 2. If you mind about this, it's good to have a street food.
Day 4: Presentation day
Did my presentation well today. Then attended other presentations till afternoon.
Checked out from Youth Hostel and headed to Seoul station to buy an unlimited 3-day train pass. The ticket cost 75,000 won. With this ticket I could go around in Korea with no further train costs, just have to go at the counter to book the seat in advance. From here, I took a train to Busan and arrived late afternoon, just enough time to walk around the Haeund
ae beach and enough time for a hot chocolate cup at a cafe nearby. To save the cost, I put lugguage in a locker at Busan subway station (2000 won) and slept at Haeundae Spa center for the cost of 8,000 won.
Day 6:
Train from Busan took about 2.30 hrs to get back to Seoul. Went for a walk along a meandering Cheonggyecheon Stream that run through the city. I started the walk from Gyeongbokgung Palace down to Myeongdong. Put lugguage in a locker at Seoul Station then slept at Dragon Hill Jimjilban.
Day 7:
Waked up 5:00 am and take subway to Seoul Station to get the lugguage and take a shuttle bus from there to Incheon Int'l Airport. The ride took 1 hr, but this time it costs 15,000 won for a non-stop direct route to the airport. Arrived the airport at 7:00, just in time before the take off at 9:35. Arrive Bangkok around 1:00pm.
Day 1: Getting to the city
Got off the Incheon Airport and got on a bus to the Myeong Dong bus terminal, the last stop (about 1 hour). Bus fare was 10,000 won. From the bus terminal, I took a taxi to Seoul Int'l Youth Hostel for the cost of 45,000 won. You can wave for the taxi anywhere on the street, but remember cars drive on the right side of the road. If lost, look for young Korean for help. Make your question short and easy so that they can answer just 'yes' or 'no'.Day 2: Getting around the city with subway
woke up early to travel around Seoul using subway. I bought the T-Money card first at the subway station with the cost of 3,000 won (500 won discount given for if you buy at a mini-mart). Then I topped up the money using the machine. There are touch screen buttons when you can choose to operate the machine in English. I added 5,000 won into the T-Money card. Then I could go around Seoul by subway, each single trip cost 900 won. So after my first trip, my account became 4,100 won. You will see how much money you have left each time you enter the subway gate. The system is pretty much like Bangkok's BTS and MRT, so y
ou can go anywhere in Seoul downtown in few minutes, but KTX here is more systematic. Went first for Isadong (much like Khawsan Road in BKK), then Dongdaemun (like Rachaprasong in BKK), Numdaemun (Sumpeng in BKK Chinatown), and Myeongdong (like Siam Square), where I
had dinner. When dining alone look for the restaurant that serves single meal because some may charge you double and serve you two serves, especially BBQ restaurant. After this tiring day, I went for hot bath at the Yongsan Dragon Hill Jimjilban, next to the Songsan station, subway line 1. Then headed back by subway to the hostel for a good sleep, ready for the presentation the next day.Day 3: KOTESOL Conference
Located at Sookmyung University, KOTESOL Conference this year has around
one thousand participants from around the world. Had Sumkiebsa for lunch and Pork Galbi for dinner. When going to restaurant, check first if you could have your meal alone. You might have to pay for 2 when you come alone as most Korean restaurant prefer to serve group customers. Just ask them first before you go in. I had a big lunch today as I had to pay for 2. If you mind about this, it's good to have a street food.Day 4: Presentation day
Did my presentation well today. Then attended other presentations till afternoon.

Checked out from Youth Hostel and headed to Seoul station to buy an unlimited 3-day train pass. The ticket cost 75,000 won. With this ticket I could go around in Korea with no further train costs, just have to go at the counter to book the seat in advance. From here, I took a train to Busan and arrived late afternoon, just enough time to walk around the Haeund
ae beach and enough time for a hot chocolate cup at a cafe nearby. To save the cost, I put lugguage in a locker at Busan subway station (2000 won) and slept at Haeundae Spa center for the cost of 8,000 won.Day 6:
Train from Busan took about 2.30 hrs to get back to Seoul. Went for a walk along a meandering Cheonggyecheon Stream that run through the city. I started the walk from Gyeongbokgung Palace down to Myeongdong. Put lugguage in a locker at Seoul Station then slept at Dragon Hill Jimjilban.Day 7:
Waked up 5:00 am and take subway to Seoul Station to get the lugguage and take a shuttle bus from there to Incheon Int'l Airport. The ride took 1 hr, but this time it costs 15,000 won for a non-stop direct route to the airport. Arrived the airport at 7:00, just in time before the take off at 9:35. Arrive Bangkok around 1:00pm.
Monday, September 27, 2010
Growth forecast raised to 7.5%
The Finance Ministry's Fiscal Policy Office has raised its economic growth projection for this year to 7.5 % from 5.5 %. The FPO said the inflation rate in June stood at 3.4 %. The value of Thai baht was expected to be about 30 bt per USD by the end of this year. ... The gross domestic product for next year should expand 4-5 % while the inflation rate should rise 3.5 %. The policy interest rate would likely increase to 2 % by year's end and 3 % in 2011.
Bangkok Post 27/09/2010 at 05:00 PM http://www.bangkokpost.com/business/economics/198446/growth
The Finance Ministry's Fiscal Policy Office has raised its economic growth projection for this year to 7.5 % from 5.5 %. The FPO said the inflation rate in June stood at 3.4 %. The value of Thai baht was expected to be about 30 bt per USD by the end of this year. ... The gross domestic product for next year should expand 4-5 % while the inflation rate should rise 3.5 %. The policy interest rate would likely increase to 2 % by year's end and 3 % in 2011.
Bangkok Post 27/09/2010 at 05:00 PM http://www.bangkokpost.com/business/economics/198446/growth
Monday, September 13, 2010
ภาษีทรัพทย์สิน ที่กำลังจะนำมาใช้ในอนาคต ช่วยลดความทับซ้อนของภาษีโรงเรือนและภาษีรายได้ได้อย่างไร
ได้เพราะภาษีทรัพย์สินเก็บตามขนาดที่ดิน ไม่ได้เก็บจากรายได้จากการดำเนินกิจการที่อยู่บนที่ดิน ปัจจุบันการเก็บซ้ำซ้อนเพราะนอกจากเจ้าของอาพาร์ตเม้นต์เสียภาษีรายได้ให้กับกรมสรรพากรแล้ว ทำไมยังต้องคิดคำนวณเก็บภาษีโรงเรือนให้กับเทศบาลโดยดูที่รายได้อีก ถ้าจะเก็บไม่มีปัญหาแต่ไปเก็บในเรื่องขนาดที่ดิน หรืออะไรที่ไม่เกี่ยวกับรายได้ของผู้ประกอบการ เนื่องจากรายได้ของผู้ประกอบการถูกหักภาษีให้กรมสรรพากรไปแล้ว อย่างนี้จึงเรียกว่าซ้ำซ้อน
ภาษีใหม่ถ้าเกิดขึ้นได้จริงจะไม่ซ้ำซ้อน เพราะจะเรียกเก็บเป็นสัดส่วนตามขนาดที่ดิน ไม่ใช่ผลประกอบการซึ่งสรรพากรเรียกเก็บไปแล้ว เพราะเนื้อหาสาระเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการถือครองที่ดินในปริมาณมากๆ แล้วก็ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อะไร แต่กฏหมายนี้ถ้าจะผ่านยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ การเมืองก็มีผล ต้องดูต่อไป
ได้เพราะภาษีทรัพย์สินเก็บตามขนาดที่ดิน ไม่ได้เก็บจากรายได้จากการดำเนินกิจการที่อยู่บนที่ดิน ปัจจุบันการเก็บซ้ำซ้อนเพราะนอกจากเจ้าของอาพาร์ตเม้นต์เสียภาษีรายได้ให้กับกรมสรรพากรแล้ว ทำไมยังต้องคิดคำนวณเก็บภาษีโรงเรือนให้กับเทศบาลโดยดูที่รายได้อีก ถ้าจะเก็บไม่มีปัญหาแต่ไปเก็บในเรื่องขนาดที่ดิน หรืออะไรที่ไม่เกี่ยวกับรายได้ของผู้ประกอบการ เนื่องจากรายได้ของผู้ประกอบการถูกหักภาษีให้กรมสรรพากรไปแล้ว อย่างนี้จึงเรียกว่าซ้ำซ้อน
ภาษีใหม่ถ้าเกิดขึ้นได้จริงจะไม่ซ้ำซ้อน เพราะจะเรียกเก็บเป็นสัดส่วนตามขนาดที่ดิน ไม่ใช่ผลประกอบการซึ่งสรรพากรเรียกเก็บไปแล้ว เพราะเนื้อหาสาระเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการถือครองที่ดินในปริมาณมากๆ แล้วก็ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อะไร แต่กฏหมายนี้ถ้าจะผ่านยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ การเมืองก็มีผล ต้องดูต่อไป
Subscribe to:
Posts (Atom)

