Sunday, August 16, 2009
Saturday, August 15, 2009
4 ปี 2 เดือน 5 วัน
ผ่านสี่ปี สองเดือน กับห้าวัน
ชีวิตผัน จากโศกเศร้า สู่สุขสม
ด้วยมานะ พากเพียร ไม่ยอมจม
ผ่านคลื่นลม บากบั่น ไม่ยำเกรง
ชีวิตหนอ แท้จริง ก็แค่นี้
สุดทางที่ เป้าหมาย ดังประสงค์
สำคัญกว่า ตั้งเป้า เจตจำนงค์
จิตมั่นคง เผยแพร่ วิชาการ
ผ่านสี่ปี สองเดือน กับห้าวัน
ชีวิตผัน จากโศกเศร้า สู่สุขสม
ด้วยมานะ พากเพียร ไม่ยอมจม
ผ่านคลื่นลม บากบั่น ไม่ยำเกรง
ชีวิตหนอ แท้จริง ก็แค่นี้
สุดทางที่ เป้าหมาย ดังประสงค์
สำคัญกว่า ตั้งเป้า เจตจำนงค์
จิตมั่นคง เผยแพร่ วิชาการ
Sunday, August 09, 2009
คำถาม-คำตอบ
คนหลายคน ครุ่นคิด ถึงคำถาม
แล้วเดินตาม ค้นหา คำตอบนั้น
ใช้ชีวิต อยู่ทุกเมื่อ เชื่อวัน
คำถามนั้น สำคัญ เช่นไร
อีกหลายคน ค้นคน หาคำตอบ
ตามทางชอบ ทางธรรม นำวิถี
คำตอบนั้น แท้จริง ช่างมากมี
คำตอบที่ ให้ผู้อื่น ใช่ตนเอง
หลายคนใช้เวลาตอบคำถามของตนอยู่ตลอดทั้งชีวิต แต่ไม่ได้คิดว่าคำถามนั้นสำคัญหรือไม่ ที่สำคัญจึงอยู่ที่จะมีผู้ได้รับประโยชน์จากคำตอบต่อคำถามนั้นมากน้อยเพียงไร
คนหลายคน ครุ่นคิด ถึงคำถาม
แล้วเดินตาม ค้นหา คำตอบนั้น
ใช้ชีวิต อยู่ทุกเมื่อ เชื่อวัน
คำถามนั้น สำคัญ เช่นไร
อีกหลายคน ค้นคน หาคำตอบ
ตามทางชอบ ทางธรรม นำวิถี
คำตอบนั้น แท้จริง ช่างมากมี
คำตอบที่ ให้ผู้อื่น ใช่ตนเอง
หลายคนใช้เวลาตอบคำถามของตนอยู่ตลอดทั้งชีวิต แต่ไม่ได้คิดว่าคำถามนั้นสำคัญหรือไม่ ที่สำคัญจึงอยู่ที่จะมีผู้ได้รับประโยชน์จากคำตอบต่อคำถามนั้นมากน้อยเพียงไร
Wednesday, August 05, 2009
"ถ้าเราไม่ทำงานชีวิตก็มีแต่ความว่างเปล่า และสูญเสียจิตวิญญาณแห่งการเป็นมนุษย์"
อังคาร กัลยาณพงษ์
อังคาร กัลยาณพงษ์
Saturday, August 01, 2009
วัดป่า
วัดป่าวังวิโมกข์ จ. น่าน วัดป่าสายหลวงปู่ชา
วัดป่าสุคะโต จ. ชัยภูมิ สายหลวงพ่อคำเขียน
วัดป่านาคนิมิต จ. สกลนคร หลวงปู่มั่นดำริให้สร้างและเคยพำนักอยู่
วัดอรัญวิเวก จ.เชียงใหม่ อาจารย์เปลี่ยน
วัดป่าวังวิโมกข์ จ. น่าน วัดป่าสายหลวงปู่ชา
วัดป่าสุคะโต จ. ชัยภูมิ สายหลวงพ่อคำเขียน
วัดป่านาคนิมิต จ. สกลนคร หลวงปู่มั่นดำริให้สร้างและเคยพำนักอยู่
วัดอรัญวิเวก จ.เชียงใหม่ อาจารย์เปลี่ยน
Monday, July 27, 2009
รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี... รู้ได้อย่างไรว่าตีเพราะรัก?
สมัยอยู๋ ม 1 ผมไม่ชอบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะครูดุมาก ผมถูกคาดโทษว่าจะถูกเฆี่ยน 6 หกทีถ้าไม่ทำงานแบบฝึกหัดแล้วนำมาส่งในวันรุ่งขึ้น เรื่องที่จะทำให้เสร็จนั้นเป็นไปไม่ได้เพระผมเลิกทำการบ้านแบบฝึกหัดมาเป็นเดือนแล้ว ผมเป็นเด็กดื้อและใครก็ห้ามผมไม่ได้ จะเฆี่ยนให้ตายก็ทำไม่ได้เพราะที่ผ่านมาเราไม่ได้สนใจเรียนอะไร แล้วตอนนี้งานคั่งค้างสะสมจะทำอย่างไรให้เสร็จภายในข้ามคืน วันนั้นกลับบ้านไปเป็นกังวลมากว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เพราะครูท่านนี้โหด และตีเด็กแรงที่สุดในโรงเรียนของเรา ผมรู้ดีเพราะผมลองมาหมดแล้ว ไม้เรียวยาวเป็นเมตร เวลาหวดก็เต็มวงสวิงเหมือนตีกอล์ฟ
สมัยนั้น corporal punishment เป็นเรื่องที่ยอมรับกันตามภาษิตของไทย รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี จนคนไทย take it granted ว่าถ้ารักให้ตี ความรักเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้นการตีจึงดีเช่นกัน แต่จริงเป็นตรรกะที่โง่เขลา เพราะไม่ชัดเจน เหมือนพูดว่าผู้ชายสูงกว่าผู้หญิงอย่างนี้ ซึ่งไม่จริงเสมอไป รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี จึงผิดถนัด จริงๆเราเคยคิดสักนิดไหมว่าเป็นเพราะมันฟังเพราะ ได้สัมผัสร้อยกรองตรงคำว่า ผูก กับคำว่า ลูก ทั้งๆที่ก็รู้อยู่ว่า คนนะไม่ใช่วัว สุภาษิตนี้จริงๆใช้ได้แต่กับวัวและต้องเปลี่ยนเป็น รักวัวให้ผูก รักวัวให้ตี ไม่ใช่เอาลูกคนไปเปรียบกับวัว corporal punishment เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เป็นสิ่งผิดกฏหมายเพราะสภาพสังคมเปลี่ยน ครูในปัจจุบันไม่เหมือนครูสมัยก่อนแล้ว
ปัญหาคือผู้ปกครองจะรู้ได้อย่างไรว่าครูที่ตีเด็กนั้นจะต้องรักเด็กคนที่ถูกตีเสมอไป ไม่ใช่พ่อใช่แม่ แต่ที่ทำก็เพราะปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นวัฒนธรรมว่าดีต่างหาก ซึ่งพระพุทธเจ้าก็บอกในหลักวรรณากาลามสูตรว่า อย่าเชื่อเพราะเป็นสิ่งที่ปฏิบัติต่อๆกันมา หรือผมเพิ่มให้อีกข้อหนึ่ง อย่าเชื่อเพราะมันคล้องจองฟังเพราะดี แต่ให้เชื่อเมื่อคิดพิจารญาด้วยปัญญาของตนแล้วเท่านั้น สิ่งที่ใช่ในสมัยหนึ่งอาจไม่ใช่ในเวลาต่อมา คนไทยเชื่อว่าการเฆี่ยนตีจะเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กได้ อาจจะเปลี่ยนได้ก็แต่เด็กหัวอ่อนและยังไม่มีความคิดเป็นของตัวเองกระมัง แต่เมื่อพัฒนาการทางสมองของเด็กมีมากขึ้นแล้ว การตีจะให้ผลในทางกลับกับทันที จึงเหมาะสมกับเอาไปใช้กับวัวซึ่งมี IQ ต่ำกว่าคน หรือเด็กเล็กๆที่พัฒนการทางสมองยังไม่โตเต็มที่เท่านั้น
ไม่ให้ตีแล้วให้ทำอย่างไร
ตอนอยู่ ป 2 พอเข้าแถวเดินขึ้นห้องตอนเช้าหลังเคารพธงชาติหน้าเสาธง ผมเป็นคนเดียวที่ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษจับมานั่งคุกเข่าหน้าห้องเรียนไม่ยอมให้เข้าห้อง เป็นอยู่อย่างนั้นทั้งเทมอ
"มนตรี...เธอออกไปนั่งคุกเข่านอกห้องก่อนเลย เพราะฉันรู้ว่าเดี๋ยวเธอต้องได้ทำอะไรผิดเข้าสักอย่างแน่ ถ้าไม่ทำการบ้านมา ก็ต้องลืมเอาหนังสือเรียนมาอีก"
เพระฉะนั้นทุกชั่วโมงของการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของผม จะเริ่มต้นด้วยการออกไปนั่งคุกเข้าตรงระเบียงทางเดินหน้าห้องตามระเบียบโดยไม่ต้องให้ครูสั่ง เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดเทอม และบางวันคุณพ่ออธิการจะเดินตรวจยามตามระเบียง พร้อมกับไม่เรียว และจะจับเด็กที่นั่งคุกเข่าหน้าประตูห้องตีตรงนั้น โดยไม่ถามอะไรเลย จะเดินไล่ไปเรื่อยๆทั้งตึกเรียนสี่ชั้น ในเทอมต่อมา พ่อผมมอบปากกา Parker เป็นของขวัญให้ครู และเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นอีกตั้งแต่นั้น
โตขี้นมาหน่อยก็เจอครูบางคน ที่ก็ดีแสนดี พอตีเสร็จแล้วยังทำเป็นพูดดีกับเด็ก บอกว่ารักอย่างนั้นอย่างนี้ ว่าที่ตีก็เพราะรักนะ ทำให้เด็กสับสน ตกลงคือครูใช้ผมเป็นเครื่องระบายอารมณ์ใช่ใหม พอโกรธก็ตีผม พอคิดได้ก็รู้สึกผิดมาทำพูดดีด้วยอย่างนั้นอย่างนี้ ครูวางตัวผิด
ที่ถูกคือบอกให้รู้เลยว่าเหมาะสมแล้วที่ต้องถูกตี และให้ชัดเจนกับเด็กด้วยว่าที่ตีเพราะเป็นเหตุจากที่เด็กก่อขึ้น ที่สำคัญคือต้องต้อนเด็กให้จนมุมและยอมรับด้วยเหตุผลว่าเขาคู่ควรได้รับการลงโทษอันทรงเกียรตินี้แล้วจากครูที่ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนเขา และ justify เหตุแห่งการตีให้ชัดเจนที่สุด สมัยที่เรียนมัธยมมีครูผู้หนึ่งที่ตีได้ประทับใจผมมาก แม้จะยังตีเจ็บอยู่ แต่จำได้ว่าครูถามก่อนว่าโตขึ้นเธออยากเป็นอะไร ผมตอบอย่างภาคภูมิใจว่าอนาคตผมอยากเป็นนักเขียนครับ ครูถามว่าถ้าเธอเป็นนักเขียนแล้วไม่มีสำนึกความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของเธอ บุคคลอื่นและสังคมจะได้รับความเสียหายอย่างไร เธอจะเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จหรือไม่ ผมจำไม่ได้ว่าได้ตอบคำถามนี้หรือไม่อย่างไร แต่ไม่สำคัญ เพราะนั้นเป็นคำถามที่มีคำตอบอยู่ในตัวแล้ว ครูไม่ได้ถามให้ตอบ แต่ถามให้คิด พอครูตีผมเสร็จ ผมบอกครูว่าการกระทำเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก
สมัยอยู๋ ม 1 ผมไม่ชอบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะครูดุมาก ผมถูกคาดโทษว่าจะถูกเฆี่ยน 6 หกทีถ้าไม่ทำงานแบบฝึกหัดแล้วนำมาส่งในวันรุ่งขึ้น เรื่องที่จะทำให้เสร็จนั้นเป็นไปไม่ได้เพระผมเลิกทำการบ้านแบบฝึกหัดมาเป็นเดือนแล้ว ผมเป็นเด็กดื้อและใครก็ห้ามผมไม่ได้ จะเฆี่ยนให้ตายก็ทำไม่ได้เพราะที่ผ่านมาเราไม่ได้สนใจเรียนอะไร แล้วตอนนี้งานคั่งค้างสะสมจะทำอย่างไรให้เสร็จภายในข้ามคืน วันนั้นกลับบ้านไปเป็นกังวลมากว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เพราะครูท่านนี้โหด และตีเด็กแรงที่สุดในโรงเรียนของเรา ผมรู้ดีเพราะผมลองมาหมดแล้ว ไม้เรียวยาวเป็นเมตร เวลาหวดก็เต็มวงสวิงเหมือนตีกอล์ฟ
สมัยนั้น corporal punishment เป็นเรื่องที่ยอมรับกันตามภาษิตของไทย รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี จนคนไทย take it granted ว่าถ้ารักให้ตี ความรักเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้นการตีจึงดีเช่นกัน แต่จริงเป็นตรรกะที่โง่เขลา เพราะไม่ชัดเจน เหมือนพูดว่าผู้ชายสูงกว่าผู้หญิงอย่างนี้ ซึ่งไม่จริงเสมอไป รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี จึงผิดถนัด จริงๆเราเคยคิดสักนิดไหมว่าเป็นเพราะมันฟังเพราะ ได้สัมผัสร้อยกรองตรงคำว่า ผูก กับคำว่า ลูก ทั้งๆที่ก็รู้อยู่ว่า คนนะไม่ใช่วัว สุภาษิตนี้จริงๆใช้ได้แต่กับวัวและต้องเปลี่ยนเป็น รักวัวให้ผูก รักวัวให้ตี ไม่ใช่เอาลูกคนไปเปรียบกับวัว corporal punishment เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เป็นสิ่งผิดกฏหมายเพราะสภาพสังคมเปลี่ยน ครูในปัจจุบันไม่เหมือนครูสมัยก่อนแล้ว
ปัญหาคือผู้ปกครองจะรู้ได้อย่างไรว่าครูที่ตีเด็กนั้นจะต้องรักเด็กคนที่ถูกตีเสมอไป ไม่ใช่พ่อใช่แม่ แต่ที่ทำก็เพราะปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นวัฒนธรรมว่าดีต่างหาก ซึ่งพระพุทธเจ้าก็บอกในหลักวรรณากาลามสูตรว่า อย่าเชื่อเพราะเป็นสิ่งที่ปฏิบัติต่อๆกันมา หรือผมเพิ่มให้อีกข้อหนึ่ง อย่าเชื่อเพราะมันคล้องจองฟังเพราะดี แต่ให้เชื่อเมื่อคิดพิจารญาด้วยปัญญาของตนแล้วเท่านั้น สิ่งที่ใช่ในสมัยหนึ่งอาจไม่ใช่ในเวลาต่อมา คนไทยเชื่อว่าการเฆี่ยนตีจะเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กได้ อาจจะเปลี่ยนได้ก็แต่เด็กหัวอ่อนและยังไม่มีความคิดเป็นของตัวเองกระมัง แต่เมื่อพัฒนาการทางสมองของเด็กมีมากขึ้นแล้ว การตีจะให้ผลในทางกลับกับทันที จึงเหมาะสมกับเอาไปใช้กับวัวซึ่งมี IQ ต่ำกว่าคน หรือเด็กเล็กๆที่พัฒนการทางสมองยังไม่โตเต็มที่เท่านั้น
ไม่ให้ตีแล้วให้ทำอย่างไร
ตอนอยู่ ป 2 พอเข้าแถวเดินขึ้นห้องตอนเช้าหลังเคารพธงชาติหน้าเสาธง ผมเป็นคนเดียวที่ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษจับมานั่งคุกเข่าหน้าห้องเรียนไม่ยอมให้เข้าห้อง เป็นอยู่อย่างนั้นทั้งเทมอ
"มนตรี...เธอออกไปนั่งคุกเข่านอกห้องก่อนเลย เพราะฉันรู้ว่าเดี๋ยวเธอต้องได้ทำอะไรผิดเข้าสักอย่างแน่ ถ้าไม่ทำการบ้านมา ก็ต้องลืมเอาหนังสือเรียนมาอีก"
เพระฉะนั้นทุกชั่วโมงของการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของผม จะเริ่มต้นด้วยการออกไปนั่งคุกเข้าตรงระเบียงทางเดินหน้าห้องตามระเบียบโดยไม่ต้องให้ครูสั่ง เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดเทอม และบางวันคุณพ่ออธิการจะเดินตรวจยามตามระเบียง พร้อมกับไม่เรียว และจะจับเด็กที่นั่งคุกเข่าหน้าประตูห้องตีตรงนั้น โดยไม่ถามอะไรเลย จะเดินไล่ไปเรื่อยๆทั้งตึกเรียนสี่ชั้น ในเทอมต่อมา พ่อผมมอบปากกา Parker เป็นของขวัญให้ครู และเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นอีกตั้งแต่นั้น
โตขี้นมาหน่อยก็เจอครูบางคน ที่ก็ดีแสนดี พอตีเสร็จแล้วยังทำเป็นพูดดีกับเด็ก บอกว่ารักอย่างนั้นอย่างนี้ ว่าที่ตีก็เพราะรักนะ ทำให้เด็กสับสน ตกลงคือครูใช้ผมเป็นเครื่องระบายอารมณ์ใช่ใหม พอโกรธก็ตีผม พอคิดได้ก็รู้สึกผิดมาทำพูดดีด้วยอย่างนั้นอย่างนี้ ครูวางตัวผิด
ที่ถูกคือบอกให้รู้เลยว่าเหมาะสมแล้วที่ต้องถูกตี และให้ชัดเจนกับเด็กด้วยว่าที่ตีเพราะเป็นเหตุจากที่เด็กก่อขึ้น ที่สำคัญคือต้องต้อนเด็กให้จนมุมและยอมรับด้วยเหตุผลว่าเขาคู่ควรได้รับการลงโทษอันทรงเกียรตินี้แล้วจากครูที่ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนเขา และ justify เหตุแห่งการตีให้ชัดเจนที่สุด สมัยที่เรียนมัธยมมีครูผู้หนึ่งที่ตีได้ประทับใจผมมาก แม้จะยังตีเจ็บอยู่ แต่จำได้ว่าครูถามก่อนว่าโตขึ้นเธออยากเป็นอะไร ผมตอบอย่างภาคภูมิใจว่าอนาคตผมอยากเป็นนักเขียนครับ ครูถามว่าถ้าเธอเป็นนักเขียนแล้วไม่มีสำนึกความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของเธอ บุคคลอื่นและสังคมจะได้รับความเสียหายอย่างไร เธอจะเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จหรือไม่ ผมจำไม่ได้ว่าได้ตอบคำถามนี้หรือไม่อย่างไร แต่ไม่สำคัญ เพราะนั้นเป็นคำถามที่มีคำตอบอยู่ในตัวแล้ว ครูไม่ได้ถามให้ตอบ แต่ถามให้คิด พอครูตีผมเสร็จ ผมบอกครูว่าการกระทำเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก
Thursday, July 16, 2009
I found today the funny thing about the English verb 'dispose'
If you dispose of something, you no longer want it.
So, if you dispose of a problem, you tackle it or deal with it.
But, if you are disposed to so something, you are inclined to do it.
If you dispose of something, you no longer want it.
So, if you dispose of a problem, you tackle it or deal with it.
But, if you are disposed to so something, you are inclined to do it.
“กมฺมุนา วตฺตตีโลโก....สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” พุทธภาษิต
Wednesday, July 08, 2009
My next big things!
- The great relaxation
- HUM's Meditation group
- KU student translators for the CCF children's foundation
- The great relaxation
- HUM's Meditation group
- The ice-breaker (English-Thai code-switching) society
- KU student material designers for the blinds- KU student translators for the CCF children's foundation
Monday, July 06, 2009
กำเนิดภาษาอังกฤษอย่างย่อ (ที่สุด)
ภาษาอังกฤษมีต้นกำเนิดที่เกาะอังกฤษจากภาษาพื้นเมืองเดิมสมัยก่อนศริตกาลของพวก Welsh (Wales) และ Scots (Scotland) ซึ่งมีภาษาที่ใช้กันเป็นกลุ่มภาษา Celtic (หนึ่งในกลุ่ม Indo-European)
ต่อมาช่วงปี 0-400 AD. มีการอภยพของพวก Angles และ Saxons หรือเรียกรวมกันว่า Anglo-saxons (คำว่า Angles ก็เป็นที่มาของคำว่า English ในปัจจุบันนั่นเอง) ซึ่งก็คือพวก Scandinavian (Swedish, Finnish, Nowagian, Dennish ในปัจจุบัน) ซึ่งผู้อภยพกลุ่มนี้นำภาษา Germanic (หนึ่งในกลุ่ม Indo-European เข่นเดียวกันกับ Celtic) เข้ามาทางตะวันออกและตอนใต้ของเกาะอังกฤษ กลุ่มภาษา Celtic เดิมของพวก Welsh และ Scots จึงเกิดผสมผสานกับกลุ่มภาษา Germanic ในยุคนี้เกิดเป็นภาษาอังกฤษในยุคแรก เรียกกันเป็นทางการว่า Old English (OE)
จวบจนกระทั่งยุค 400-800 AD. มีกลุ่ม Vikings อภยพเข้ามาอีก ซึ่งก็คือ Scandinavian นั่นเองแต่พวกนี้ใช้ชีวิตในเรือเดินท้องทะเลและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง กลุ่มนี้นำภาษากลุ่ม Germanic เข้ามาที่เกาะอังกฤษมากขึ้นอีก หลักฐานสำคัญคือบทกวีชื่อ Beowulf ซึ่งเมื่อไม่นานนี้นำมาสร้างเป็นหนังเล่าเรื่องตำนานของ Scandinavian hero ชื่อ Beowulf ปราบอสุรกาย Grendel, แม่ของ Grendel, และมังกรยักษ์ ซึ่งถือว่าเป็นมหากาพย์ (epic) แรกที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ แต่ภาษาอังกฤษในยุคนั้นก็ไม่ได้ใช้กันเป็นทางการ เพราะตอนนั้นเกาะอังกฤษก็อยู่ใต้อาณัติของจักรวรรดิ์ Roman ภาษาทางการที่ใช้จึงเป็น Latin
ต่อมาราว 1,200 AD. พวก Normans (ตอนเหนือของฝรั่งเศส หรือแคว้น Normandy ในฝรั่งเศสปัจจุบัน) นำทัพเข้ามายึดเกาะอังกฤษเป็นเมืองขึ้นจากจักรวรรดิ์โรมัน (Norman's Conquest) ภาษาทางการจึงยังคงเป็น Latin แต่พื้นเมืองเป็น OE ที่ผสมผสานกับ French ยุคแรก ภาษาอังกฤษตั้งแต่ช่วงประมาณ 400-1,200 นี้เองจึงเรียกกันเป็นทางการว่า Middle English (ME)
โดยสรุปภาษาอังกฤษจึงที่มาจากการผสมผสานกันของกลุ่มภาษา Celtic, Germanic, Latin, French ดังจะเห็นได้ว่ามีคำที่ยืมมาใช้จากภาษาเหล่านี้มากมายโดยเฉพาะ Latin ซึ่งมากที่สุด รองมาคือ Germanic และ French ภาษาอังกฤษหลัง Normans' Conquest เป็นต้นมาจนปัจจุบันเรียกกันว่าเป็น Modern English (ModE) หรือบางคนยังแบ่งอีกว่าหลัง 2,000 AD. เป็น Present-Day English (PDE).
ภาษาอังกฤษมีต้นกำเนิดที่เกาะอังกฤษจากภาษาพื้นเมืองเดิมสมัยก่อนศริตกาลของพวก Welsh (Wales) และ Scots (Scotland) ซึ่งมีภาษาที่ใช้กันเป็นกลุ่มภาษา Celtic (หนึ่งในกลุ่ม Indo-European)
ต่อมาช่วงปี 0-400 AD. มีการอภยพของพวก Angles และ Saxons หรือเรียกรวมกันว่า Anglo-saxons (คำว่า Angles ก็เป็นที่มาของคำว่า English ในปัจจุบันนั่นเอง) ซึ่งก็คือพวก Scandinavian (Swedish, Finnish, Nowagian, Dennish ในปัจจุบัน) ซึ่งผู้อภยพกลุ่มนี้นำภาษา Germanic (หนึ่งในกลุ่ม Indo-European เข่นเดียวกันกับ Celtic) เข้ามาทางตะวันออกและตอนใต้ของเกาะอังกฤษ กลุ่มภาษา Celtic เดิมของพวก Welsh และ Scots จึงเกิดผสมผสานกับกลุ่มภาษา Germanic ในยุคนี้เกิดเป็นภาษาอังกฤษในยุคแรก เรียกกันเป็นทางการว่า Old English (OE)
จวบจนกระทั่งยุค 400-800 AD. มีกลุ่ม Vikings อภยพเข้ามาอีก ซึ่งก็คือ Scandinavian นั่นเองแต่พวกนี้ใช้ชีวิตในเรือเดินท้องทะเลและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง กลุ่มนี้นำภาษากลุ่ม Germanic เข้ามาที่เกาะอังกฤษมากขึ้นอีก หลักฐานสำคัญคือบทกวีชื่อ Beowulf ซึ่งเมื่อไม่นานนี้นำมาสร้างเป็นหนังเล่าเรื่องตำนานของ Scandinavian hero ชื่อ Beowulf ปราบอสุรกาย Grendel, แม่ของ Grendel, และมังกรยักษ์ ซึ่งถือว่าเป็นมหากาพย์ (epic) แรกที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ แต่ภาษาอังกฤษในยุคนั้นก็ไม่ได้ใช้กันเป็นทางการ เพราะตอนนั้นเกาะอังกฤษก็อยู่ใต้อาณัติของจักรวรรดิ์ Roman ภาษาทางการที่ใช้จึงเป็น Latin
ต่อมาราว 1,200 AD. พวก Normans (ตอนเหนือของฝรั่งเศส หรือแคว้น Normandy ในฝรั่งเศสปัจจุบัน) นำทัพเข้ามายึดเกาะอังกฤษเป็นเมืองขึ้นจากจักรวรรดิ์โรมัน (Norman's Conquest) ภาษาทางการจึงยังคงเป็น Latin แต่พื้นเมืองเป็น OE ที่ผสมผสานกับ French ยุคแรก ภาษาอังกฤษตั้งแต่ช่วงประมาณ 400-1,200 นี้เองจึงเรียกกันเป็นทางการว่า Middle English (ME)
โดยสรุปภาษาอังกฤษจึงที่มาจากการผสมผสานกันของกลุ่มภาษา Celtic, Germanic, Latin, French ดังจะเห็นได้ว่ามีคำที่ยืมมาใช้จากภาษาเหล่านี้มากมายโดยเฉพาะ Latin ซึ่งมากที่สุด รองมาคือ Germanic และ French ภาษาอังกฤษหลัง Normans' Conquest เป็นต้นมาจนปัจจุบันเรียกกันว่าเป็น Modern English (ModE) หรือบางคนยังแบ่งอีกว่าหลัง 2,000 AD. เป็น Present-Day English (PDE).
Friday, June 26, 2009
มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ: ใครได้ใครเสีย
ข้อดีคือมหวิทยาลัยมีอิสระในเชิงนโยบายและการบริหารมากขึ้น ทำให้สามารถพัฒนาในเชิงวิชาการได้ดีขึ้น เพราะเกิดการแข่งขันระหว่างองค์กรทั้งภายในและภายนอก แต่การแข่งขันนั้นในเวลาเดียวกันก็ยังให้เกิดผลในเชิงธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังสังเกตได้จากการเปิดหลักสูตรมากขั้นเพื่อการอยู่รอดและการแข่งเพราะได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐน้อยลง ปริมาณผู้เรียนต่อหลักสูตรจึงจำเป็นต้องมากขึ้นและนี่อาจกระทบต่อคุณภาพการสอน ตัวอย่างเช่นอาจารย์ผู้สอนต้องตรวจงานนักศึกษาเพิ่มขึ้น อีกทั้งประเด็นต่างๆที่จะตามมา เช่นการวัดผลการศึกษา ฯลฯ อาจารย์ถูกล่อลองด้วยรายได้นอกระบบ (จากการสอนในหลักสูตรพิเศษต่างๆ) จนกลายเป็นกรรมกรในอุตสาหกรรมการศึกษา แทนที่จะเป็นนักวิจัยและค้นคว้าหาองก์ความรู้ให้สังคม
ในแง่มุมของนักศึกษา จะต้องจ่ายค่าหน่วยกิตเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปจ่ายเป็นค่าเงินเดือนให้กับบุคคลากรของสถาบันซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐน้อยลง ประเด็นนี้อยู่ที่ว่ามหาวิทยาลัยจะเพิ่มค่าหน่วยกิตไม่ให้มากกว่าเดิมจนเกินไปได้อย่างไร ถ้าเพิ่มนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ถ้าเพิ่มมากก็จะเป็นปัญหากับนักศึกษาที่ต้องพึ่งกองทุนการศึกษาของรัฐอีก ดังนั้นก็เท่ากับว่าแทนที่รัฐจะลดต้นทุนการสนับสนุนภาคการศึกษา แต่กลับต้องมาปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้นักศึกษาอีก (เท่ากับลดต้นทุนของรัฐจริง แต่ก็ต้องไปจ่ายเพิ่มเป็นเงินกู้ผลตอนแทนต่ำอีก) เพื่อไม่ให้ค่าหน่วยกิตเพิ่มมากจนเกินไปหลังมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับนักศึกษาเพิ่มด้วยเหตุผลแห่ง economy of scale ตามหลักเศรษศาสตร์ ดูผิวเผินเหมือนว่ามหาวิทยาลัยและผู้เรียนได้ประโยชน์ คือมหาวิทยาลัยมีรายได้มากขึ้น ผู้เรียนก็เรียนจบง่ายขึ้น แต่จริงๆในระยะยาวจะเป็นการลดมาตราฐานการศึกษาของสถาบัน ลดมาตราฐานการสอนของอาจารย์ และลดคุณภาพของบัณฑิต เพราะแน่นอนว่าปริมาณนักศึกษาจะมากขึ้นเป็นทวีคูณ แต่คุณภาพต่ำเพราะมหาวิทยาลัยเอาแต่รับเพิ่มๆ เปิดหลักสูตรเพิ่ม อาจารย์เอาแต่สอนภาคพิเศษ ภาคค่ำ บาปตกที่นักศึกษาที่ทุกวันนี้บ่นแต่เรื่องค่าหน่วยกิต ซึ่งจริงๆเป็นเพียงปัญหาแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
ข้อดีคือมหวิทยาลัยมีอิสระในเชิงนโยบายและการบริหารมากขึ้น ทำให้สามารถพัฒนาในเชิงวิชาการได้ดีขึ้น เพราะเกิดการแข่งขันระหว่างองค์กรทั้งภายในและภายนอก แต่การแข่งขันนั้นในเวลาเดียวกันก็ยังให้เกิดผลในเชิงธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังสังเกตได้จากการเปิดหลักสูตรมากขั้นเพื่อการอยู่รอดและการแข่งเพราะได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐน้อยลง ปริมาณผู้เรียนต่อหลักสูตรจึงจำเป็นต้องมากขึ้นและนี่อาจกระทบต่อคุณภาพการสอน ตัวอย่างเช่นอาจารย์ผู้สอนต้องตรวจงานนักศึกษาเพิ่มขึ้น อีกทั้งประเด็นต่างๆที่จะตามมา เช่นการวัดผลการศึกษา ฯลฯ อาจารย์ถูกล่อลองด้วยรายได้นอกระบบ (จากการสอนในหลักสูตรพิเศษต่างๆ) จนกลายเป็นกรรมกรในอุตสาหกรรมการศึกษา แทนที่จะเป็นนักวิจัยและค้นคว้าหาองก์ความรู้ให้สังคม
ในแง่มุมของนักศึกษา จะต้องจ่ายค่าหน่วยกิตเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปจ่ายเป็นค่าเงินเดือนให้กับบุคคลากรของสถาบันซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐน้อยลง ประเด็นนี้อยู่ที่ว่ามหาวิทยาลัยจะเพิ่มค่าหน่วยกิตไม่ให้มากกว่าเดิมจนเกินไปได้อย่างไร ถ้าเพิ่มนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ถ้าเพิ่มมากก็จะเป็นปัญหากับนักศึกษาที่ต้องพึ่งกองทุนการศึกษาของรัฐอีก ดังนั้นก็เท่ากับว่าแทนที่รัฐจะลดต้นทุนการสนับสนุนภาคการศึกษา แต่กลับต้องมาปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้นักศึกษาอีก (เท่ากับลดต้นทุนของรัฐจริง แต่ก็ต้องไปจ่ายเพิ่มเป็นเงินกู้ผลตอนแทนต่ำอีก) เพื่อไม่ให้ค่าหน่วยกิตเพิ่มมากจนเกินไปหลังมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับนักศึกษาเพิ่มด้วยเหตุผลแห่ง economy of scale ตามหลักเศรษศาสตร์ ดูผิวเผินเหมือนว่ามหาวิทยาลัยและผู้เรียนได้ประโยชน์ คือมหาวิทยาลัยมีรายได้มากขึ้น ผู้เรียนก็เรียนจบง่ายขึ้น แต่จริงๆในระยะยาวจะเป็นการลดมาตราฐานการศึกษาของสถาบัน ลดมาตราฐานการสอนของอาจารย์ และลดคุณภาพของบัณฑิต เพราะแน่นอนว่าปริมาณนักศึกษาจะมากขึ้นเป็นทวีคูณ แต่คุณภาพต่ำเพราะมหาวิทยาลัยเอาแต่รับเพิ่มๆ เปิดหลักสูตรเพิ่ม อาจารย์เอาแต่สอนภาคพิเศษ ภาคค่ำ บาปตกที่นักศึกษาที่ทุกวันนี้บ่นแต่เรื่องค่าหน่วยกิต ซึ่งจริงๆเป็นเพียงปัญหาแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
Thursday, June 25, 2009
Emeritus Professor Bob Fagan's (Human Geography) 'criteria for assessing Ph.D. dissertation':
1. Distinct contribution to knowledge
2. Evidence of originality (new facts/theories)
3. Satisfactory literary presentation (lack of ambiguity)
4. Potentiality for getting published (partly or all)
1. Distinct contribution to knowledge
2. Evidence of originality (new facts/theories)
3. Satisfactory literary presentation (lack of ambiguity)
4. Potentiality for getting published (partly or all)
Friday, June 19, 2009
World's most livable cities
Three Australian cities hit the Economist's list of the world's top-ten most livable cities.
1 Vancouver 98.0
2 Vienna 97.9
3 Melbourne 97.5
4 Toronto 97.2
5 Perth 96.6
5 Calgary 96.6
7 Helsinki 96.2
8 Sydney 96.1
8 Geneva 96.1
8 Zurich 96.1
(http://www.wikipedia.com/)
Three Australian cities hit the Economist's list of the world's top-ten most livable cities.
1 Vancouver 98.0
2 Vienna 97.9
3 Melbourne 97.5
4 Toronto 97.2
5 Perth 96.6
5 Calgary 96.6
7 Helsinki 96.2
8 Sydney 96.1
8 Geneva 96.1
8 Zurich 96.1
(http://www.wikipedia.com/)
Buddhism
Buddhism is broadly recognized as being composed of two major branches: Theravada, which has a widespread following in Southeast Asia, and Mahayana (including Zen, Shingon and Tebetan Buddhism), found throughout throughout East Asia (www.wikipedia.com).
In Thailand, Theravada is sub-divided into Thammayut and Mahanikaai. Recently another variety seems to have emerged out of the two, the so-called 'Thammakaai', which seems to me like a blend or hybrid between the former two, at least as its name suggests (Thamma- + -kaai).
Buddhism is broadly recognized as being composed of two major branches: Theravada, which has a widespread following in Southeast Asia, and Mahayana (including Zen, Shingon and Tebetan Buddhism), found throughout throughout East Asia (www.wikipedia.com).
In Thailand, Theravada is sub-divided into Thammayut and Mahanikaai. Recently another variety seems to have emerged out of the two, the so-called 'Thammakaai', which seems to me like a blend or hybrid between the former two, at least as its name suggests (Thamma- + -kaai).
Friday, June 12, 2009
“หนาวจัง... คิดถึงพี่ไก่จังเลย”
สายมาแล้ว อาจารย์ต๋อมยังนั่งทำงานอยู่ที่ห้องทำงานของคณะเพื่อรอพี่ไก่ สามีที่เป็นอาจารย์ต่างคณะมารับเหมือนเช่นทุกวัน วันนี้พี่ไก่มาสายหน่อยเพราะติดงานเลี้ยงต้อนรับอาจารย์ใหม่ที่เพิ่งเรียนจบจากนอก อาจารย์ต๋อมเลยต้องกินข้าวห่ออยู่ลำพังในห้องทำงานจนเย็นค่ำ เมื่อได้ยินว่ามีอาจารย์จบจากนอกมาใหม่ก็ทำให้นึกถึงสมัยที่แกยังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่อังกฤษ กว่าจะเรียนจบมาได้ก็แทบแย่ ยิ่งในสมัยนั้นแล้วชีวิตนักศึกษาในต่างประเทศจะเปรียบแล้วก็เหมือนอยู่ในคุกดีๆนี่เอง อาหารการกินก็ไม่ถูกปาก อากาศก็หนาวเหน็บ ยิ่งวันไหนหิมะตกแล้วก็จะเงียบเหงาเอามากๆเพราะผู้คนจะไม่ออกมาเดินข้างนอก แม้จะมีอิสรภาพ แต่เหมือนถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแห่งความคิดถึงคนที่รัก ที่กว่าจะเจอกันได้ก็ต่อเมื่อเรียนจบแล้วเท่านั้น จะพูดคุยกันทางโทรศัพท์ก็ได้ไม่นานนักเพราะค่าโทรก็แพงเหลือเกิน จะเขียนจดหมายถึงกันก็ต้องใช้เวลาลาเป็นอาทิตย์กว่าจะถึง ไม่ได้พูดคุยกันได้รวดเร็วทันใจผ่านอินเตอร์เน็ตเหมือนอย่างสมัยนี้
เวลาที่ว้าเหว่ที่สุดสำหรับอาจารย์ต๋อมในสมัยนั้น คงเป็นเวลาเย็นที่ต้องเดินตากลมหนาวกลับบ้านยามค่ำมืดเพียงลำพัง เมื่อถึงบ้านแกก็จะหุงหาอาหารกินอยู่คนเดียว ทานข้าวสวยร้อนๆ กับไข่เจียว และแกงอ่อมอิสานของโปรดแกมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ อาบน้ำและกราบพระก่อนเข้านอน โดยแกจะขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มทับซ้อนกันสามผืนจนหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ทุกวันแกจะคิดถึงพี่ไก่และลูกชายสามขวบที่เมืองไทยจนจับใจ และเฝ้าคิดถึงวันที่แกจะเรียนจบและได้กลับเมืองไทยไปหาลูกและสามีเสียที มีเพียงความหวังแค่นี้แหละที่ทำให้แกมีกำลังใจเรียนหนังสือได้วันหนึ่งวันหนึ่ง เพื่อรอให้ถึงวันนั้น ยิ่งแกคิดถึงลูกและสามีเท่าไหร่ แกก็ยิ่งมุมานะเรียนมากเท่านั้น ที่แกทำได้และมักจะทำเป็นอยู่ประจำก็คือบ่นพ้อกับหม้อหุงข้าวใบน้อยตรานกยูงที่คุณแม่แกซื้อให้เป็นของฝากติดมือมาจากเมืองไทยเท่านั้นแหละ
“เจ้าหม้อหุงข้าวน้อยเอ๋ย... ขอบใจนะแกที่ที่หุงข้าวให้กินทุกวัน จะมีแกก็นี่แหละนะ...เป็นเพื่อนยามยาก... เมื่อไหร่จะเรียนจบสักทีนะ จะได้หิ้วแกกลับเมืองไทยเสียที”
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งอดีตให้หวนคิดถึง ความมุ่งมั่นที่จะเรียนให้จบเพื่อจะได้กลับเมืองไทย ทุกอารมณ์และความรู้สึกนั้น มีเพียงหม้อหุงข้าวใบน้อยที่เข้าใจแกในเวลานั้น มันก็เหมือนกันการที่นักโทษเฝ้ารอวันปล่อยตัว ต่างกันแค่พันธนาการที่ใช้ไม่ได้เป็นโซ่ตรวน แต่งเป็นความรักและความคิดถึงคนที่รักที่ไม่อาจพบหน้าได้เท่านั้น
เผลอแพลบเดียว ยี่สิบปีผ่านไป แต่ความรู้สึกนั้นย้อนกลับมาอีกครั้งในเวลานี้ เวลาที่เธอรอคอยสามีเพียงเพื่อจะได้กลับด้วยกัน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น แต่ความรู้สึกที่รู้ว่ากำลังจะได้เจอคนรักนั้น บางทีก็เป็นความสุขได้มากกว่าการได้เจอจริงๆเสียอีก เพราะยามที่รอคอยการพบเจอนั้นเปี่ยมไปด้วยความหวังอันปิติ แต่เมื่อได้เจอแล้วต่างหากที่บางทีก็กลับเป็นกังวลถึงการพลัดพรากอีกครั้งในอนาคต ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่
...
“โทษทีนะต๋อม... ให้รอนานเลย พี่ให้ต๋อมไปกินด้วยกัน ต๋อมก็ไม่ไปนี่ เอ้านี้... เจ้าสายัญเด็กทุนลูกศิษย์พี่ที่เรียนจบมาน่ะ มันอุตส่าห์หิ้วหม้อหุงข้าวกลับมาจากอังกฤษ บอกให้พี่เอาไปให้นิสิต มันว่าหม้อใบนี้ช่วยคนเรียนจบมาหลายรุ่นแล้ว มันได้มาจากรุ่นพี่ แล้วรุ่นพี่ก็ได้ต่อมาจากรุ่นก่อนๆที่เรียนจบไปอีกที ใครจะอยากได้เล่าต๋อม เนี้ยะดูสิ เก่าซะขนาดนี้ ไม่รู้ใช้กันมากี่ปีแล้วยังอุตส่าห์หอบกลับมาอีก”
อาจารย์ต๋อมเงยหน้าขึ้นช้าๆ เบึ่งตาโตมองจ้องหม้อข้าวในมืออาจารย์ไก่อยู่สักครู่
“พี่...ขอต๋อมมองใกล้ๆซิ”
“อ้าวต๋อมสนใจหรอก... เอาไปเลย... พี่ให้ เก่าขนาดนี้ใครจะอยากได้”
อาจารย์ไก่ว่าพร้อมกับยกเอาหม้อหุงข้าวใบนั้นวางไว้บนโต๊ะทำงานของอาจารย์ต๋อม ที่ตอนนี้ยิ่งจ้องมองพิจารณามากยิ่งกว่าเก่า แกค่อยๆเปิดลิ้นชักหยิบแว่นสายตายาวขึ้นใส่เหมือนพยายามจะอ่านข้อความในสลากที่แปะอยู่ด้านข้างให้ชัด บนหม้อหุงข้าวที่มีสัญลักษณ์ตรานกยูงใบนั้น มีข้อความที่เขียนด้วยปากกาลูกลื่นสีดำเป็นภาษาไทยตัวเล็กๆ ซึ่งถ้าไม่สังเกตให้ดีก็จะมองไม่เห็น แม้ข้อความนั้นจะเรืองลางเต็มที แต่ก็ยังพออ่านได้ว่า
“หนาวจัง... คิดถึงพี่ไก่จังเลย”
...
“มันจะงมงายอะไรขนาดนั้น... ฟังเจ้าสายัญมันพูด... อาถรรพ์จริงๆนะอาจารย์ เจ้าของเก่ารักมาก ถ้าลองได้เอาหม้อใบนี้ไปใช้หุงข้าวกินทุกวันแล้ว ที่ว่าเรียนอ่อนยังไง เป็นต้องเรียนจบทุกราย”
...
“ต๋อมทำไมเงียบไปล่ะ... เออ... แต่พี่ว่าสงสัยหม้อใบนี้มันอาจจะศักดิ์สิทธิ์อย่างเขาว่าจริงๆก็ได้นะ... ก็อย่างไอ้สายัญนี่สิ พี่สอนมันมากับมือ เห็นมันไม่เอาถ่านอย่างงี้นะ มันยังจบเอกกับเขาได้นะเนี่ย... มันว่าที่มันจบมาได้ก็เพราะหม้อใบนี้แหละ... พี่ว่า... สงสัยหม้อหุงข้าวมันอยากกลับเมืองไทยมากกว่าว่ะต๋อม... ฮะ ฮะ”
สายมาแล้ว อาจารย์ต๋อมยังนั่งทำงานอยู่ที่ห้องทำงานของคณะเพื่อรอพี่ไก่ สามีที่เป็นอาจารย์ต่างคณะมารับเหมือนเช่นทุกวัน วันนี้พี่ไก่มาสายหน่อยเพราะติดงานเลี้ยงต้อนรับอาจารย์ใหม่ที่เพิ่งเรียนจบจากนอก อาจารย์ต๋อมเลยต้องกินข้าวห่ออยู่ลำพังในห้องทำงานจนเย็นค่ำ เมื่อได้ยินว่ามีอาจารย์จบจากนอกมาใหม่ก็ทำให้นึกถึงสมัยที่แกยังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่อังกฤษ กว่าจะเรียนจบมาได้ก็แทบแย่ ยิ่งในสมัยนั้นแล้วชีวิตนักศึกษาในต่างประเทศจะเปรียบแล้วก็เหมือนอยู่ในคุกดีๆนี่เอง อาหารการกินก็ไม่ถูกปาก อากาศก็หนาวเหน็บ ยิ่งวันไหนหิมะตกแล้วก็จะเงียบเหงาเอามากๆเพราะผู้คนจะไม่ออกมาเดินข้างนอก แม้จะมีอิสรภาพ แต่เหมือนถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแห่งความคิดถึงคนที่รัก ที่กว่าจะเจอกันได้ก็ต่อเมื่อเรียนจบแล้วเท่านั้น จะพูดคุยกันทางโทรศัพท์ก็ได้ไม่นานนักเพราะค่าโทรก็แพงเหลือเกิน จะเขียนจดหมายถึงกันก็ต้องใช้เวลาลาเป็นอาทิตย์กว่าจะถึง ไม่ได้พูดคุยกันได้รวดเร็วทันใจผ่านอินเตอร์เน็ตเหมือนอย่างสมัยนี้
เวลาที่ว้าเหว่ที่สุดสำหรับอาจารย์ต๋อมในสมัยนั้น คงเป็นเวลาเย็นที่ต้องเดินตากลมหนาวกลับบ้านยามค่ำมืดเพียงลำพัง เมื่อถึงบ้านแกก็จะหุงหาอาหารกินอยู่คนเดียว ทานข้าวสวยร้อนๆ กับไข่เจียว และแกงอ่อมอิสานของโปรดแกมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ อาบน้ำและกราบพระก่อนเข้านอน โดยแกจะขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มทับซ้อนกันสามผืนจนหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ทุกวันแกจะคิดถึงพี่ไก่และลูกชายสามขวบที่เมืองไทยจนจับใจ และเฝ้าคิดถึงวันที่แกจะเรียนจบและได้กลับเมืองไทยไปหาลูกและสามีเสียที มีเพียงความหวังแค่นี้แหละที่ทำให้แกมีกำลังใจเรียนหนังสือได้วันหนึ่งวันหนึ่ง เพื่อรอให้ถึงวันนั้น ยิ่งแกคิดถึงลูกและสามีเท่าไหร่ แกก็ยิ่งมุมานะเรียนมากเท่านั้น ที่แกทำได้และมักจะทำเป็นอยู่ประจำก็คือบ่นพ้อกับหม้อหุงข้าวใบน้อยตรานกยูงที่คุณแม่แกซื้อให้เป็นของฝากติดมือมาจากเมืองไทยเท่านั้นแหละ
“เจ้าหม้อหุงข้าวน้อยเอ๋ย... ขอบใจนะแกที่ที่หุงข้าวให้กินทุกวัน จะมีแกก็นี่แหละนะ...เป็นเพื่อนยามยาก... เมื่อไหร่จะเรียนจบสักทีนะ จะได้หิ้วแกกลับเมืองไทยเสียที”
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งอดีตให้หวนคิดถึง ความมุ่งมั่นที่จะเรียนให้จบเพื่อจะได้กลับเมืองไทย ทุกอารมณ์และความรู้สึกนั้น มีเพียงหม้อหุงข้าวใบน้อยที่เข้าใจแกในเวลานั้น มันก็เหมือนกันการที่นักโทษเฝ้ารอวันปล่อยตัว ต่างกันแค่พันธนาการที่ใช้ไม่ได้เป็นโซ่ตรวน แต่งเป็นความรักและความคิดถึงคนที่รักที่ไม่อาจพบหน้าได้เท่านั้น
เผลอแพลบเดียว ยี่สิบปีผ่านไป แต่ความรู้สึกนั้นย้อนกลับมาอีกครั้งในเวลานี้ เวลาที่เธอรอคอยสามีเพียงเพื่อจะได้กลับด้วยกัน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น แต่ความรู้สึกที่รู้ว่ากำลังจะได้เจอคนรักนั้น บางทีก็เป็นความสุขได้มากกว่าการได้เจอจริงๆเสียอีก เพราะยามที่รอคอยการพบเจอนั้นเปี่ยมไปด้วยความหวังอันปิติ แต่เมื่อได้เจอแล้วต่างหากที่บางทีก็กลับเป็นกังวลถึงการพลัดพรากอีกครั้งในอนาคต ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่
...
“โทษทีนะต๋อม... ให้รอนานเลย พี่ให้ต๋อมไปกินด้วยกัน ต๋อมก็ไม่ไปนี่ เอ้านี้... เจ้าสายัญเด็กทุนลูกศิษย์พี่ที่เรียนจบมาน่ะ มันอุตส่าห์หิ้วหม้อหุงข้าวกลับมาจากอังกฤษ บอกให้พี่เอาไปให้นิสิต มันว่าหม้อใบนี้ช่วยคนเรียนจบมาหลายรุ่นแล้ว มันได้มาจากรุ่นพี่ แล้วรุ่นพี่ก็ได้ต่อมาจากรุ่นก่อนๆที่เรียนจบไปอีกที ใครจะอยากได้เล่าต๋อม เนี้ยะดูสิ เก่าซะขนาดนี้ ไม่รู้ใช้กันมากี่ปีแล้วยังอุตส่าห์หอบกลับมาอีก”
อาจารย์ต๋อมเงยหน้าขึ้นช้าๆ เบึ่งตาโตมองจ้องหม้อข้าวในมืออาจารย์ไก่อยู่สักครู่
“พี่...ขอต๋อมมองใกล้ๆซิ”
“อ้าวต๋อมสนใจหรอก... เอาไปเลย... พี่ให้ เก่าขนาดนี้ใครจะอยากได้”
อาจารย์ไก่ว่าพร้อมกับยกเอาหม้อหุงข้าวใบนั้นวางไว้บนโต๊ะทำงานของอาจารย์ต๋อม ที่ตอนนี้ยิ่งจ้องมองพิจารณามากยิ่งกว่าเก่า แกค่อยๆเปิดลิ้นชักหยิบแว่นสายตายาวขึ้นใส่เหมือนพยายามจะอ่านข้อความในสลากที่แปะอยู่ด้านข้างให้ชัด บนหม้อหุงข้าวที่มีสัญลักษณ์ตรานกยูงใบนั้น มีข้อความที่เขียนด้วยปากกาลูกลื่นสีดำเป็นภาษาไทยตัวเล็กๆ ซึ่งถ้าไม่สังเกตให้ดีก็จะมองไม่เห็น แม้ข้อความนั้นจะเรืองลางเต็มที แต่ก็ยังพออ่านได้ว่า
“หนาวจัง... คิดถึงพี่ไก่จังเลย”
...
“มันจะงมงายอะไรขนาดนั้น... ฟังเจ้าสายัญมันพูด... อาถรรพ์จริงๆนะอาจารย์ เจ้าของเก่ารักมาก ถ้าลองได้เอาหม้อใบนี้ไปใช้หุงข้าวกินทุกวันแล้ว ที่ว่าเรียนอ่อนยังไง เป็นต้องเรียนจบทุกราย”
...
“ต๋อมทำไมเงียบไปล่ะ... เออ... แต่พี่ว่าสงสัยหม้อใบนี้มันอาจจะศักดิ์สิทธิ์อย่างเขาว่าจริงๆก็ได้นะ... ก็อย่างไอ้สายัญนี่สิ พี่สอนมันมากับมือ เห็นมันไม่เอาถ่านอย่างงี้นะ มันยังจบเอกกับเขาได้นะเนี่ย... มันว่าที่มันจบมาได้ก็เพราะหม้อใบนี้แหละ... พี่ว่า... สงสัยหม้อหุงข้าวมันอยากกลับเมืองไทยมากกว่าว่ะต๋อม... ฮะ ฮะ”
Friday, May 29, 2009
"มีเม็ดทรายนับไม่ถ้วนจำนวนทราย
คนทั้งหลายนับไม่ถ้วนในคุณค่า
เม็ดทรายแกร่งก็เพราะผ่านกาลเวลา
คนจะกล้าก็เพราะผ่านการอดทน"
(เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)
การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง (พุทธคติ)
คนทั้งหลายนับไม่ถ้วนในคุณค่า
เม็ดทรายแกร่งก็เพราะผ่านกาลเวลา
คนจะกล้าก็เพราะผ่านการอดทน"
(เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)
การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง (พุทธคติ)
Saturday, May 23, 2009
ภาษาและวัฒนธรรมสัมพันธ์กันอย่างไร
ภาษาสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่เป็นกำเนิดของภาษานั้นๆ เช่นการใช้สรรพนามในภาษาไทยเรียกผู้อื่นเสมือนเป็นญาติพี่น้องของตน เช่น พี่ น้อง คุณน้า คุณป้า สะท้อนให้เห็นถึงวิถีทางสังคมไทยที่มีพื้นฐานมาจากครอบครัวขยาย อีกตัวอย่างหนึ่งคือวัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับวัยวุฒิ ดังนั้นบทบาทของคำว่า 'พี่' และ 'น้อง' จึงชัดเจน ในขณะที่ภาษาอังกฤษให้ความสำคัญกับบทบาททางเพศมากกว่าวัยวุฒิ ดังนั้นจึงแยกแยะระหว่าง 'brother' และ 'sister' โดยไม่สนใจแยกแยะว่าเป็น 'พี่ชาย' หรือ 'น้องชาย', 'พี่สาว' หรือ 'น้องสาว' ภาษายังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยธำรงรักษาและถ่ายทอดวัฒนธรรมจากสังคมรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง เมื่อสังคมใดไม่มีภาษาแล้ววัฒนธรรมในสังคมนั้นย่อมสิ้นสุดลง แต่จะเป็นไปได้อย่างไรเล่าที่สังคมใดจะมีวัฒนธรรมโดยไม่มีภาษา ที่พอเป็นไปได้อาจเป็นว่ามีแต่ภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน เช่นนั้นแล้วการถ่ายทอดวัฒนธรรมจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งก็อาจไม่ถูกต้องแม่นยำเท่ากับสังคมที่มีภาษาเขียน เพราะสามารถจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรได้ ด้วยเหตุเดียวกันนี้เมื่อวัฒนธรรมเปลี่ยน ภาษาก็เปลี่ยนตามยุคตามสมัย เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม และในขณะเดียวกันวัฒนธรรมก็ต้องพื่งพาภาษาเป็นเครื่องมือถ่ายทอด ทั้งสองจึงสัมพันธ์กันและมีอิทธิพลต่อกันในลักษณะเช่นนี้
ภาษาสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่เป็นกำเนิดของภาษานั้นๆ เช่นการใช้สรรพนามในภาษาไทยเรียกผู้อื่นเสมือนเป็นญาติพี่น้องของตน เช่น พี่ น้อง คุณน้า คุณป้า สะท้อนให้เห็นถึงวิถีทางสังคมไทยที่มีพื้นฐานมาจากครอบครัวขยาย อีกตัวอย่างหนึ่งคือวัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับวัยวุฒิ ดังนั้นบทบาทของคำว่า 'พี่' และ 'น้อง' จึงชัดเจน ในขณะที่ภาษาอังกฤษให้ความสำคัญกับบทบาททางเพศมากกว่าวัยวุฒิ ดังนั้นจึงแยกแยะระหว่าง 'brother' และ 'sister' โดยไม่สนใจแยกแยะว่าเป็น 'พี่ชาย' หรือ 'น้องชาย', 'พี่สาว' หรือ 'น้องสาว' ภาษายังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยธำรงรักษาและถ่ายทอดวัฒนธรรมจากสังคมรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง เมื่อสังคมใดไม่มีภาษาแล้ววัฒนธรรมในสังคมนั้นย่อมสิ้นสุดลง แต่จะเป็นไปได้อย่างไรเล่าที่สังคมใดจะมีวัฒนธรรมโดยไม่มีภาษา ที่พอเป็นไปได้อาจเป็นว่ามีแต่ภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน เช่นนั้นแล้วการถ่ายทอดวัฒนธรรมจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งก็อาจไม่ถูกต้องแม่นยำเท่ากับสังคมที่มีภาษาเขียน เพราะสามารถจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรได้ ด้วยเหตุเดียวกันนี้เมื่อวัฒนธรรมเปลี่ยน ภาษาก็เปลี่ยนตามยุคตามสมัย เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม และในขณะเดียวกันวัฒนธรรมก็ต้องพื่งพาภาษาเป็นเครื่องมือถ่ายทอด ทั้งสองจึงสัมพันธ์กันและมีอิทธิพลต่อกันในลักษณะเช่นนี้
Friday, May 22, 2009
“เราอยู่ในร่างกายนี้... ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น พอหมดเวลาก็ต้องคืนเขาไปแล้ว” (Boy)
Thursday, May 21, 2009
ประตูคุกใกล้เปิดแล้ว ต้องรักษาสุขภาพจิตใจให้ดีโดยนั่งสมาธิ และยึดในหลักไตรสิกขา ศีล สมาธิ และปัญญา ส่วนร่างกายก็ออกกำลังกายเข้ายิมวันละหนึ่งชั่งโมง ว่ายน้ำวันละ ุ600 เมตร กินผักผลไม้วันละไม่ต่ำกว่า 5 อย่างทุกวัน และโปรตีนจาก ไข่ เนื้อไก่ และปลา กินอาหารเสริมเป็น Omega-3, Vitamin A, และโปรตีนสังเคราะห์เพิ่ม คุยกับเพื่อนร่วมงานอย่างต่ำวันละครึ่งชั่วโมงทุกวัน เวลาว่างก็หาความรู้ใหม่ออกกำลังกายสมอง และฟังข่าว BBC ทุกวัน
Sunday, May 10, 2009
การเรียนในชั้นเรียนกับแบบวิธีวิจัยอย่างใหนดีกว่ากัน?
แบบวิธีวิจัยดีกว่าเพราะ...
- เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา (พร้อมๆกับสร้างปัญหาใหม่) ด้วยตนเอง
- ไม่ถูกจำกัดด้วยขอบเขตของวิชา
- รู้ลึกลืมยากเพราะเป็นความรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ตรง
- รู้กว้างเพราะต้องอ่านเยอะ (เพื่อหาวิธีแก้ปัญหา)
- ขอ audit เข้าเรียนเฉพาะวิชาที่สนใจได้
แบบเรียนในชั้นเรียนดีกว่าเพราะ...
- เนื้อหาชัดเจนเพราะเป้าหมายถูกกำหนดไว้แล้ว
- สามารถความคุมระยะเวลาและขั้นตอนดำเนินการวิจัยได้ง่ายกว่า
- ส่วนใหญ่ใช้เวลาเรียนเร็วกว่าเพราะไม่ต้องเสียเวลาอ่านงานเยอะเพื่อใช้แก้ปัญหา
แบบวิธีวิจัยดีกว่าเพราะ...
- เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา (พร้อมๆกับสร้างปัญหาใหม่) ด้วยตนเอง
- ไม่ถูกจำกัดด้วยขอบเขตของวิชา
- รู้ลึกลืมยากเพราะเป็นความรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ตรง
- รู้กว้างเพราะต้องอ่านเยอะ (เพื่อหาวิธีแก้ปัญหา)
- ขอ audit เข้าเรียนเฉพาะวิชาที่สนใจได้
แบบเรียนในชั้นเรียนดีกว่าเพราะ...
- เนื้อหาชัดเจนเพราะเป้าหมายถูกกำหนดไว้แล้ว
- สามารถความคุมระยะเวลาและขั้นตอนดำเนินการวิจัยได้ง่ายกว่า
- ส่วนใหญ่ใช้เวลาเรียนเร็วกว่าเพราะไม่ต้องเสียเวลาอ่านงานเยอะเพื่อใช้แก้ปัญหา
Subscribe to:
Posts (Atom)