
Wednesday, April 28, 2010
Tuesday, March 16, 2010
ที่คนไทยเรียกว่า 'แขก' นั้นมาจากสองศาสนา
1. แขกฮินดู ชายมีผ้าโพกหัว หญิงใส่ชุดผ้าสาหลีเป็นสีสันต่างๆ และมีผ้าคลุมผมบางๆ ที่หน้าผากมีจุดแต้ม แขกเหล่านี้มาจากอินเดีย มีทั้งสีผิวดำ คล้ำ และขาว ยิ่งผิวดำเท่าไหร่ก็จะเป็นคนทางใต้ของอินเดียมากเท่านั้น ยิ่งขึ้นเหนือเท่าไหร่ผิวคนก็ยิ่งขาวเท่านั้น สีผิวยังสัมพันธ์กับชนชั้นทางสังคมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะสมัยที่อินเดียยังแบ่งเป็น วรรณะต่างๆ คนผิวดำก็มักจะเป็นชนชั้นต่ำของสังคม ที่เห็นอยู่ในเมืองไทยถ้าเป็นแขกดำก็จะขายถั่ว ถ้าเป็นแขกขาวก็จะขายผ้าอยู๋พาหุรัด ส่วนอาหารอินเดียที่ได้ชื่อดังไปทั่วโลกนั้นเป็นอาหารอินเดียตอนเหนือคืออินเดียขาวมากกว่า เช่น Nan คือแป้งโรตี กินกับแกงกะหรี่ และ Samosa เป็นต้น
2. แขกอิสลาม แบ่งเป็นสองนิกายคือ ซุนนี (Sunni) และ ชีอะ (Shia) ที่เป็นชีอะมาจาก อิรัก อิหร่าน หรือ บาห์เรน ส่วนที่เหลือเกือบทั้งหมดเป็นซุนนี มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นมาเล อินโด เอเชียกลาง(ไม่นับอินเดีย) เช่น บังคลาเทศ ปากีสถาน และในตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด
แขกอิสลามสามารถสังเกตได้ว่าไม่โพกหรือพันผ้ารอบศีรษะเหมือนอย่างแขกฮินดู/อินเดีย คือไม่มีผ้าอะไรเลยอยู่บนศีรษะเลย ยกเว้นแต่แขกอาหรับในตะวันออกกลางซึ่งจะคลุมผ้าจากศีรษะลงมาถึงไหล่ (แต่ก็ไม่พันเป็นวงรอบอยู่บนศีรษะ) แขกอิสลามนี้แบ่งง่ายๆตามภูมิภาคดังนี้
2.1 แขกดำ มาจากประเทศยากจน ส่วนใหญ่ในเมืองไทยเป็นผู้อภยพจาก ปากีสถาน และบังคลาเทศ ขายโรตี
2.2 แขกคล้ำ มาจากมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และบางประเทศในตะวันออกกลาง
2.2 แขกขาว มาจากกลุ่มประเทศแถบอ่าวอาหรับ พวกเศรษฐีน้ำมันทั้งหลาย เช่น ซาอุอิ อารเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรด
1. แขกฮินดู ชายมีผ้าโพกหัว หญิงใส่ชุดผ้าสาหลีเป็นสีสันต่างๆ และมีผ้าคลุมผมบางๆ ที่หน้าผากมีจุดแต้ม แขกเหล่านี้มาจากอินเดีย มีทั้งสีผิวดำ คล้ำ และขาว ยิ่งผิวดำเท่าไหร่ก็จะเป็นคนทางใต้ของอินเดียมากเท่านั้น ยิ่งขึ้นเหนือเท่าไหร่ผิวคนก็ยิ่งขาวเท่านั้น สีผิวยังสัมพันธ์กับชนชั้นทางสังคมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะสมัยที่อินเดียยังแบ่งเป็น วรรณะต่างๆ คนผิวดำก็มักจะเป็นชนชั้นต่ำของสังคม ที่เห็นอยู่ในเมืองไทยถ้าเป็นแขกดำก็จะขายถั่ว ถ้าเป็นแขกขาวก็จะขายผ้าอยู๋พาหุรัด ส่วนอาหารอินเดียที่ได้ชื่อดังไปทั่วโลกนั้นเป็นอาหารอินเดียตอนเหนือคืออินเดียขาวมากกว่า เช่น Nan คือแป้งโรตี กินกับแกงกะหรี่ และ Samosa เป็นต้น
2. แขกอิสลาม แบ่งเป็นสองนิกายคือ ซุนนี (Sunni) และ ชีอะ (Shia) ที่เป็นชีอะมาจาก อิรัก อิหร่าน หรือ บาห์เรน ส่วนที่เหลือเกือบทั้งหมดเป็นซุนนี มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นมาเล อินโด เอเชียกลาง(ไม่นับอินเดีย) เช่น บังคลาเทศ ปากีสถาน และในตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด
แขกอิสลามสามารถสังเกตได้ว่าไม่โพกหรือพันผ้ารอบศีรษะเหมือนอย่างแขกฮินดู/อินเดีย คือไม่มีผ้าอะไรเลยอยู่บนศีรษะเลย ยกเว้นแต่แขกอาหรับในตะวันออกกลางซึ่งจะคลุมผ้าจากศีรษะลงมาถึงไหล่ (แต่ก็ไม่พันเป็นวงรอบอยู่บนศีรษะ) แขกอิสลามนี้แบ่งง่ายๆตามภูมิภาคดังนี้
2.1 แขกดำ มาจากประเทศยากจน ส่วนใหญ่ในเมืองไทยเป็นผู้อภยพจาก ปากีสถาน และบังคลาเทศ ขายโรตี
2.2 แขกคล้ำ มาจากมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และบางประเทศในตะวันออกกลาง
2.2 แขกขาว มาจากกลุ่มประเทศแถบอ่าวอาหรับ พวกเศรษฐีน้ำมันทั้งหลาย เช่น ซาอุอิ อารเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรด
Arabic Experience
Day 1: Dubai's old town
It was a foggy morning and the pilot had to fly the plane around the
runway for an hour, so I arrived Ibis City centre Hotel one hour behind schedule.
They took us on a bumpy ride in the sand dune by SUVs 'Toyota Prado'. The caravan then headed to an Arabian camp where people took turns riding camels, tried traditional henna body-painting, watched a belly-dancing show, and had Arabian BBQ dinner together. It was nearly 10 the time we got back and I slept well and sound after that long tiring day.
Day 4: Dubai's wonders
Taxi drivers are my only tour guides I could afford. Again, today I told my taxi driver to get me around in the famous 'Palm Island', 'Mall of the Emirates', and the world's best hotel 'Burj Al-Arab'. Next to the hotel located a water park called 'Wild Wadi', the place where I spent my whole afternoon.
Day 5: Burj Kalifa
Today is the last day of my trip. It's time to think about what I have learned from this trip for that I can tell my students what I have experienced here.
I didn't forget to see the world's tallest buiding 'Burj Dubai' which is now renamed 'Burj Kalifa' after the UAE's president. The building stood tall behind the artificial river which is actually a swimming pool with its width from side to side of the Chao Phraya River. Next to the artificial river and the World's tallest building is the World's biggest shopping mall 'Dubai Mall'. Now I am waiting for the flight time to get back to Bangkok tonight.
Day 1: Dubai's old town
It was a foggy morning and the pilot had to fly the plane around the
Just 10 minutes fro the IBIS Hotel by taxi located the world's biggest gold and spice market. Here I crossed the Dubai Creek to the other side of the river by the ferry called 'Abra' with only 1 dirham to see Dubai's old town and the arts and crafts.
Day 2: First day at conference
On another foggy morning, the taxi had to take longer than usual to get to the conference venue 'Zayed
University' which is located around 30 kms, South of the city. The venue was impressive. The whole hallway was covered in an air-conditioned dome. There were quite a few big names such as Jeremy Harmer, Michael McCarthy, and David Nunan. Some presentations that interest me the most are those on teaching vocabulary and the idea called 'Vocab Viva', the debate on teaching ESP v. EGP, issues on treating teacher's 'burnouts' and reading aloud technique, the use of internet in ELT, and the updated features of British Council website. I was there till late afternoon, and then came back for shopping at the City Centre Shopping Mall just opposite to the IBIS hotel where I stayed.
Day 3: Desert experience
Day 2: First day at conference
On another foggy morning, the taxi had to take longer than usual to get to the conference venue 'Zayed
Day 3: Desert experience
After the conference on the second day, I joined a half-day tour for a desert safari. Aftering paying 150 dirhams and waiting a few hours, I was picked up by a mini-bus to join the ride with other 30 tourists from the Philippines, Iran, and Africa. The bus dropped us in the middle of no where. That was the first time in desert.
Taxi drivers are my only tour guides I could afford. Again, today I told my taxi driver to get me around in the famous 'Palm Island', 'Mall of the Emirates', and the world's best hotel 'Burj Al-Arab'. Next to the hotel located a water park called 'Wild Wadi', the place where I spent my whole afternoon.
Day 5: Burj Kalifa
Today is the last day of my trip. It's time to think about what I have learned from this trip for that I can tell my students what I have experienced here.
Friday, March 12, 2010
Hello, from Dubai.
TESOL ARABIA Conference 2010 in Dubai is one of the best conferences I've ever attended. The speakers are well-known in the TESOL field, Jeremy Harmer, David Nunan, Michael McCarthy, just to name a few. The conference venue is Zayed University, located in the suburb of Dubai city. The place is new and fantastically designed, beautiful for an academic conference.
I love Dubai now, a charming city in the desert, a melting pot of people coming from different backgrounds, Indian, Iranian, Phillipinos, Emirati, the Westerners, including the Thais. This is the place where the world's richest and labors of the world are united. There are many things I've learned for these few days. Maybe I should write something about Dubai in this blog after arriving home.
TESOL ARABIA Conference 2010 in Dubai is one of the best conferences I've ever attended. The speakers are well-known in the TESOL field, Jeremy Harmer, David Nunan, Michael McCarthy, just to name a few. The conference venue is Zayed University, located in the suburb of Dubai city. The place is new and fantastically designed, beautiful for an academic conference.
I love Dubai now, a charming city in the desert, a melting pot of people coming from different backgrounds, Indian, Iranian, Phillipinos, Emirati, the Westerners, including the Thais. This is the place where the world's richest and labors of the world are united. There are many things I've learned for these few days. Maybe I should write something about Dubai in this blog after arriving home.
Tuesday, February 09, 2010
Sunday, February 07, 2010
วันนี้พาคุณแม่ไปวัดอ้อมน้อย นครปฐม ไปรักษาอาการป่วยกับพระพุทธอิสระชื่อดัง ซื้อยาสระผมและสบู่สมุนไพรของวัดมาด้วย
พรุ่งนี้ก็เปิดสอนปกติแล้ว หลังจากหยุดเกษตรแฟร์มาหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ งานที่ตั้งใจว่าจะทำให้เสร็จก็ยังทำไม่เสร็จ ตอนทำงานนี่เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ
ทำไมตอนนี้กลายเป็นคนบ้างานไปได้หว่า... ฮืม...
พรุ่งนี้ก็เปิดสอนปกติแล้ว หลังจากหยุดเกษตรแฟร์มาหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ งานที่ตั้งใจว่าจะทำให้เสร็จก็ยังทำไม่เสร็จ ตอนทำงานนี่เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ
ทำไมตอนนี้กลายเป็นคนบ้างานไปได้หว่า... ฮืม...
Saturday, December 26, 2009
การติดยึด
คนบางคนติดยึดอยู่กับการที่ตนเป็นคนไม่ติดยึด อย่างนี้ก็เรียกว่าติดยึด คือนิยมใช้ชีวิตอย่างที่ดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่จริงๆต้องเรียกว่าเรียบแต่ไม่ง่ายจึงจะถูก
บางคนติดยึดว่าต้องแต่งตัวเรียบง่ายไม่มีสีสัน เมื่อจำเป็นต้องแต่งกายแบบมีสีสันหน่อยก็เป็นทุกข์
บางคนติดยึดว่าเป็นคนกินง่าย คือว่าเวลาอยู่ในร้านอาหารจีนร้องโวยวายอยากกินไข่ทอดธรรมดา
บางคนติดยึดว่าเป็นคนอยู่ง่าย พอต้องนอนโรงแรมห้าดาวหรูอยู่สบายก็เป็นทุกข์
คนไม่ยึดติดที่แท้จริงไม่ใช่เป็นผู้มุ่งที่จะไม่ยึดติด แต่เป็นผู้ไม่เก็บมาใส่ใจมากกว่า ยึดติดแล้วอย่างไร ไม่ยึดติดแล้วอย่างไร ไม่ได้มีสาระอะไรเลย ถ้าคิดได้เช่นนี้แล้วจึงถือว่าไม่ติดยึดโดยแท้ คือกินอยู่อย่างไรก็ได้ อย่างไรก็ดี ล้วนมองเป็นอนิจจังทั้งสิ้น
คนบางคนติดยึดอยู่กับการที่ตนเป็นคนไม่ติดยึด อย่างนี้ก็เรียกว่าติดยึด คือนิยมใช้ชีวิตอย่างที่ดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่จริงๆต้องเรียกว่าเรียบแต่ไม่ง่ายจึงจะถูก
บางคนติดยึดว่าต้องแต่งตัวเรียบง่ายไม่มีสีสัน เมื่อจำเป็นต้องแต่งกายแบบมีสีสันหน่อยก็เป็นทุกข์
บางคนติดยึดว่าเป็นคนกินง่าย คือว่าเวลาอยู่ในร้านอาหารจีนร้องโวยวายอยากกินไข่ทอดธรรมดา
บางคนติดยึดว่าเป็นคนอยู่ง่าย พอต้องนอนโรงแรมห้าดาวหรูอยู่สบายก็เป็นทุกข์
คนไม่ยึดติดที่แท้จริงไม่ใช่เป็นผู้มุ่งที่จะไม่ยึดติด แต่เป็นผู้ไม่เก็บมาใส่ใจมากกว่า ยึดติดแล้วอย่างไร ไม่ยึดติดแล้วอย่างไร ไม่ได้มีสาระอะไรเลย ถ้าคิดได้เช่นนี้แล้วจึงถือว่าไม่ติดยึดโดยแท้ คือกินอยู่อย่างไรก็ได้ อย่างไรก็ดี ล้วนมองเป็นอนิจจังทั้งสิ้น
การทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเป็นเรื่องง่าย
การทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายเป็นเรื่องยาก
มนตรี
การทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายเป็นเรื่องยาก
มนตรี
Sunday, December 13, 2009
ปุจฉา: ทำไมเวลาราคาน้ำมันขึ้นราคาทองคำจึงขึ้นด้วย และเวลาน้ำมันลงราคาทองคำก็ลงตาม?
วิสัจฉนา: ราคาน้ำมันที่สูงขั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อครับ เพราะไม่ว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นเท่าไร เราก็ยังต้องใช้ปริมาณน้ำมันเท่าเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ไม่เหมือนผักผลไม้ หรือเนื้อสัตว์เช่นหมูแพงก็หันไปกินไก่แทน!) และที่สำคัญเป็นรายจ่ายครัวเรือนก้อนใหญ่เมื่อเทียบกับรายจ่ายประจำเดือนอื่นๆ
ณ วันนี้น้ำมัน ไบโอดีเซลที่ผมใช้ราคาลิตรละ 26.79 ผมใช้น้ำมันวันละ 8 ลิตร = เป็นเงิน 214.32 บาท วันดีคืนดีไบโอดีเซลที่ผมใช้เกิดขึ้นราคาเป็นลิตรละ 30 บาท เงิน 214.32 บาทที่เคยจ่ายกลับซื้อน้ำมันได้ไม่ถึง 8 ลิตรอย่างที่เคย เงินผมก็ด้อยค่าลง ผมจึงต้องจ่ายเงินมากขึ้นกว่าที่เคยจ่าย เมื่อรายจ่ายมากขึ้นก็ต้องหารายได้มากขึ้นเพื่อมาทดแทนกัน ในที่นี้ผมเป็นอาจารย์ ค่าชั่วโมงสอนเป็นสินค้า เมื่อผมขึ้นค่าชั่วโมงสอน ก็เดือดร้อนผู้ปกครองต้องจ่ายเงินให้นักศึกษาที่มาเรียนกับผม ผู้ปกครองก็ต้องทำวิธีเดียวกันคือเพิ่มราคาสินค้าของตนให้สูงขึ้นกรณีเป็นผู้ประกอบการ ถ้าทุกคนทำเช่นนี้ ก็เกิดเงินเฟ้ออย่างเลี่ยงไม่ได้ไงครับ คือราคาสินค้าเพิ่มแต่มูลค่าจริงๆของสินค้าไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม บาปตกอยู่ที่ผู้บริโภคที่ไม่มีอำนาจเพิ่มมูลค้าสินค้าของตนได้ หรือผู้ไม่มีสินค้าเป็นของตน ก็คือมนุษย์เงินเดือนไงครับ ต้องจ่ายราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มสูงขึ้นในขณะที่เงินเดือนเท่าเดิม
เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อเช่นนี้แล้ว ราคาทองคำจะยังยืนหยัดอยู่เท่าเดิมก็เห็นจะไม่ได้ล่ะครับ เพราะถ้าไม่ปรับราคาให้สูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อเสียแล้ว ทองคำก็จะมีค่าด้อยลงไปทันที บรรดาผู้ค้าทองคำไม่ยอมให้มูลค่าทองที่ตนเองถือยู่ต้องด้อยลงไปเพราะเงินเฟ้อก็เลยรวมกลุ่มเป็นสมาคมผู้ค้าทอง เพื่อกำหนดราคาทองคำมาตราฐานขึ้นในแต่ละวัน บรรดาพ่อค้าร้านทองจะวิทยุถึงกันทุกเช้าครับเพื่อปรับราคาทองคำใหม่ให้เข้ากับสภาวะของตลาดเพื่อรักษามูลค่าแท้จริงของทองคำไว้
สรุปเมื่อน้ำมันแพงก็กระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อ ราคาทองจึงต้องถูกปรับขึ้นเพื่อรักษามูลค่าที่แท้จริงของทองคำไว้ครับ
วิสัจฉนา: ราคาน้ำมันที่สูงขั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อครับ เพราะไม่ว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นเท่าไร เราก็ยังต้องใช้ปริมาณน้ำมันเท่าเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ไม่เหมือนผักผลไม้ หรือเนื้อสัตว์เช่นหมูแพงก็หันไปกินไก่แทน!) และที่สำคัญเป็นรายจ่ายครัวเรือนก้อนใหญ่เมื่อเทียบกับรายจ่ายประจำเดือนอื่นๆ
ณ วันนี้น้ำมัน ไบโอดีเซลที่ผมใช้ราคาลิตรละ 26.79 ผมใช้น้ำมันวันละ 8 ลิตร = เป็นเงิน 214.32 บาท วันดีคืนดีไบโอดีเซลที่ผมใช้เกิดขึ้นราคาเป็นลิตรละ 30 บาท เงิน 214.32 บาทที่เคยจ่ายกลับซื้อน้ำมันได้ไม่ถึง 8 ลิตรอย่างที่เคย เงินผมก็ด้อยค่าลง ผมจึงต้องจ่ายเงินมากขึ้นกว่าที่เคยจ่าย เมื่อรายจ่ายมากขึ้นก็ต้องหารายได้มากขึ้นเพื่อมาทดแทนกัน ในที่นี้ผมเป็นอาจารย์ ค่าชั่วโมงสอนเป็นสินค้า เมื่อผมขึ้นค่าชั่วโมงสอน ก็เดือดร้อนผู้ปกครองต้องจ่ายเงินให้นักศึกษาที่มาเรียนกับผม ผู้ปกครองก็ต้องทำวิธีเดียวกันคือเพิ่มราคาสินค้าของตนให้สูงขึ้นกรณีเป็นผู้ประกอบการ ถ้าทุกคนทำเช่นนี้ ก็เกิดเงินเฟ้ออย่างเลี่ยงไม่ได้ไงครับ คือราคาสินค้าเพิ่มแต่มูลค่าจริงๆของสินค้าไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม บาปตกอยู่ที่ผู้บริโภคที่ไม่มีอำนาจเพิ่มมูลค้าสินค้าของตนได้ หรือผู้ไม่มีสินค้าเป็นของตน ก็คือมนุษย์เงินเดือนไงครับ ต้องจ่ายราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มสูงขึ้นในขณะที่เงินเดือนเท่าเดิม
เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อเช่นนี้แล้ว ราคาทองคำจะยังยืนหยัดอยู่เท่าเดิมก็เห็นจะไม่ได้ล่ะครับ เพราะถ้าไม่ปรับราคาให้สูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อเสียแล้ว ทองคำก็จะมีค่าด้อยลงไปทันที บรรดาผู้ค้าทองคำไม่ยอมให้มูลค่าทองที่ตนเองถือยู่ต้องด้อยลงไปเพราะเงินเฟ้อก็เลยรวมกลุ่มเป็นสมาคมผู้ค้าทอง เพื่อกำหนดราคาทองคำมาตราฐานขึ้นในแต่ละวัน บรรดาพ่อค้าร้านทองจะวิทยุถึงกันทุกเช้าครับเพื่อปรับราคาทองคำใหม่ให้เข้ากับสภาวะของตลาดเพื่อรักษามูลค่าแท้จริงของทองคำไว้
สรุปเมื่อน้ำมันแพงก็กระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อ ราคาทองจึงต้องถูกปรับขึ้นเพื่อรักษามูลค่าที่แท้จริงของทองคำไว้ครับ
Thursday, December 10, 2009
Friday, December 04, 2009
Saturday, November 14, 2009
ผมเปลี่ยนจาก DTAC เป็น TRUE แล้ว เพราะโปรโมชั่นดีกว่า เบอร์ใหม่ 088 621 4709
Friday, November 13, 2009
วันนี้นั่งแก้งานทั้งวัน แก้มาสามอาทิตย์แล้ว ไม่จบสักที จันทร์-ศุกร์ ทำงานตามปกติ เสาร์-อาทิตย์ ก็ยังต้องแก้งาน เมื่อไหร่จะเรียนจบสักที ชีวิตมีอยู่แค่ ทำงาน กับ แก้งาน แค่นี้เท่านั้นหรือ
Friday, November 06, 2009
Saturday, October 31, 2009
ภาวะตาแห้งของผมเป็นภาวะที่เกิดจากการผ่าตัดกระจกตา ไม่ใช่ภาวะตาแห้งที่เกิดเองตามธรรมชาติ หรือที่เกิดกับผู้สูงอายุ
คุณเคยรู้สึกตาแห้ง ตาพร่ามัว หรือฝืดเคืองตา ต้องกระพริบตาถี่ๆ คล้ายมีเศษผงเข้าตา จนทำให้มองภาพไม่ชัด หรือบางครั้ง มีขี้ตาออกมาเป็นเมือกเหนียวกันบ้างไหมคะ ถ้ามีแสดงว่าคุณกำลังมีอาการตาแห้งแล้วล่ะ
สำรวจสาเหตุของอาการตาแห้ง
ตาแห้ง เป็นอาการที่มีความผิดปกติของน้ำตา โดยปกติดวงตาของคนเรา จะมีปริมาณน้ำตาเพียงพอที่จะมาหล่อเลี้ยง หรือให้ความชุ่มชื้นกับดวงตา รวมถึงฉาบกระจกตา ทำให้การมองเห็นชัดเจน
ส่วนอาการตาแห้งเกิดจากการมีปริมาณน้ำตาน้อย หรือคุณภาพของน้ำตาไม่ดีพอ ซึ่งน้ำตาที่ดีมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ ไขมัน น้ำใส และเมือก หากส่วนประกอบ 1 ใน 3 ของน้ำตาขาดความสมดุลหรือไม่มีคุณภาพ จะทำให้ตาแห้งได้
อาการนี้เป็นได้ทุกเพศ แต่มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และจะพบมากขึ้นตามวัย โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นผลมาจากระดับฮอร์โมนที่ลดลง ทำให้สารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกาย รวมทั้งน้ำตาก็ลดปริมาณลงไปด้วย นอกจากนี้ อาการดังกล่าวยังเกิดได้จากอีกหลายสาเหตุ ดังนี้
•
ภาวะที่ทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกที่ตาลดลง เช่น การใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่เหมาะสมหรือไม่มีคุณภาพ การผ่าตัดกระจกตาหรือเปลี่ยนกระจกตา การอักเสบของกระจกตาจากเชื้อเริม นอกจากนี้ ยังรวมถึงการเป็นอัมพฤกษ์ที่ใบหน้า
•
โรคที่ผิดปกติทางภาวะภูมิคุ้มกัน (Autoimmune) เช่น โรค Sjogren's Syndrome ซึ่งมีอาการตาแห้ง ร่วมกับข้ออักเสบและปากแห้ง โรคข้อบางชนิด หรือโรคเอดส์
•
โรคบางชนิด ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบกับเยื่อบุตา เช่น กลุ่มอาการแพ้ยา อย่างสตีเวนจอห์นสัน (Stevens-Johnson) ริดสีดวงตา และเบาหวาน
•
การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยาคุมกำเนิด ยานอนหลับ ยาลดความดันโลหิตบางชนิด
•
การทำงานของเปลือกตาบกพร่อง เช่น หลับตาไม่สนิท กะพริบตาน้อย เปลือกตาผิดรูป
•
สภาพแวดล้อม เช่น อยู่ในห้องปรับอากาศที่มีอากาศแห้ง หรือมีฝุ่นควัน ลม และแดดจ้า
•
อาชีพที่ต้องใช้สายตาจ้องเป็นเวลานาน เช่น พนักงานคอมพิวเตอร์ ช่างอ๊อกเหล็ก หรือยามที่เฝ้ากล้องวงจรปิด
แต่ก็อย่าเพิ่งกังวลใจกันไปค่ะ เพราะผู้ที่มีอาการตาแห้งส่วนใหญ่มักเป็นในระดับไม่รุนแรง แค่ก่อความรำคาญใจ แต่ไม่ทำให้ตาบอดได้
เทคนิคเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา
•
กระพริบตาถี่ๆ ในภาวะปกติคนเราจะกระพริบตานาทีละ 20 - 22 ครั้ง ทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดน้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้อง หรือเพ่งตาค้างไว้นานกว่าปกติ เช่น เวลาที่เราอ่านหนังสือ ดูทีวีหรือจ้องคอมพิวเตอร์ จะทำให้เรากระพริบตาเพียง 8 - 10 ครั้ง น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้น จึงควรพักสายตาระยะสั้นๆ โดยการหลับตา หรือกระพริบตาอย่างช้าๆ หรือลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถประมาณ 2 - 3 นาที ในทุกครึ่งชั่วโมง
•
ประคบดวงตาด้วยน้ำเย็น แช่ผ้าขนหนูผืนเล็ก 2 ผืนในน้ำเย็น หยิบขึ้นมา 1 ผืน บิดพอหมาดและพับทบเป็นผืนยาว วางปิดดวงตาไว้ทั้งสองข้างนานประมาณ 20 นาที หรือจนกว่าผ้าจะหายเย็น แล้วจึงใช้ผ้าอีกผืนหนึ่งประคบ สลับกันไปมา จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาของคุณได้เช่นกัน
กินอาหารลดอาการตาแห้ง
•
กล้วย กินกล้วยทุกวัน เพราะกล้วยมีโพแทสเซียมสูง ซึ่งจะทำงานร่วมกับโซเดียมเพื่อรักษาภาวะสมดุลน้ำในร่างกาย และช่วยให้ดวงตาของคุณชุ่มชื้นอยู่เสมอ
•
ถั่วประเภทนัท (Nut) ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะวอลนัต ควรรับประทานวันละประมาณ 1 กำมือ เพราะถั่วประเภทนี้มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว หรือกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในน้ำตา
•
ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทูน่าหรือปลาแซลมอน เพราะมีกรดไขมันที่จำเป็นหรือโอเมก้า-3 ด้วย
•
น้ำมันปอ (Flexseed oil) หรือน้ำมันเมล็ดลินิน จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมกรดไขมันโอเมก้า-3 อย่างเพียงพอ โดยรับประทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ หรือผสมในซีเรียลแล้วรับประทานก็ได้
ปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม
•
หลีกเลี่ยงการทำงานในบริเวณที่มีแสงจ้าและลมแรง เพราะจะทำให้ตาแห้งเร็ว ควรใส่แว่นกันแดดช่วย โดยเลือกแว่นขนาดใหญ่ที่มีขอบด้านข้าง เพื่อช่วยลดการระเหยของน้ำตา
•
หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีอากาศแห้ง และเย็นจัด เช่น ห้องปรับอากาศ ตลอดจนหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นละอองและควันต่าง ๆ เช่น บุหรี่ ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายเคืองตา
•
อย่าเป่าลมร้อนจากเครื่องเป่าผมเข้าตาโดยตรง รวมทั้งปรับไม่ให้เครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมเป่าโดนตาหรือใบหน้าโดยตรง
•
พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนไม่พออาจทำให้ตาแห้งและตาแดงช้ำ เนื่องจากเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยงดวงตาบวม การพักผ่อนให้สมดุลจึงดีต่อดวงตาที่สุด
ที่มา http://www.yourhealthyguide.com/article/an-4food-dry-eye.html
คุณเคยรู้สึกตาแห้ง ตาพร่ามัว หรือฝืดเคืองตา ต้องกระพริบตาถี่ๆ คล้ายมีเศษผงเข้าตา จนทำให้มองภาพไม่ชัด หรือบางครั้ง มีขี้ตาออกมาเป็นเมือกเหนียวกันบ้างไหมคะ ถ้ามีแสดงว่าคุณกำลังมีอาการตาแห้งแล้วล่ะ
สำรวจสาเหตุของอาการตาแห้ง
ตาแห้ง เป็นอาการที่มีความผิดปกติของน้ำตา โดยปกติดวงตาของคนเรา จะมีปริมาณน้ำตาเพียงพอที่จะมาหล่อเลี้ยง หรือให้ความชุ่มชื้นกับดวงตา รวมถึงฉาบกระจกตา ทำให้การมองเห็นชัดเจน
ส่วนอาการตาแห้งเกิดจากการมีปริมาณน้ำตาน้อย หรือคุณภาพของน้ำตาไม่ดีพอ ซึ่งน้ำตาที่ดีมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ ไขมัน น้ำใส และเมือก หากส่วนประกอบ 1 ใน 3 ของน้ำตาขาดความสมดุลหรือไม่มีคุณภาพ จะทำให้ตาแห้งได้
อาการนี้เป็นได้ทุกเพศ แต่มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และจะพบมากขึ้นตามวัย โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นผลมาจากระดับฮอร์โมนที่ลดลง ทำให้สารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกาย รวมทั้งน้ำตาก็ลดปริมาณลงไปด้วย นอกจากนี้ อาการดังกล่าวยังเกิดได้จากอีกหลายสาเหตุ ดังนี้
•
ภาวะที่ทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกที่ตาลดลง เช่น การใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่เหมาะสมหรือไม่มีคุณภาพ การผ่าตัดกระจกตาหรือเปลี่ยนกระจกตา การอักเสบของกระจกตาจากเชื้อเริม นอกจากนี้ ยังรวมถึงการเป็นอัมพฤกษ์ที่ใบหน้า
•
โรคที่ผิดปกติทางภาวะภูมิคุ้มกัน (Autoimmune) เช่น โรค Sjogren's Syndrome ซึ่งมีอาการตาแห้ง ร่วมกับข้ออักเสบและปากแห้ง โรคข้อบางชนิด หรือโรคเอดส์
•
โรคบางชนิด ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบกับเยื่อบุตา เช่น กลุ่มอาการแพ้ยา อย่างสตีเวนจอห์นสัน (Stevens-Johnson) ริดสีดวงตา และเบาหวาน
•
การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยาคุมกำเนิด ยานอนหลับ ยาลดความดันโลหิตบางชนิด
•
การทำงานของเปลือกตาบกพร่อง เช่น หลับตาไม่สนิท กะพริบตาน้อย เปลือกตาผิดรูป
•
สภาพแวดล้อม เช่น อยู่ในห้องปรับอากาศที่มีอากาศแห้ง หรือมีฝุ่นควัน ลม และแดดจ้า
•
อาชีพที่ต้องใช้สายตาจ้องเป็นเวลานาน เช่น พนักงานคอมพิวเตอร์ ช่างอ๊อกเหล็ก หรือยามที่เฝ้ากล้องวงจรปิด
แต่ก็อย่าเพิ่งกังวลใจกันไปค่ะ เพราะผู้ที่มีอาการตาแห้งส่วนใหญ่มักเป็นในระดับไม่รุนแรง แค่ก่อความรำคาญใจ แต่ไม่ทำให้ตาบอดได้
เทคนิคเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา
•
กระพริบตาถี่ๆ ในภาวะปกติคนเราจะกระพริบตานาทีละ 20 - 22 ครั้ง ทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดน้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้อง หรือเพ่งตาค้างไว้นานกว่าปกติ เช่น เวลาที่เราอ่านหนังสือ ดูทีวีหรือจ้องคอมพิวเตอร์ จะทำให้เรากระพริบตาเพียง 8 - 10 ครั้ง น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้น จึงควรพักสายตาระยะสั้นๆ โดยการหลับตา หรือกระพริบตาอย่างช้าๆ หรือลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถประมาณ 2 - 3 นาที ในทุกครึ่งชั่วโมง
•
ประคบดวงตาด้วยน้ำเย็น แช่ผ้าขนหนูผืนเล็ก 2 ผืนในน้ำเย็น หยิบขึ้นมา 1 ผืน บิดพอหมาดและพับทบเป็นผืนยาว วางปิดดวงตาไว้ทั้งสองข้างนานประมาณ 20 นาที หรือจนกว่าผ้าจะหายเย็น แล้วจึงใช้ผ้าอีกผืนหนึ่งประคบ สลับกันไปมา จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาของคุณได้เช่นกัน
กินอาหารลดอาการตาแห้ง
•
กล้วย กินกล้วยทุกวัน เพราะกล้วยมีโพแทสเซียมสูง ซึ่งจะทำงานร่วมกับโซเดียมเพื่อรักษาภาวะสมดุลน้ำในร่างกาย และช่วยให้ดวงตาของคุณชุ่มชื้นอยู่เสมอ
•
ถั่วประเภทนัท (Nut) ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะวอลนัต ควรรับประทานวันละประมาณ 1 กำมือ เพราะถั่วประเภทนี้มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว หรือกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในน้ำตา
•
ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทูน่าหรือปลาแซลมอน เพราะมีกรดไขมันที่จำเป็นหรือโอเมก้า-3 ด้วย
•
น้ำมันปอ (Flexseed oil) หรือน้ำมันเมล็ดลินิน จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมกรดไขมันโอเมก้า-3 อย่างเพียงพอ โดยรับประทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ หรือผสมในซีเรียลแล้วรับประทานก็ได้
ปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม
•
หลีกเลี่ยงการทำงานในบริเวณที่มีแสงจ้าและลมแรง เพราะจะทำให้ตาแห้งเร็ว ควรใส่แว่นกันแดดช่วย โดยเลือกแว่นขนาดใหญ่ที่มีขอบด้านข้าง เพื่อช่วยลดการระเหยของน้ำตา
•
หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีอากาศแห้ง และเย็นจัด เช่น ห้องปรับอากาศ ตลอดจนหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นละอองและควันต่าง ๆ เช่น บุหรี่ ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายเคืองตา
•
อย่าเป่าลมร้อนจากเครื่องเป่าผมเข้าตาโดยตรง รวมทั้งปรับไม่ให้เครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมเป่าโดนตาหรือใบหน้าโดยตรง
•
พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนไม่พออาจทำให้ตาแห้งและตาแดงช้ำ เนื่องจากเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยงดวงตาบวม การพักผ่อนให้สมดุลจึงดีต่อดวงตาที่สุด
ที่มา http://www.yourhealthyguide.com/article/an-4food-dry-eye.html
การรักษาโรคตาแห้ง
การรักษาโรคตาแห้ง มีหลายวิธีที่สามารถปฏิบัติเองได้ง่ายๆ จนถึงต้องพบจักษุแพทย์ วิธีการรักษามีดังนี้
1. ลดการระเหยของน้ำตาให้น้อยลง เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดีคือ หลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับแดดและลม โดยสวมแว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้ง ไม่นั่งในที่ที่มีลมพัดหรือแอร์เป่าใส่หน้า
2. กระกระพริบตาถี่ๆ ในภาวะปกติคนเราจะกระพริบตานาทีละ 20 - 22 ครั้ง ทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดผิวน้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้องหรือเพ่งตาจะลืมค้างไว้นานกว่าปกติ ทำให้กะรพริบตาเพียง 8 - 10 ครั้ง น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้นจึงควรพักสายตา โดยการหลับตา กระพรบตา หรือลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถ ประมาณ 2 - 3 นาที ในทุกครึ่งชั่วโมง
3. สำหรับผู้ที่ตาแห้งมาก อาจใช้กรอบแว่นชนิดพิเศษที่มีแผ่นคลุมปิดกันลมด้านข้าง แว่นชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยครอบทั้งดวงตาและป้องกันลมด้วย หรือจะใช้แผ่นซิลิโคนชนิดพิเศษที่ใสบางและนุ่ม นำมาตัดให้เข้ากับด้านข้างของกรอบแว่นตาคู่เดิม ซึ่งเรียกว่า Moist Chamber
4. ใช้น้ำตาเทียม น้ำตาเทียมคือ ยาหยอดตาที่ใช้เพื่อหล่อลื่นและให้ความชุ่มชื้นกับผู้ที่ตาแห้ง น้ำตาเทียมมี 2 ชนิดคือ
4.1 น้ำตาเทียมชนิดน้ำ - เหมาะที่จะใช้ในเวลากลางวัน เพราะไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่ทำให้ตามัว แต่มีข้อจำกัดคือ ต้องหยอดตาบ่อย
4.2 น้ำตาเทียมชนิดเจลและขี้ผึ้ง - มีลักษณะเหนียวหนืด หล่อลื่นและคงความชุ่มชื้นได้นานกว่าชนิดน้ำ แต่จะทำให้ตามัวชั่วขณะหลังป้ายยา จึงควรใช้ป้ายตาแต่น้อยก่อนเข้านอน
การรักษาด้วยวิธีใช้น้ำตาเทียม เวลาในการหยอดตาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการตาแห้ง หากวันใดไม่ถูกลม แล้วรู้สึกสบายตาก็ไม่จำเป็นต้องหยอด แต่ถ้ารู้สึกเคืองตามาก ก็หยอดบ่อยๆ ได้ตามต้องการ
ข้อควรระวังในการใช้น้ำตาเทียม
ผู้ป่วยที่ตาแห้งน้อย หยอดตาไม่กินวันละ 4 - 5 ครั้ง สามารถใช้ยาหยอดตาชนิกขวดที่มีสารกันบูดได้ กรณีผู้ป่วยที่ตาแห้งมาก และหยอดตามากกว่าวันละ 6 ครั้ง จักษุแพทย์จะสั่งน้ำตาเทียมชนิดพิเศษที่ไม่มีสารกันบูด (Preservative-Free Tear) ให้ใช้แทน ซึ่งมีข้อจำกัดก็คือ ยาจะบรรจุในหลอดเล็ก เมื่อเปิดใช้แล้วต้องใช้ให้หมดภายใน 16 ชั่วโมง หากใช้นานกว่านี้ อาจะเกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรค
5. การอุดรูระบายน้ำตา สำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้งอย่างรุนแรง จักษุแพทย์จะใช้วิธีอุดรูระบายน้ำตาเพื่อขังน้ำตาที่มีอยู่ให้หล่อเลี้ยงตาอยู่ได้นานๆ ไม่ปล่อยให้ไหลทิ้งไป เหมือนกับการสร้างเขื่อนกั้นเก็บกักน้ำไว้ใช้
วิธีและขั้นตอนในการอุดรูระบายน้ำตามี 2 วิธี คือ การอุดแบบชั่วคราว และการอุดแบบถาวร --- สำหรับการอุดแบบชั่วคราว จักษุแพทย์จะสอดคอลลาเจนขนาดเล็กเข้าไปในรูท่อน้ำตา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตาขึ้น โดยคอลลาเจนจะสลายไปเอง ภายใน 3 สัปดาห์ สำหรับผู้ป่วยที่มีน้ำตาแห้งมาก จักษุแพทย์จะอุดรูระบายน้ำตาแบบถาวรให้ ทั้งนี้ จะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
ที่มา http://www.happyoppy.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=460576&Ntype=5
การรักษาโรคตาแห้ง มีหลายวิธีที่สามารถปฏิบัติเองได้ง่ายๆ จนถึงต้องพบจักษุแพทย์ วิธีการรักษามีดังนี้
1. ลดการระเหยของน้ำตาให้น้อยลง เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดีคือ หลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับแดดและลม โดยสวมแว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้ง ไม่นั่งในที่ที่มีลมพัดหรือแอร์เป่าใส่หน้า
2. กระกระพริบตาถี่ๆ ในภาวะปกติคนเราจะกระพริบตานาทีละ 20 - 22 ครั้ง ทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดผิวน้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้องหรือเพ่งตาจะลืมค้างไว้นานกว่าปกติ ทำให้กะรพริบตาเพียง 8 - 10 ครั้ง น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้นจึงควรพักสายตา โดยการหลับตา กระพรบตา หรือลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถ ประมาณ 2 - 3 นาที ในทุกครึ่งชั่วโมง
3. สำหรับผู้ที่ตาแห้งมาก อาจใช้กรอบแว่นชนิดพิเศษที่มีแผ่นคลุมปิดกันลมด้านข้าง แว่นชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยครอบทั้งดวงตาและป้องกันลมด้วย หรือจะใช้แผ่นซิลิโคนชนิดพิเศษที่ใสบางและนุ่ม นำมาตัดให้เข้ากับด้านข้างของกรอบแว่นตาคู่เดิม ซึ่งเรียกว่า Moist Chamber
4. ใช้น้ำตาเทียม น้ำตาเทียมคือ ยาหยอดตาที่ใช้เพื่อหล่อลื่นและให้ความชุ่มชื้นกับผู้ที่ตาแห้ง น้ำตาเทียมมี 2 ชนิดคือ
4.1 น้ำตาเทียมชนิดน้ำ - เหมาะที่จะใช้ในเวลากลางวัน เพราะไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่ทำให้ตามัว แต่มีข้อจำกัดคือ ต้องหยอดตาบ่อย
4.2 น้ำตาเทียมชนิดเจลและขี้ผึ้ง - มีลักษณะเหนียวหนืด หล่อลื่นและคงความชุ่มชื้นได้นานกว่าชนิดน้ำ แต่จะทำให้ตามัวชั่วขณะหลังป้ายยา จึงควรใช้ป้ายตาแต่น้อยก่อนเข้านอน
การรักษาด้วยวิธีใช้น้ำตาเทียม เวลาในการหยอดตาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการตาแห้ง หากวันใดไม่ถูกลม แล้วรู้สึกสบายตาก็ไม่จำเป็นต้องหยอด แต่ถ้ารู้สึกเคืองตามาก ก็หยอดบ่อยๆ ได้ตามต้องการ
ข้อควรระวังในการใช้น้ำตาเทียม
ผู้ป่วยที่ตาแห้งน้อย หยอดตาไม่กินวันละ 4 - 5 ครั้ง สามารถใช้ยาหยอดตาชนิกขวดที่มีสารกันบูดได้ กรณีผู้ป่วยที่ตาแห้งมาก และหยอดตามากกว่าวันละ 6 ครั้ง จักษุแพทย์จะสั่งน้ำตาเทียมชนิดพิเศษที่ไม่มีสารกันบูด (Preservative-Free Tear) ให้ใช้แทน ซึ่งมีข้อจำกัดก็คือ ยาจะบรรจุในหลอดเล็ก เมื่อเปิดใช้แล้วต้องใช้ให้หมดภายใน 16 ชั่วโมง หากใช้นานกว่านี้ อาจะเกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรค
5. การอุดรูระบายน้ำตา สำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้งอย่างรุนแรง จักษุแพทย์จะใช้วิธีอุดรูระบายน้ำตาเพื่อขังน้ำตาที่มีอยู่ให้หล่อเลี้ยงตาอยู่ได้นานๆ ไม่ปล่อยให้ไหลทิ้งไป เหมือนกับการสร้างเขื่อนกั้นเก็บกักน้ำไว้ใช้
วิธีและขั้นตอนในการอุดรูระบายน้ำตามี 2 วิธี คือ การอุดแบบชั่วคราว และการอุดแบบถาวร --- สำหรับการอุดแบบชั่วคราว จักษุแพทย์จะสอดคอลลาเจนขนาดเล็กเข้าไปในรูท่อน้ำตา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตาขึ้น โดยคอลลาเจนจะสลายไปเอง ภายใน 3 สัปดาห์ สำหรับผู้ป่วยที่มีน้ำตาแห้งมาก จักษุแพทย์จะอุดรูระบายน้ำตาแบบถาวรให้ ทั้งนี้ จะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
ที่มา http://www.happyoppy.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=460576&Ntype=5
Tuesday, October 27, 2009
วันนี้เป็นวันสำคัญเพราะออกจากกินเจเป็นวันแรก และได้รับ email จากอาจารย์
"อกหักดีกว่ารักไม่เป็น... เพราะอกหักยังมีรักใหม่ได้... แต่ถ้ารักไม่เป็น... ถึงจะมีรักก็ไม่สามารถรักษาความรักนั้นให้อยู่ได้" :( เบื่อตัวเองจริงๆ!
"อกหักดีกว่ารักไม่เป็น... เพราะอกหักยังมีรักใหม่ได้... แต่ถ้ารักไม่เป็น... ถึงจะมีรักก็ไม่สามารถรักษาความรักนั้นให้อยู่ได้" :( เบื่อตัวเองจริงๆ!
Subscribe to:
Posts (Atom)




