Tuesday, September 16, 2008

Comment เรื่องสั้น ให้อุกฤษณ์ เรื่อง ชีวิตของหนู

แม้จะรู้สึกเหมือนถูกเสียดสีในฐานะคนๆหนึ่งในสังคมที่นิยมความรุนแรง แต่ก็อดขำไม่ได้ด้วยภาษาที่ประชดประชัดโดยเจตนาใช้ประโยคความเดียว ห้วน สั้น ไม่มีคำขยายความใดๆ กับเรื่องที่เป็นเรื่องสะเทือนอารมณ์และคนในสังคม เช่น พ่อข่มขืนหนู! ซึ่งน่าจะให้ความสำำคัญและนำเสนอให้ละเอียดกว่านี้ แต่ผู้เขียนเจตนาไม่ทำ เพื่อประชดให้เห็นว่าสังคมเห็นเรื่องสวะเหล่านี้เป็นเรื่องเล็ก ซึ่งต้องชมในข้อนี้ โดยเฉพาะ ประโยค หนูตาย! ซึ่งผมว่าเป็น punch line จริงๆ คือ ชกหน้าคนอ่านอย่างแรง แต่ก็อดขำไม่ได้เพราะมันกระชากอารมณ์คนอ่านเร็วเกินไป โดยยังไม่ทันตั้งตัว คือเริ่มต้นได้เหมือนจะเสียดสีสังคม แต่ตอนจบย่อหน้าสองกลับมี twisting (หักมุม) เพราะคนเขียนตาย โดยที่คนอ่านคาดไม่ถึง เพราะถ้าตายจะมาเขียนได้ไง ดังนั้นคนอ่านจึงไม่คาดคิดมาก่อนว่าคนเขียนจะตาย เพราะคนอ่านจะเข้าใจว่าสรรพนามทีใช้หมายถึงคนเขียนเสมอ ซึ่งไม่จำเป็น

แต่พออุกฤษณ์เผยว่าเป็นความฝัน น้ำหนักของ climax ของ plot ที่วางไ้ว้ก่อนหน้าก็ลดลงไปทันที ทำให้คนอ่านรูสึกว่าที่เข้าใจว่าผู้เขียนจะเสียดสีสังคมนั้นแท้จริงผู้เขียนไม่ได้เจตนาเช่นนั้น รู้สึกเหมือนถูกหลอก และน้ำหนักของข้อความที่ต้องการสื่อก็ลดหวบทันที เพราะเป็นแค่ความฝัน เรื่องสั้นประเภทแนวจบแบบความฝันถ้าวาง plot ไม่แนบเนียนจะทำให้เสียคะแนนจากกรรมการได้ เพราะเป็น twisting จริง แต่เป็นแบบที่ไม่ได้ให้อะไรคนอ่านเลย ไม่ให้ค่าเหนื่อยกับการอ่านเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะมันทำให้ที่กล่าวมาทั้งหมดก่อนหน้า meaningless!

พอเริ่มอ่านต่อเรื่องก็เริ่มเข้ารกเข้าพงมากขึ้น เพราะจับไม่ได้ว่าผู้เขียนต้องการบอกอะไรกับคนอ่่านกันแน่ ซึ่งตอนแรกดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงในมวยเด็กซึ่งตรงมากกับโจทย์ของเรื่อง แต่พออ่านตอนท้ายของเรื่องกลายเป็นว่า ตกลงมวยเด็กเป็นสิ่งดีนะ แต่เวลาชกต้องเน้นป้องกันอย่างมวยไชยานะ จึงจะเรียกว่าดี ดังนั้นผู้เขียนจะตอบโจทย์ว่ามวยเด็กดีหรือไม่ดีได้อย่างไร หรือว่าที่เขียนนี้ต้องการเชิดชูมวยไชยาส่วนประเด็นความสัมพันธ์ของพี่กับน้องนั้น ผมเห็นว่าจะทำให้เรื่องเกิดอีกหนึ่ง plot โดยไม่จำเป็น และจะมากเกินไปในเรื่องสั้นขนาดสั้น แต่ถ้าจะเก็บไว้ต้องปูพื้นให้มากกว่านี้ ไม่งั้นคนอ่านจะเข้าใจว่าเด็กชายชกมวยกับนักมวยหญิง (เอ ... หรืออุกฤษณ์ให้เป็นผู้หญิงจริงๆ) ที่หนักไปกว่านั้นคือเด็กชอบกินถั่วดำ!

comments โดยรวมจึงเป็นว่า 1. ไม่มีความสม่ำเสมอในการวางโครงเรื่อง ขาด consistency เรียกได้ว่าครึ่งแรก กับครึ่งหลัง แทบจะเป็นคนละคนเขียน 2. ไม่รู้ว่าผู้เขียนจะบอกอะไรกันแน่ หลักสำคัญของกรรมการคือจะดูว่าผู้เขียนจะบอกอะไรกับคนอ่าน ใครบอกได้โดนใจกรรมการมากกว่าชนะ แต่ผมว่าข้อนี้อุกฤษณ์ไม่ชัดเจน ทั้งๆที่ข้อนี้เป็นข้อที่จะเรียก คะแนนได้มากสุด นอกเหนือจากการใช้สำนวนภาษา 3. ผมแนะนำว่าถ้าจบแค่ หนูตาย! ละก็ใช้ได้ทีเดียว เรียกว่าวัดใจกรรมการ ถ้าไม่หมั่นใส้ให้ตกรอบแรก ก็คงได้รางวัลตลกเสียดสีสังคมบ้างล่ะน่า แต่ถ้าตกรอบจริงๆ ก็พอจะส่งไปต่วยตูน หรือขายห้วเราะให้กองบรรณาธิการขำกันพอควร ผมยังนั่งหัวเราะเลยหลังอ่านสองย่อหน้าแรก

Friday, August 29, 2008

แรงอธิษฐาน

หลายปีแล้วที่แม่จากน้ำไป ส่วนพ่อก็ไปทำงานโรงงานที่อยุธยา แรกๆก็กลับมาอาทิตย์ละครั้ง และส่งเงินมาให้บ้าง แต่นานเข้าก็ทิ้งให้เด็กหญิงต้องอยู่ลำพังกับน้องชาย บางทีก็หลายสัปดาห์ บางทีก็เป็นเดือน ตลอดระยะเวลากว่าสามปีตั้งแต่แม่จากไป สิ่งหนึ่งที่เธอยังคงอุ่นใจอยู่ก็คือดวงวิญญาณของแม่ที่ยังคอยวนเวียน มอบความรักและช่วยเหลือเธออยู่ใกล้เสมอมา ในแต่ละวันเธอจะรอคอยเวลาที่จะได้เข้านอนเพื่อพบกับแม่อีกครั้งในฝัน เพื่อพูดคุยและเล่าปัญหาที่เจอะเจอในแต่ละวัน และแม่ก็จะกอดเธอโดยไม่พูดอะไร แต่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เธอมีกำลังใจไปอีกวันหนึ่ง แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าแม่จากไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ เธอเองก็ไม่เคยกลัวที่จะเจอแม่สักครั้ง ซ้ำยังคอยเฝ้าอธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์และศาลแป๊ะกงหน้าปากซอยอยู่เสมอว่า ถ้าเป็นไปได้เธออยากให้แม่กลับมาอยู่ที่บ้านอีกครั้ง บ้านซึ่งตอนนี้ไม่มีใครนอกจากเธอ และน้องชายเล็กๆ ที่พ่อทิ้งไว้ให้เธอเลี้ยงดูด้วยค่าจ้างพนักงานชั่วคราวของร้านหนังสือเล็กแห่งหนึ่งแถวสามย่านเท่านั้น

แต่เพิ่งไม่นามมานี้เองที่น้องเล็กวัย 4 ขวบของเธอมักจะยิ้มและส่งเสียงร้องเรียกแม่อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาที่ทานข้าวเย็น ที่แปลกคือบางครั้งน้องก็งอแงร้องจะให้แม่ป้อนข้าวให้ เสมือนว่าแม่มานั่งกินข้าวอยู่ด้วยใกล้ๆ แต่เธอก็จะแอบรู้สึกดีใจเสมอที่เห็นน้องชายส่งเสียงเรียกแม่ มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนว่าแรงอธิษฐานเป็นจริงขึ้นมาทันที จนเดี๋ยวนี้ เวลากินข้าวเย็นเธอจะต้องเตรียมสำรับอาหารอาหารชุดเล็กให้แม่ วางไว้ข้างๆ เพระเธอคิดเสมอว่าแม่คงมาทานข้าวเย็นกับเธอและน้องด้วยทุกวัน

เหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้นหลายครั้งตั้งแต่นั้น นับตั้งแต่เรื่องที่เธอได้รับเบี้ยเลี้ยงพิเศษเพิ่มแบบฟรุคๆ เพียงเพราะอาเฮียเจ้าของร้านหนังสือเอ็นดูเธอ หรือเรื่องที่มีคนทักแปลกแบบแปลกๆว่าเธอเดินมากลับผู้หญิงนุ่งผ้าถุงและใส่เสื้อสีน้ำเงิน ซึ่งเธอคิดว่าน่าจะเป็นแม่ของเธอ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นทำให้เธอมีโลกส่วนตัว และมีความคิดแปลกแยกจากเพื่อนๆในวัยเดียวกัน แต่ในจิตใต้สำนึกของเธอก็อดคิดไม่ได้ว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่า ด้วยความรักและคิดถึงแม่ แต่เธอจะอธิบายอย่างไรได้ กับเรื่องที่น้องร้องให้แม่ป้อนข้าวให้ หรือที่อาเฮียร้องทักว่ามีคนมารับกลับบ้าน น้ำตัดสินใจว่าจะถามแม่คืนนี้ แต่พอตั้งใจจะถามที่ไร พอเห็นหน้าแม่ในฝัน เธอก็จะลืมที่จะถามแม่เสมอ เธอจึงอธิษฐานต่อศาลเจ้าแป๊ะกงอีกครั้งว่าถ้าดวงวิญญาณของแม่มาหาเธอจริงๆ ก็ขอให้ปรากฏตัวให้เธอเห็นสักครั้งก็พอ เธอจะไม่กลัวแม่เลย และจะยิ่งทำบุญกรวดน้ำไปให้มากกว่าที่เคยด้วย

หลายวันผ่านไป ท่ามกลางเหตุการณ์เดิมๆที่ยังเกินขึ้นกับเธอเสมอ จนคืนวันหนึ่ง เธอรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างบอกไม่ถูก แม้จะง่วงมากแต่ก็ไม่หลับเสียทีและยังรู้สึกตัวอยู่ตลอด เธอจึงตัดสินใจว่าจะลุกขึ้นเพื่อเดินไปเปิดตู้เย็นหาน้ำดื่ม แต่ไม่ทันที่เธอจะยันตัวลุกขี้น แม้ตาจะยังหลับอยู่ แต่เธอได้ยินเสียงเรียกชื่อเธอเบาๆ สองครั้ง มันเป็นเสียงที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี เป็นเสียงเนิบๆที่ฟังดูอบอุ่น เธอตกใจมากเพราะนั่นเป็นเสียงของแม่ แม้มันจะผ่านไปสามปีแล้วก็ตาม แต่เสียงเรียกชื่อน้ำซ้ำกันสองครั้งนั้นคุ้นหูน้ำมาก เหมือนตอนที่แม่ปลุกให้น้ำตื่นนอนไปโรงเรียนตอนเช้า และน้ำก็จะงัวเงียขยี้ตาลุกขึ้นเข้าห้องน้ำและแปรงฟัน แม่เป็นคนขยันและตื่นเช้ากว่าใครๆเสมอ เสียงเรียกน้ำในตอนเช้าจึงคุ้นหูน้ำมาก แต่ความกลัวทำให้น้ำไม่กล้าลืมตาขึ้นทันที ไม่กล้ากระทั่งจะกระดิกร่างกายเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ทึ่สุดก็อดไม่ไหวที่จะแอบหรี่ตามองผ่านความมืดของห้องเช่าที่มีหน้าต่างอยู่แต่บานเดียว พอให้แสงจันทร์ลอดเข้ามากระทบกับพื้นห้อง เธอพยายามมองด้วยหางตาที่หรึ่อยู่ ในความมืด เธอเห็นร่างทึมๆของแม่นั่งขัดสมาธิก้มหน้าอยู่ที่มุมห้อง ซึ่งอยู่เยื้องกับฟูกที่นอนของเธอเพียงราวสามเมตร ถัดจากน้องชายซึ่งนอนหลับสนิทอยู่ เธอกลัวและตกใจมากที่เจอแม่ในยามนี้ แสงจันทร์ที่ลอดเข้ามาจากหน้าต่างกระทบกับผ้าถุงของแม่ และเสื้อสีน้ำเงินที่แม่ใส่อยู่ มันเป็นตัวเดียวกับที่แม่ใส่ในรูปที่เธอแขวนไว้ที่ผนังห้อง น้ำกลัวจนไม่กล้าที่จะหันไปที่มุมห้องบริเวณนั้นตรงๆ กล้ามเนื้อต้นคอของเธอดูจะไม่ทำงานเอาเสียแล้ว มันเกร็งอย่างบอกไม่ถูก จนรู้สึกเหมือนเป็นตะคริว ขยับไม่ได้เลย รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว จากสันหลังถึงต้นคอ จากต้นคอจนถึงศีรษะ และขนที่แขนเธอก็ลุกชันขึ้น น้ำลืมเรื่องดื่มน้ำไปเสียสนิท เธอข่มตานอนเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น ทั้งๆที่ใจเธอเต้นเสียงดังรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ น้ำข่มใจบอกแม่เบาๆ เบาจนเหมือนกลัวแม่จะได้ยิน หรือบางทีเธออาจเพียงแค่นึกอยู่ในใจก็เป็นได้

“แม่จ๋า…พรุ่งนี้น้ำจะทำบุญกรวดน้ำไปให้นะจ๊ะ”

น้ำไม่รู้ตัวว่าหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้สึกอีกทีก็รุ่งเช้าพอดี ซึ่งเช้านี้เธอไปทำงานสายกว่าปกติ เพราะตื่นสายและต้องรีบไปใส่บาตรพระที่ตลาด อาเฮียถามว่าทำไมมาสาย เธอก็ไม่ตอบ กลับส่งยิ้มให้แล้วก็เดินหลบไปหน้าร้าน

วันนี้ไม่ค่อยมีลูกค้า อาเฮียเจ้าของร้านใจดีเลยให้เธอกลับบ้านเร็วเป็นพิเศษ ตลอดทางกลับบ้าน เธอเฝ้ารอคอยให้เวลาอาหารเย็นให้มาถึงเร็วๆ เพื่อจะได้ทานอาหารกับแม่อีกเช่นเคย ซึ่งวันนี้จะไม่เหมือนกับวันที่ผ่านๆมา เพราะตอนนี้เธอแน่ใจแล้วว่าแม่ยังอยู่กับเธอ แม่คอยช่วยเหลือเธอเสมอ ความรักของแม่ที่มีให้ลูกนั้น มากมายเหลือเกิน แม้ยามที่จากไปแล้ว ก็ยังเฝ้าคอยดูแลลูกอยู่ไม่ห่าง ถ้าแม่อยู่ตอนนี้คงดีใจที่เห็นเธอทำงานหาเงินได้แล้ว แม้จะแค่วันละห้าสิบบาท แต่ก็พอเพียงกับยุคข้าวแกงจานละสิบบาทตอนนั้น และยังพอเพียงที่จะซื้ออาหารมาเลี้ยงแม่ได้อย่างเต็มที่ในวันนั้น น้ำไม่เคยได้มีโอกาสตอบแทนพระคุณแม่เลยแม้สักครั้ง เคยทำก็แต่สร้างปัญหาให้แม่ไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งเรื่องหนีเรียน และเรื่องใช้เงินทองสิ้นเปลือง แต่พอแม่ไม่อยู่แล้วเธอกลับไม่หนีเรียน หรือใช้เงินสิ้นเปลืองอีกเลย คนเรามักจะเห็นคุณค่าของความรักก็ต่อเมื่อเราเสียมันไปแล้วจริงๆ วันนี้เธอเตรียมสำรับอาหารมื้อพิเศษ มีทั้งไข่เจียวหมูสับที่ซื้อมาจากปากซอย คะน้าปลาเค็ม และผัดผักบุ้งไฟแดงร้านเจ้เปาที่แม่ชอบ และที่พิเศษก็คือน้ำเป๊บซี่ใส่น้ำแข็งหนึ่งถุงที่แม่จะซื้อประจำหลังเลิกงาน ก่อนเข้าบ้านน้ำไม่ลืมซื้อพวงมาลัยหน้าตลาดมาไหว้ศาลแป๊ะกงที่หน้าปากซอยด้วยเช่นกัน และไม่ลืมที่จะอธิษฐานของแป็ะกงให้แม่กลับมาหาอีกในคืนนี้ น้ำจะไม่กลัวแม่อีก และอยากเห็นหน้าแม่ให้ชัดๆอีกครั้ง แต่ไม่ทันที่น้ำจะได้ถอดรองเท้าเข้าบ้าน น้าแดงข้างบ้านอุ้มเจ้าเล็กวิ่งหน้าตื่นมาหาบอกว่าพ่อโทรมาจากอยุธยา เสียงพ่อสั่นเครือ แต่พูดอย่างหนักแน่นว่า

“น้ำ…ฟังให้ดีนะลูก… ตำรวจเขาเจอแม่แล้ว และเขากำลังจะส่งตัวแม่กลับมาอย่างปลอดภัย พรุ่งนี้เย็นพ่อจะไปรับลูกกับเจ้าเล็ก เราจะไปสนามบินด้วยกันนะลูก…”

น้ำจำไม่ได้ว่าพ่อพูดอะไรต่อ รู้แต่ว่าที่สุดแรงอธิษฐานต่อศาลแป๊ะกงของน้ำก็เป็นจริง แม่กำลังจะกลับบ้านมาจริงๆ แต่น้ำกลับรู้สึกเหมือนมีลมเย็นเฉียบพัดผ่าน ทำให้รู้สึกเย็นวาบจนขนลุกชันขึ้นอย่างประหลาด ในมือของน้ำยังถือสายโทรศัพท์บ้านน้าแดงอยู่ ส่วนอีกมือกำแน่นกับถุงห่ออาหารและถุงน้ำแป๊ปซี่

Saturday, August 23, 2008

เด็กชายที่อยากได้ของเล่น

ห้างสรรพสินค้าเป็นสถานที่สนุกสนานและรื่นรมย์สำหรับเด็กๆในกรุงเสมอ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ค่อยจะมีเวลาพาไปเที่ยวที่ใหนๆสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเอก เด็กชายวัย 11 ปี ที่มักจะวนเวียนอยู่กับห้างเซ็นทรัลสีลมอยู่บ่อยเป็นพิเศษ เพราะเป็นห้างสรรพสินค้าที่อยู่ในระแวกบ้าน ทั้งยังเป็นทางผ่านเวลาเดินกลับบ้านจากโรงเรียนอีกด้วย ทุกครั้งที่เดินผ่านแผนกของเล่นที่ตั้งอยู่ชั้นบนสุดของห้าง เอกอดไม่ได้ที่จะต้องไปดูของเล่นที่ตัวเองอยากได้ ของเล่นเหล่านั้นแม้จะเป็นเพียงตุ๊กตาหุ่น สัตว์ประหลาด รถยนต์ หรือหุ่นยนต์พลาสติก แต่มันช่างมีค่าเป็นที่สุด มากกว่าสมบัติใดๆในโลกที่เอกต้องการ การได้ครอบครองมันมีค่ายิ่งกว่าการได้รับของขวัญจับสลากจากงานคริสมาตของโรงเรียนเสียอีก หรือกระทั่งการได้รับรางวัลเรียนดีเสียด้วยซ้ำ

แต่ท่ามกลางกองของเล่นเหล่านั้น มีของมีค่าอยู่ชิ้นหนึ่งที่อาจไม่มีใครเห็นคุณค่าของมันเลย หรือมากเท่ากับเอกก็เป็นได้ หรือแม้เด็กบางคนอาจจะเห็นคุณค่าของมันบ้าง ถึงขนาดยอมร้องให้ หรือลงทุนไปนอนดิ้นกับพื้นเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคุณพ่อคุณแม่ให้ซื้อให้ก็ตาม แต่คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ก็ต้องยอมแพ้ต่อสภาพเศรษกิจในยุคนั้น เอกเองคงทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะเอกโตเกินไปกว่ากว่าที่จะเรียกร้องความสนใจแบบเด็กๆ หรือถ้าจะทำก็ไม่รู้จะทำไปให้ใครดู เพราะคุณแม่ก็ทำงานอยู่ที่บ้าน จะมีก็แต่คุณพ่อที่นานๆครั้งจะพามาเดินซื้อของบ้างสักที แต่เอกก็ไม่กล้าบอกให้คุณพ่อรู้ว่าต้องการของเล่นชิ้นนั้นมากเพียงไร เพราะสงสารที่คุณพ่อต้องทำงานหนักเพื่อเก็บเงินเป็นค่าเทอมให้เอกเรียนหนังสือ ซึ่งเอกเองก็ไม่ได้รู้ว่าจะเรียนหนังสือไปทำไมเหมือนกัน ไม่เคยมีใครอธิบายให้ฟัง รู้แต่ว่าการเรียนเป็นหน้าที่ของเด็ก และของเล่นเป็นศัตรูของการเรียน

วิธีเดียวที่จะได้มาซึ่งของเล่นชิ้นนั้น เอกคงต้องเก็บเงินจากค่าขนมในแต่ละวัน และหยอดกระปุกเก็บไว้เพื่อให้ครบ 53 บาท ตามราคาของป้ายของเครื่องบินของเล่นลำนั้น แต่แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงไร เงินที่เก็บก็ไม่ครบสักที เพราะบางครั้งเอกก็อดใจไม่ได้ที่จะขโมยเงินในกระปุกออมสินตัวเอง เอาไปเล่นกดไข่จนหมด การเล่นก็ง่ายนิดเดียว คนเล่นเพียงแค่หยอดเหรียญบาทลงไปในเครื่อง และหมุนลูกบิดเพื่อให้ไข่ตกลงมาหนึ่งฟอง ไข่ใบนั้นบางทีก็มีขนม บางทีก็มีของตุ๊กตุ่นตัวเล็กๆ หรือถ้าโชคดีก็จะเป็นกระดาษระบุหมายเลขของเล่นรางวัลใหญ่ ไม่เพียงแค่นั้น บางครั้งเงินในกระปุกออมสินก็ต้องหมดไปกับ มะพร้าวแก้วที่พี่สาววัยแก่กว่า 3 ปี เอามาล่อขายกับเอก ห่อละ 1 บาทบ้าง 2 บาทบ้าง ซึ่งก็เป็นเศษมะพร้าวแก้วที่เธอซื้อมาจากหลังโรงเรียนและกินเหลือ จึงนำมาขายน้องชายต่อ

หลายเดือนผ่านไป ท่ามกลางความมุ่นมั่นและอดทดจากส่งเล้าต่างๆ เช่นการกดไข่ หรือการซื้อมะพร้าวแก้วจากพี่สาว เอกก็ได้เรียนรู้ถึงคุณค่าแห่งการอดออมในที่สุด เพราะมันเป็นวันที่เอกมีความสุขที่สุดอีกวันหนึ่ง ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นสิ้นสุดการสอบมิดเทอมมหาโหด แต่ที่สำคัญเป็นวันที่เอกเก็บเงินครบ 53 บาทพอดี ช่วงบ่ายหลังสอบเสร็จในวันนั้น เอกดีใจเป็นที่สุดเพราะจะได้ไปเซ็นทรัลสีลมอีกครั้ง โดยไม่ต้องอดทนให้ทรมานใจอีก วันนี้เอกตั้งใจเตรียมเงินมามากมายเพื่อซื้อเครื่องบินประกอบร่างเป็นหุ่นยนต์

เอกบรรจงเอาเหรียญเงินซึ่งนับมาอย่างดี มีทั้งเหรียญบาทและเหรียญห้ารวมกัน และยื่นให้กลับพนักงานห้างสาวสวย แต่กลับต้องประหลาดใจเมื่อเธอนับเงินและบอกว่า เงินไม่พอที่จะซื้อเรือบินได้ ทั้งๆที่เอกเองก็นับเงินมาอย่างดิบดี แต่ก็เข้าใจทันที่เมื่อเธอชี้ไปที่ป้ายราคาเรือบินซึ่งตอนนี้กลับกลายเป็น 53 บาท 50 สตางค์ ไปแล้ว พอเห็นเอกทำหน้าตกใจและผิดหวัง พนักงานห้างสาวนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มและพูดขึ้นว่า

“เอางี้แล้วกันนะ พี่ลดราคาให้หนู 50 สตางค์ ตกลงไม๊”

“ขอบคุณครับพี่ …” เอกกล่าวตอบเบาๆ

ใครจะรู้ว่าวันนั้น เป็นวันที่หัวใจเล็กๆ ของเด็กชายคนหนึ่งจะมีความสุขได้มากมายถึงเพียงนี้ ...และใครกันจะรู้ว่า คนที่มีความสุขไม่แพ้กันในว้นนั้นก็คือพนักงานห้างคนหนึ่ง ผู้ซึ่งสูญเสียบุตรชายวัย 5 ขวบจากอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อหลายปีที่แล้ว
ทดสอบ

Tuesday, August 12, 2008

Saturday, July 19, 2008

Source: from Health Today Magazine as appeared in http://women.impaqmsn.com/articles/647/47001407.html
(Retrieved 19 July 2008). Copy without adaptation and permission from author.

สารอาหาร ต้านอนุมูลอิสระ

อาหารที่เรารับประทานเข้าไปทุกวันนี้มีทั้งให้คุณและให้โทษ เป็นได้ทั้งตัวก่อโรคและเป็นยารักษา มีสุภาษิตจีนประโยคหนึ่งที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ เขียนไว้ว่า " Whatsoever was the father of a disease, an ill diet was the mother" และนักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์บางท่านถึงกับเชื่อว่า " ขบวนการแก่ " (aging) แท้จริงแล้วส่วนใหญ่เกิดจากการที่คนเราขาดสารอาหารต่างๆ ทีละเล็กทีละน้อยตั้งแต่เราเริ่มสู่วัยผู้ใหญ่จนถึงวัยชรา…ผมเห็นด้วยแต่รู้สึกว่าจะเว่อร์ไปหน่อยครับ

เนื่องจากเรายังไม่ทราบถึงกลไกที่แท้จริงของความสัมพันธ์ระหว่างอาหารและสุขภาพจึงมีทฤษฎีเกิดขึ้นมากมาย (สิ่งใดถ้านักวิทยาศาสตร์รู้แล้ว ก็มักจะมีทฤษฎีหรือคำตอบเพียงอย่างเดียว) แต่ ความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับสุขภาพที่เป็นหลักใหญ่ๆ มีอยู่ 3 เรื่องด้วยกันคือ

  • Antioxidants ในอาหารซึ่งเป็นสิ่งที่เรากำลังพูดถึงนี้
  • Fat ไขมันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์และเอนไซม์ต่างๆ ในร่างกาย เพราะฉะนั้นชนิดของไขมันที่เรารับประทานก็มีผลต่อสุขภาพของเราแน่นอน
  • Food sensitivities ซึ่งมีทั้งทฤษฎีเก่าและใหม่ ในทฤษฎีใหม่ เชื่อกันว่าการแพ้อาหารบางอย่างอาจไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใด และอาจมีอาการได้หลายรูปแบบ เช่น ปวดศีรษะหรือ อ่อนเพลีย เป็นต้น

Antioxidant (สารต้านอนุมูลอิสระ)

ในปี 2497 Denham Harman, M.D, Ph.D. จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ของ University of Nebraska เป็นผู้เสนอเรื่อง”สารอนุมูลอิสระ” (free radicals) ขึ้น ซึ่งในเวลานั้นมีคนสนใจน้อยมากแต่นายแพทย์ Harman ก็ไม่ย่อท้อ พยายามทำการทดลองหลายครั้งจนในที่สุดก็เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

แล้วเจ้าอนุมูลอิสระมันคืออะไรมาจากไหนและเกี่ยวกับ antioxidant ได้อย่างไร ถ้าจะให้เขียนกันจริงๆ สามารถเขียนเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ได้หนึ่งเล่มเลยครับ ซึ่งมีคนเขียนไว้มากมายพอควร ผมเลยขออนุญาตย่อสั้นๆ นะครับ

เริ่มกันเลยนะ…สูดหายใจเข้าลึกๆ…. เวลาเราสูดหายใจเข้าออกซิเจนก็จะเข้าไปในปอดไปสู่เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายโดยอาศัยเส้นเลือดต่างๆ แล้วเนื้อเยื่อก็นำออกซิเจนไปใช้ในขบวนการต่างๆ (oxidation) เพื่อทำให้เกิดพลังงาน การสังเคราะห์สารต่างๆ เช่น โปรตีน ไขมัน นอกจากนี้จะเกิดอนุมูลอิสระ (free radical)ขึ้น ซึ่งเป็นสารที่มีอิเล็กตรอนไม่ครบคู่ จึงไม่มีเสถียรภาพ (stable) มันจึงต้องพยายามหาคู่ของมันเพื่อให้เกิดเสถียรภาพ ฟังดูเป็นศัพท์เทคนิคนะครับแต่ในความเป็นจริงอนุมูลอิสระก็มีกลไกเช่นว่านี้ ตอนที่มันวิ่งหาคู่นี้ซิมันไม่วิ่งเปล่าๆ แต่มันจะทำลายเซลล์และสิ่งต่างๆ ด้วย รวมทั้ง DNA ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าเป็นสาเหตุสำคัญของขบวนการแก่ (aging) และโรคต่างๆ เป็นจำนวนมากรวมทั้งมะเร็งด้วย…หายใจออกได้แล้วครับ

ซึ่งตอนนี้ก็ถึงพระเอกขี่ม้าขาว คือ สารต้านอนุมูลอิสระหรือ antioxidant มาช่วยให้อิเล็กตรอนของสารอนุมูลอิสระมีคู่และมีความเสถียรภาพขึ้น จึงไม่ต้องวิ่งไปทำลายใครอีก Antioxidants มีหลายชนิด แต่ที่สำคัญมีอยู่ 3-4 ชนิด ซึ่งส่วนมากจะเรียกกันว่า antioxidant cocktail คือ Vitamin A, C, E และ selenium (เซลิเนียม) ประโยชน์และข้อควรระวังในการบริโภคสรุปอย่างง่ายๆ ได้ดังนี้ครับ

Vitamin A (Beta carotene)

ประโยชน์

  • เป็นสาร antioxidant ต้านอนุมูลอิสระ
  • ช่วยการมองเห็น, ผิวหนังแข็งแรง
  • ช่วยระบบภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กันเชื้อโรค

แหล่งอาหาร

  • เบต้า แคโรทีนมีมากในผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม แครอท, ฟักทอง, มะเขือเทศ, ผักใบเขียว
  • RDA (Recommened Dietary Allowance) หมายถึงปริมาณที่แนะนำต่อวัน
  • ผู้ชาย 5000 IU (3 mg beta carotene)
  • ผู้หญิง 4000 IU (2.4 mg beta carotene)
  • ปริมาณสำหรับ Antioxidant 25,000 IU หรือ15 mg beta carotene(น้ำแครอท 1 แก้ว มี 24.2 mg beta carotene)

ข้อแนะนำ

  • ควรรับประทานพร้อมอาหาร เพราะเป็นวิตามินที่ละลายในไข มัน
  • ควรรับประทานเบต้า แคโรทีนจากธรรมชาติ คือผักผลไม้หลายๆ ชนิด
  • ถ้าได้รับปริมาณมากไปอาจทำให้ผิวหนังมีสีเหลืองได้ ซึ่งจะหายไปเมื่อลดหรือหยุดรับประทาน
  • เบต้า แคโรทีนจะได้จากพืช ส่วน Vitamin A ชนิด retinol จะได้มาจากสัตว์ เพราะวิตามินชนิดนี้อาจทำให้เกิดโทษต่อตับได้

    ในปี 1994 มีการศึกษาที่น่าฉงนจาก Finland พบว่าคนที่สูบบุหรี่อย่างหนักที่รับประทานเบต้า แคโรทีนเสริม(20 มก.) มีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่า กลุ่มสูบบุหรี่หนักที่ไม่ได้รับเบต้า แคโรทีนเสมอ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ส่วนมากไม่เชื่อผลการศึกษานี้ แต่บางท่านก็แนะนำคนที่สูบบุหรี่ว่าไม่ควรรับประทานเบต้า แคโรทีน เสริมจนกว่าจะมีการศึกษาที่ชัดเจนมากกว่านี้


Vitamin C (Ascorbic acid)

ประโยชน์

  • เป็นสาร antioxidant
  • ช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อและการรักษาแผล
  • ช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรค
  • ช่วยการสร้างสารสื่อประสาท (neurotransmitter) เช่น นอร์อะดรีนาลีนและซีโรโทนิน

แหล่งอาหาร

  • ผลไม้สดจำพวกส้ม ฝรั่ง สตรอเบอรี่ ฯลฯ
  • RDA ผู้ใหญ่ 60 มก. (ส้มขนาดกลาง 2 ผล หรือฝรั่ง 4-5 ชิ้น)
  • สตรีตั้งครรภ์ 70 มก.
  • คนสูบบุหรี่ >80 มก.
  • ปริมาณสำหรับ antioxidant 250-500 มก. แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง เพราะถ้ามากกว่านี้เซลล์ในร่างกายไม่สามารถดูดซึมไปใช้ได้ ก็จำเป็นต้องขับทิ้งออกทางปัสสาวะ

ข้อแนะนำ

  • ถ้าไม่สบาย หรือเป็นหวัดควรเพิ่มปริมาณให้มากกว่านี้ได้
  • วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำเพราะฉะนั้นการรับประทานมากเกินไปเล็กน้อยก็จะถูกขับออกได้ง่าย
  • ยังมีข้อถกเถียงกันว่าวิตามินซีสามารถทำให้เกิดนิ่วในไตได้หรือไม่

Vitamin E (Tocopherols)

หน้าที่

  • เป็นสาร antioxidant
  • บำรุงให้เซลล์ในร่างกายดีและแข็งแรงอยู่เสมอ
  • ช่วยป้องกันการทำลายเซลล์ในร่างกายจากมลภาวะต่างๆ

แหล่งอาหาร

  • น้ำมันพืช ถั่ว ผักใบเขียว ไข่ จมูกข้าวสาลี ขนมปังโฮลวีท ฯลฯ
  • RDA ผู้ชายและสตรีตั้งครรภ์ 15 IU (10 มก.)
  • ผู้หญิง 12 IU (8 มก.)
  • ปริมาณสำหรับ antioxidant อายุ <>
  • อายุ > 40 ปี = 800 IU

ข้อแนะนำ

  • ควรเลือกชนิดธรรมชาติ (d-alpha tocopherol รวมถึง Mixed tocopherols)
  • รับประทานพร้อมอาหาร เพราะเป็นวิตามินที่ะลายในไขมัน
  • นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าขนาด 400-800 IU ต่อวันค่อนข้างปลอดภัย (ขนาดที่มากกว่า 1000 IU อาจเป็นพิษได้)
  • ขนาดที่มากกว่า 400 IU จะทำหน้าที่ป้องกันการแข็งตัวของเลือดได้ (anticlotting)เช่นเดียวกับ แอสไพริน
  • ท่านที่มีปัญหาเรื่องการแข็งตัวของเลือดหรือได้รับยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดควรสอบถามแพทย์ก่อนที่จะรับประทาน Vitamin E

Selenium (ซิลิเนียม)

ประโยชน์

  • สาร antioxidant
  • ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  • แหล่งอาหาร ธัญพืชเต็มเมล็ด (Whole grain) กระเทียม ไข่ อาหารทะเล หน่อไม้ฝรั่ง ฯลฯ
  • RDA ผู้ชาย 70 mcg
  • ผู้หญิง 55 mcg
  • สตรีตั้งครรภ์ 65 mcg

ปริมาณสำหรับ antioxidant

  • 200 mcg
  • ไม่ควรใช้ขนาดเกิน 400 mcg เพราะอาจเป็นพิษได้
  • ควรใช้อยู่ในรูป yeast-bound

จะเห็นได้ว่าวิตามินและแร่ธาตุ ในปริมาณที่เหมาะกับantioxidant ส่วนมากจะต้องเพิ่มปริมาณมากกว่า RDA ซึ่งบางอย่างก็ไม่สามารถรับประทานได้อย่างเพียงพอ ก็อาจจำเป็นที่จะต้องเสริมด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผมเองไม่ได้ต่อต้านผลิตภัณฑ์เหล่านี้ แต่อยากให้ข้อคิดสะกิดกันสักนิดว่า ถ้าเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นทางเลือกหนึ่งก็ยิ่งต้องศึกษาให้ดีก่อนถึงโทษของสารแต่ละอย่างหากได้รับมากเกินไป ควรรู้ข้อดี ข้อเสีย ข้อควรระวัง ผมเห็นบางคนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในแต่ละมื้อจำนวนมากแทบจะอิ่มแทนอาหารได้เลยครับ อย่าลืมว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็คืออาหารเสริมไม่สามารถแทนอาหารหลักได้ครับ ควรระมัดระวังในกรณีที่รับประทานมากเกินไปด้วยครับ เพราะอาจเกิดโทษขึ้นกับร่างกายได้

สุดท้ายนี้ผมจบด้วยหลัก "ล" ที่ผมอ่านเจอจากจดหมายข่าวฉบับหนึ่ง เข้าท่าดีครับเลยหยิบมาฝากกัน

ลด อาหารไขมันจากสัตว์
เลิก อาหารกระป๋องที่ใส่สีสังเคราะห์ และสารเคมี เช่น สารกันบูด หรือสีที่ไม่ใช่สีผสมอาหาร
เลี่ยง อาหารปิ้ง ย่าง เผา อบ รมควัน
ลุ้น อาหารสด ผัก ผลไม้ อาหารสมุนไพรปลอดสารพิษ


ที่มาข้อมูล :นิตยสาร Health Today

Wednesday, July 09, 2008

Beta-carotene, Antioxidants, Omega-3

บำรุงสายตา
ให้ทานอาหารที่มีสาร beta-carotene เยอะๆ ซึ่งที่อยู่ใน pigment ของผักผลไม้ที่มีสีส้ม หรือ เหลือง: แครอท ฟักทอง บรอคคอลี่ มะม่วง ข้าวโพด ผักบุ้ง ปวยเล้ง องุ่นแดง ส้ม แอปเปิ้ล ถั่ว ไข่แดง พริก

"บริหารดวงตาด้วยวิธีง่ายๆตามหลักของ ‘เบตส์’ นายแพทย์ชาวอังกฤษ ที่คิดค้นท่าบริหารจนมีชื่อเสียงไปทั่วยุโรปและอเมริกา...

เริ่มแรก ใช้อุ้งมือครอบที่ดวงตา แล้วนึกถึงภาพวันสบายๆ หรือการพักผ่อนสุดสัปดาห์ จากนั้นจินตนาการว่าเรากำลังมองสิ่งของสีสดใส เช่น ดอกไม้สีแดง เหลือง การจินตนาการภาพจนเห็นวัตถุที่ชัดเจน จะช่วยให้สายตาดีขึ้น

ต่อไป ให้กวาดสายตาไปมา แบบไม่ต้องจ้อง เพื่อผ่อนคลาย และฝึกโฟกัสภาพ ทั้งใกล้และไกลสลับไปมา เมื่อตื่นนอน ชโลมดวงตาด้วยเย็น เพื่อให้กล้ามเนื้อตากระชับ ส่วนก่อนนอน ให้ชโลมด้วยน้ำอุ่นเพื่อความผ่อนคลาย" (Dailynews 11 July 2008)

ต้านมะเร็ง รวมถึง prostate cancer ด้วย ทานผักผลไม้ไม่ต่ำกว่า 5 ชนิดต่อวัน โดยเฉพาะประเภทที่มี antioxidants เยอะๆ: บรอคคอลี่ berries ทั้งหลาย คึ่นฉ่าย (celery) พวก seeds & grains ต่างๆ ถั่วเหลือง แครอท หัวหอม กระเทียม กระหล่ำปลี แอปเปิ้ล แคนตาลูป มะเขือเทศ ปวยเล้ง

ป้องกันโรคหัวใจ ระบบหมุนเวียนเลือด เส้นเลือดตีบหรืออุดตัน (blood clotting) =
Omega-3
: ปลาทะเล salmon, mackerel, sardines, tuna, soybeans, ถั่ว หรือเมล็ดพันธุ์ต่างๆ cereal grains Omega-3 ป้องกัน arthritis เช่นกัน

ล้างพิษ คนจีนเชื่อว่า (อย่างน้อยก็พ่อผมคนหนึ่งล่ะ) กินน้ำแกงต้มเลือดหมูช่วยล้างท้อง (detoxify) หมายถึงล้างสารพิษที่ปะปนมากับอาหารที่เรารับประทานในแต่ละวัน แต่ไม่เคยเห็นงานวิจัยกล่าวถึง แต่ที่แน่ๆ ผลไม้ช่วยล้างท้องได้แน่ คุณสมบัติในการล้างพิษของผลไม้แต่ละชนิดก็ต่างกันไปตามประเภทดังนี้

1. ผลไม้รสเปรี้ยวจัด (acid fruit):
oranges - pineapples - lemons - limes - sour apples - tomatoes

2. ผลไม้รสเปรี้ยวน้อย (low-acid fruit):
grapes - ...berries - cherries - olives - sweet apples - plums - apricots - mangoes
3. ประเภทแตง (melons):
watermelons - cantaloupes - cucumbers
4. ประเภทให้พลังงาน (starchy fruit)
bananas pumpkins peanuts
5. ถั่วและเมล็ดพันธุ์ (nuts & seeds)
sunflower seeds - pumpkin seeds - sesame seeds
peanuts - almonds - cashew nuts - soy beans

ประเภทแรกช่วยล้างพิษได้ดีที่สุด รองลงมาคือกลุ่มที่สองซึ่งแม้คุณสมบัติด้านล้างพิษน้อยกว่า แต่คุณสมบติด้านอื่นดีมาก โดยฉเพาะผลไม้ตระกูล berries ซึ่งมีหัวโจกเป็น blackberries นำขบวนสารอาหารที่มี beta-carotene กลุ่ม melons มีธาตุเหล็กอยู่มาก ช่วยการทำงานของตับซึ่งทำหน้าที่ผลิตไวตามิน A อีกที กลุ่มให้พลังงาน กินแล้วอยู่้ท้องหายหิว กล้วยถ้ากินมากๆจะเพิ่มน้ำหนักได้ ผมเคยลองและเห็นผลมาแล้ว กินวันละหวีติดต่อกันหลายอาทิตย์ คนลดน้ำหนักจึงไม่ควรกินเกินหนึ่งผลต่อวัน กลุ่ม nuts & seeds ดีได้โปรตีนจากถั่ว


Cooking oils:
ดีสุดแน่นอน Olive oil หรือน้ำมันมะกอก สุดยอดของน้ำมัน รองลงมาเป็น น้ำมันสกัดจากเมล็ดดอกทานตะวัน Sunflower oil ตามมาด้วยน้ำมันถั่วเหลือง Soya oil และ Canola oil ตามลำดับ ส่วนน้ำมันจากสัตว์ไม่ต้องพูดถึง เป็นไขอันตรายเรื่อง Cholesterol และไขมันอุตตันในเส้นเลือด

น้ำมันพืชกินสดๆ แบบราด salad ย่อมดีกว่าน้ำมันพืชที่่ตั้งไฟให้เดือด เพราะโมเลกุลของไขมันแตกตัว ยิ่งถ้าเอาน้ำมันเก่า recycle มาใช้หลายรอบเ้่ท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นไขมันชั้นเลวมาเท่านั้น ฉะนั้นใช้น้ำมันทอดอะไรเหลือทิ้งไป ไม่ต้องประหยัดเก็บไว้ใช้อีกเหมือนที่ร้านขายอาหารทำกัน ดีกว่าเป็นมะเร็งเพราะน้ำมันเก่าก่อสารกระตุ้นมะเร็ง ดังนั้นน้ำมันที่ดีสุดคือน้ำมันมะกอกกินสดๆแบบราด salad!

ทำไม olive oil จึงเป็นสุดยอดของน้ำมัน?

ก็เพราะมันเป็นน้ำผลไม้ดีๆนี่เอง คั้นสดๆจากผลไม้สีเข้มสุดๆ เวลาไม่สุกสีเขียว เวลาสุกสีดำ กินได้ทั้งที่สุกและไม่สุก ที่ว่าเป็นน้ำผลไม้เพราะ คั้นมาจากผล olive โดยตรงไม่ผ่านกระบวนการต้มกลั่น ให้สุกเหมือนน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ เรียกว่าคั้นกรองแล้วบรรจุขวดเลย เพราะฉะนั้นไขมันยังไม่แตกตัวเลยสักนิด ยิ่งเอามากินสด ราด Salad ก็จะให้คุณค่าอาหารมาก โดยไม่เพิ่ม Cholesterol น่าลองเอามาทอดไข่เจียว เพราะไข่เีจียวแบบบ้านเราต้องใช้น้ำมันเยอะมาก ซึ่งจะำทำให้ไข่เจียวมีคุณค่าขั้นมาทันที (อย่างน้อยก็คงแพงกว่าเดิมอีกสักสิบเท่า!) แต่ีอีกนั้นแหละ พอเอามาทอดไข่เจียว ไขมันก็แตกตัวทันทีทำให้คุณสมบัติลดลงอีก แต่ถ้าเทียบก็ยังดีกว่าทอดไข่ด้วยน้ำมันชนิดอื่น โดยเฉพาะน้ำมันหมูน่ากลัวสุด เพราะไม่เพียงเป็นไขมันสัตว์แต่วิธีรีดน้ำมันคือเอาไขมันหมูไปทอด สุดยอดจริงๆ ผมทำเป็นประจำ เป็นหน้าที่ตอนเด็กๆ แม่ให้ทำเสมอ แล้ว เอากากหมูที่ทอดมากินเ่ล่น อร่อยดี

คุณสมบัติของ Olive หรือ Olive oil ก็คือช่วยลด Cholesterol ในเลือด เหมือนไขมันจากปลาทะเลน้ำลึก อย่าง salmon หรือ tuna แล้วยังช่วยเรื่องการไหลเวียนของระบบเลือด ไม่ทำให้เป็น blood clot หัวใจก็ทำงานดีไปด้วย เป็นของดีของฝรั่งซึ่งกันกันมากในแถบประเทศ
mediterranean

ฺButter กับ Margarine อย่างไหนดีกว่ากัน

Butter ดีกว่า Margarine เลือกได้เลือก butter โดยเฉพาะที่มีส่วยผสมของ olive oil แต่ราคาจะสูงกว่าหลายเท่า

กินเนื้อใหม้เกรียมเท่ากับสะสมสารก่อมะเร็ง แล้วถ้าเป็นผักใหม้ล่ะ ก่อมะเร็งใหม เพราะที่ใหม้ไม่ใช่โปรตีน?

ความดันต่ำ ออกกำลังกายให้หัวใจเต้นแรงอย่างสม่ำเสมอติดต่อกันไม่ต่ำกว่าวันละ 20 นาทีทุกวัน

ตาแห้ง หาวนานๆ จนกว่าน้ำตาจะไหลออกมาเอง หลับตาและประคบตาด้วยน้ำอุ่น นั่้งสมาธิ

ปวดหัวไมเกรน หัวเราะนานๆ ติดต่อกัน นอน ว่ายน้ำ อาบน้ำ ปรับอุณภูมิห้องไม่ให้เย็นเกินไป นั่งสมาธิ

ผักส่วนใหญ่กินสดๆได้สารอาหารมากกว่ากินแบบปรุงสุก ยกเว้น beta-carotene ใน แครอทได้มากกว่าถ้าปรุกสุก

Reference: http://www.thefruitpages.com/

Monday, July 07, 2008

ครูคือใคร ใครคือครูในวันนี้ ใช่อยู่ที่ปริญญามหาศาล

ใช่อยู่ที่เรียกว่าครูหรืออาจารย์ ใช่อยู่นานสอนนานในโรงเรียน

ครูคือผู้ชี้นำทางความคิด ให้รู้ถูกรู้ผิดคิดอ่านเขียน

ให้รู้ทุกข์รู้ยากรู้พากเพียร ให้รู้เปลี่ยนแปลงสู้รู้สร้างงาน

ครูคือผู้ยกระดับวิญญาณมนุษย์ ให้สูงสุดกว่าสัตว์เดรัจฉาน

ครูคือผู้สั่งสมอุดมการณ์ มีดวงมาลย์เพื่อมวลชนใช่ตนเอง

ครูจึงเป็นนักสร้างผู้ใหญ่ยิ่ง สร้างคนจริงสร้างคนกล้าสร้างคนเก่ง

สร้างให้คนเป็นตัวของตัวเอง ขอมองเพลงนี้มาบูชาครู

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

Sunday, June 15, 2008

"Making the right tone in Thai"

Step one:

You need to know whether the syllable is live on dead syllable, because how a syllable is pronounced depends on whether it is live or dead. If the syllable contains the following final sounds: /k/ (which is realized by the alphabet ), /t/ (which is realized by the alphabet ด ถ), and /p/ (which is realized by the alphabet บ ป พ), it is a dead consonant. If the syllable does not have the final consonant, look at the length of vowel. If the consonant contains long vowel such as /a/, /e/, /u/, /ɛ/, /o/, it is dead. If the syllable contains other final consonants aside from the aforementioned three sounds, it is a live consonant. If there is no final consonant, look at the length of vowel. If it is long such as /aa/, /ee/, /uu/, /ɛɛ/, /oo/, ɔ/, it is live.

Step two:

You need to know that Thai consonants can be categorized into three classes as follows:

Low ค ฅ ฆ ช ซ ฌ ฑ ฒ ท ธ พ ฟ ภ ฮ ง ญ น ย ณ ร ว ม ฬ ล

Mid ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป อ

High ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ส ษ ศ ห

Step three:

Now check the syllable you are after with the following chart.


Flat

Low

Falling

High

Rising

Mid

Live



๊๊ ๊๊

๋๋ ๋๋

Dead




๊๊๊๊

๋๋๋๋

High

Live






Dead






Low

Live





Dead(long)





Dead(short)





N.B.

Don’t worry about these three steps above when you speak. Just play safe and make all the syllables as flat as possible. Most of the time, the context will help. Do not make your words too melodious because if you makes mistakes, it could sound very funny and even not understandable.

Wednesday, June 04, 2008

Thursday, May 29, 2008

Role models ที่ำสำคัญในตอนนี้ มีแค่ 2 อย่าง

Academic role model
Spiritual role model
"ไม้อ่อนดัดยาก" หมายถึง อ่อนน้อมถ่อมตน แต่หูหนัก มากหลักการไม่เชื่อฟังใครง่ายๆ

Thursday, May 15, 2008


So-so simple Soup (ต้มจืดสามสหายหน้าจืด)

1. Chinese cabbage
2. Fish tafu
3. Wanton
4. Thai soy sauce
5. Chicken powder

Put all the ingredients together in boiling water.
Omelette Spicy Soup (ต้มแซ่บไข่เจียว)

1. Thai omelette
2. Dried red Chillie
3. Onions
4. Tomatoes
5. Fish sauce
6. Thai soy sauce

Make Thai omelette with dried chillies. Then put the omelette to the boiling water together with sliced onions and tomatoes. Flavor with fish sauce.

Thursday, May 01, 2008

Tips for academic writing

Lead the reader by the hand!

Work systematically, write selectively.

Select only related literatures.

"Introducing before presenting
Presenting before describing
Describing before discussion"

Cite at the end.

Monday, April 21, 2008

Korean Seafood Spaghetti

Today’s specialty is an exotic hybrid cuisine from the traditional Italian spaghetti stir-fried with the Korean red chilli paste. The result is unbelievably delicious! It is really an exotic dish where you can enjoy the best of Italian and Korean at the same time.


Ingredients

1. Spaghetti noodles
2. Seafood Flake
3. Prawn
4. Cabbage
5. Sesami oil
6. Lobo's suki sauce
7. Korean read chilli paste
8. salt
9. sugar

How to:

Boil the spaghetti noodles first. Then, stir fry cabbage with korean red chilli paste first before adding other ingredients and the boiled noodles at last. Flavor with sesami oil, a bit of salt and sugar.

Thursday, April 03, 2008

Monday, March 24, 2008

ข้อคิดในการตั้ง slogan ภาษาอังกฤษ

ความน่าประทับใจของ Slogan ภาษาอังกฤษอยู่ที่ความเข้าใจความหมายของมัน ที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายฟังแล้วรู่้สึกว่า 'ใช่เลย' หรือสื่อความหมายได้ 'โดนใจ' บางทีก็ซ่อนความหมายที่ต้องคิดลึกๆ ถึงจะ 'get' แต่ด้วยข้อจำกัดของคนไทย จึงต้องใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย จะเอาเท่ห์เหมือนสินค้าแฟชั่นคงไม่ได้ เพราะสินค้าพวกนั้นเน้น image อย่างเดียว บางทีฟังก็ไม่เข้าใจ แต่เท่ห์ก็พอแล้ว เช่น Turn it on ของ PUMA ที่เราฟังแล้วรู้สึกว่า Slogan เหล่านั้นเพราะ เข้าหู และลงตัวดี ก็เพราะมันฟังกันจนคุ้นหูแล้ว เรียกว่าไม่จำเป็นต้องเพราะ แต่ฟังกันจนเพราะไปเอง เรื่องความเพราะนี่ ก็ต้องเข้าใจว่าจะเอาให้คนไทยฟังเพราะ หรือฝรั่งฟังเพราะ เพราะอาจเข้าใจข้อความต่างกัน ผมว่าข้อความที่ฟังดูเพราะน่าจะเป็นข้อความเรียบง่าย แต่่จริงใจและกินใจ มากกว่าเสียงสัมผัสของคำในเชิงสำนวนภาษา

สินค้าบางประเภทบางทีก็เลี่ยงที่จะสื่อให้ตรง เพรานอกจากจะฟังดูเชย บางทียังดูแคลนภูมิปัญญาของผู้บริโภคอีก เช่น JUST DO IT ของ NIKE สื่อความหมายไม่ตรงเลยสักนิด แต่กลับติดตลาดผู้บริิโภค เพราะได้แนวคิดและวัฒนธรรมแบบตะวันตก โดยเฉพาะความเท่ห์แบบวัยรุ่นมะกัน ที่ไม่ต้องคิดเยอะ อยากทำอะไรทำเลย ทำแล้วค่อยคำนึงถึงผลของการกระทำทีหลัง ซึ่งเป็นลักษณะของวัยรุ่นโดยแท้ (แล้วค่อยให้ผู้ใหญ่ตามแก้ปัญหาทีหลัง) ทำให้โดนกลุ่มเป้าหมายสุดๆ ทั้งในเชิงกายภาพและวัฒนธรรมเมืองนอก โดยส่วนตัวไม่ชอบ slogan นี้ และไม่เห็นว่าจะเข้าท่าตรงใหน ขัดกับสังคมไทยด้วยซ้ำ ที่สอนให้คิดให้รอบคอบ เกรงใจ (คำนี้แปลกนะ ภาษาอังกฤษมีคำว่า considerate แต่ความหายต่างกัน) และเห็นอกเห็นใจความรู้สึกของผู้อื่น ก่อนการกระทำเสมอ

สินค้าของ a เป็นสินค้าที่ ไม่ได้ขายมวลชน จะสื่อความหมายที่เป็น abstract มากๆอย่างที่ a ว่า "รักคุณเท่าฟ้า" ซึ่งนอกจากจะฟังดูเชยสนิท สื่อไม่ตรงความหมายแล้ว ยังฟังดูเสแสร้งไม่จริงใจ อย่างน้อยก็ในความรู้สึกผมที่ใช้บริการการบินไทยมาโดยตลอด สินค้า a เป็นสินค้าที่เป็นตลาดเล็กๆ และเฉพาะกลุ่มจริงๆ กลุ่มที่มีลักษณะเป็นผู้ใหญ่ มีความละเอียดอ่อน และมีความคิดวิเคราะห์ ต้องระวังในเรื่องการใช้คำให้มาก ไม่ให้เท่ห์จนเกินไป หรือดีจน 'over' เพราะมันจะ meaningless! หรือไร้สาระ แทนที่จะเป็น image ในทางบวก อาจได้รับผลในทางกลับกัน เพราะคน 'หมั่นใส้' (คำนี้แปลกนะ a ภาษาอังกฤษไม่มีคำเทียบเคียงได้เหมือนเลย!)

สรุป slogan ของ a ผมแนะนำว่าน่าจะมีลักษณะดังนี้
- อ่อนน้อม ถ่อมตน
- เข้าใจง่าย แต่เชย ดีกว่า ฟังเทห์ แต่ลูกค้าไม่เข้าใจ
- สั้น จำง่าย ซึ่งเป็นลักษณะ slogan ทั่วไปอยู่แล้ว
- คนไทยอ่านออกเสียงได้ รวมถึงเจ้าของสินค้าเองด้วย
- ตรงไปตรงมา ไม่เจ้าเล่ห์ โปรยเสน่ห์ด้วยถ้อยคำหวานจ๋อย (ha ha...)

ผมแต่งเพิ่มให้อีก 2 ดังนี้ครับ

At Prelude Music...
...'We don't sell, we serve!'

อันนี้สื่อจุดขายของ a ที่ไม่เหมือนชาวบ้าน รับรองได้ใจลูกค้าแน่ เพราะ a ทำตลาดเชิงรุกอยู่แล้ว เน้นบริการ ไม่ได้ขายอย่างเดียว แล้วยังฟังดูเป็นผู้รับใช้ที่ดีอีก เหมาะกับงานบริการ

Prelude Music...
... Simply the music books!

อันนี้สื่อตรงๆ ง่ายๆ ว่า ขายหนังสือเพลงอย่างเดียว อย่างอื่นไม่ขาย ฟังดู จริงจัง และจริงใจ ไม่โกหก

ถ้ายังไม่ชอบใจก็เก็บไว้ก่อนนะครับ ไม่ต้องใช้ คิดอะไรออกอีก จะบอกอีกทีครับ
Fine-tuning discourse in Thai EFL academic and electronic bulleting board writing
Montri Tangpijaikul
Linguistics, Macquarie University
Full text: Not available
Last modified: August 30, 2007

Abstract

A basic repertoire of modality and intensity in English is important in helping learners fine-tune their meaning appropriately, but these linguistics features are generally underused by EFL learners. This study hypothesizes that Thai learners tend to use modals and intensifiers more in the online bulletin board than in student academic essays. Two parallel learners’ corpora, a total of 115,980 words, are used to compare between their writing outputs in the electronic bulletin board and student essays. A framework has been developed based on the existing concepts of modality and degree of intensity. It attempts to capture the four semantic areas including hedging, boosting, committal, and inclination. The analysis includes modal auxiliaries (e.g. will, may), epistemic stance adverbs (e.g. maybe, probably), adjectives (e.g. certain, possible), copular verbs other than ‘be’ (e.g. tend, seem), and intensifiers (e.g. rather, somewhat, totally). The findings show that Thai EFL learners are able to fine-tune their expression with subtlety using these lexical and grammatical devices more in the online than the offline writing.

Monday, February 18, 2008

Chicken Balaclava


Ingredients

1. Dried red chillies
2. Green capsicums
3. Pineapple
4. Onions
5. Chicken breast
6. Cashew nuts
7. Oyster sauce
8. Indonesian ABC sauce
9. Thai sweet chilly sauce (made of tamarine)
10. Tomato sauce
11. Salt
12. Sugar
13. Topioca starch
14. Cooking oil

For this week's specialty, I proudly present my newly created hybrid recipe, the mixture of Chinese Sweet&Sour Chicken and Thai's Chicken with cashew nuts. Fry dry chillies (with minimal cooking oil) first to get the best of dry chilli's aroma, then deep fry the chicken separately so that it is cryspy from the outside but tender inside. Mix topioca starch with warm water first. Then put all the prepared ingredients together to stir fry.
(On the right: Robin, my cooking student, learning to make Thai banana in coconut milk)

Thursday, January 24, 2008

" ...ในบางแง่มุม ชีวิตอาจมีความทุกข์ แต่หากเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับทุกข์นั้นอย่างมีสติ มองหาสิ่งดีๆในกองทุกข์ เราก็อาจจะมีความสุขแม้เป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ ...
ในทางกลับกัน หากเรากำลังมีความสุข จงเรียนรู้ว่าในความสุขตรงหน้า ก็อาจมีความทุกข์ปะปนมา ต่อเมื่อมันเกิดทุกข์แล้ว จะได้รับมือกับมันได้ทัน... "

ข้อคิดเตือนสติจากพี่หมู ยกมาโดยยังไม่ได้ขออนุญาติครับผม

Saturday, January 19, 2008

ความรักทำให้ผมอ่อนแอ… จำได้ว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อเสียพ่อไป หลายปีทีเดียว... ตอนนี้ผมรู้แล้ว และเข้าใจแล้วว่า ความรัก ความคิดถึง และความห่วงใยมีคุณค่ามากเพียงไร รู้สึกเสียใจทุกครั้งเมื่อคิดถึง 1 ปีที่ผ่านมา ที่เสียใจเพราะไม่เคยเห็นคุณค่าของมัน และทำให้คนที่รักต้องเสียใจอยู่หลายครั้งเพียงเพราะทิฐิในใจของตน แต่ครั้งนี้ต่างจากครั้งเมื่อเสียพ่อไป เพราะวันนี้ผมเห็นคุณค่าของคนที่ผมรักในยามที่ยังไม่สายเกินไป ผมจะเก็บมันไว้ให้นานแสนนาน...

ความรักทำให้ผมเข็มแข็ง... เพราะเกิดพลังที่จะทำให้ดีที่สุดเพื่อคนที่เรารัก อยากให้เขาดีใจ และ ภูมิใจ เพราะจากนี้ไปสิ่งที่ดีที่สุดของเราก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของเขา และสิ่งที่ดีที่สุดของเขาก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของเราเช่นกัน ดังนั้น... จึงต้องทำให้ดีที่สุด

Wednesday, December 12, 2007


The train from Olso took me back to Copenhagen, with one stop in Goteborg. I spent two nights in Copenhagen staying at the City Hostel before flying back home in Bangkok. Those twenty days of my journey in the four Scandinavian countries have finally ended on November 24, 2007 with lots of good memories and productive outcomes. And yes... it occurs to me... there has never been a trip more exciting than a journey back home.

Saturday, November 24, 2007


Aside from the cold, Norway is a nice and quiet country. Particularly, the train journey from the capital Oslo to a more picturesque Bergen was relaxing. You can also order some food and beverages while enjoying the scenic view of snowy mountains and beautiful lakes sliding on the window by your side. After spending night and day on the train, I finally arrived in Bergen, a small town located in a scenic gulf surrounded by mountains which overlooks the small but friendly town. Most teenagers come here for skiing, but I am too old to get excited over the sports, so I was wandering around the town looking for something to eat and ended up having a piece of waffle in a shopping mall. I like it very much, the best waffle I've ever had! Though not so many, Thai restaurants can still be found in almost every cities I have been in Scadinavia and in Bergen alone there are two. The food was so good, if you don't mind paying almost 1,000 Baht for a bowl of Tom Ka Gai while in Thailand you can get the same thing in the restaurant for less than 100 Baht!

Here I visited the University of Gergen and met people who are behind the construction LOB (Lancaster-Oslo-Bergen) Corpus and COLT (Bergen's Corpus of London Teenage Talk) corpus as the research center of the two corpora is here. After a night here in Bergen, I headed back for OSLO, the capital of Norway, which is a little less attractive to me, so I did not spend the night here. Instead, I booked a train to Copenhagen in Denmark via Goteborg in Sweden.

Thursday, November 22, 2007

Dear Colleagues,

Two days is enough for me to see the contradiction of atmostphere in Stockholm, which is really a city of fashion and history where you can wander around old and elegant buildings separated in 14 islands. For good memory, I booked a night in a hostel which was renovated from a hundred-year-old red boat. But what springs out to my mind at the moment is the Central Railway Station, where my luggage was stolen with all the food and surviving gears in it, including medicine. Though, that has not changed my good memory for the Danish as I am very sure that the guy who stole my bag was an immigrant, not the local. He sort of hung around my bag when I was trying to make an online-booking for a night in Copenhagen. The next thing I know was that I only saw one bag sitting next to me, instead of two. Feeling a bit panic, I was thinking if I should report to the police or run around at the station looking for the guy. If I report this to the police, I will be interviewed for some time and I may miss the train to Oslo, Norway, which was scheduled to arrive in 20 minutes. If I decide to look for him, I won't recognize him clearly anyway. So, after pondering for a while, I realized that the train has already arrived and was going to leave the platform. I was runninnnnng and made it to be on board just 3 seconds before it sets off. I was so close of missing that last train of the day!

Sunday, November 18, 2007

I arrived in Stockholm by the night train yesterday very early in the morning, so the shops were all closed and the city has not been fully awake yet. Wandering around in the cold, I found the costs of living here very high. Using the toilet here, for instance, costs me 5 Swedish korna, or approximately 30 baht. Haing a shower is 20 SEK, or 120 Thai BT. A bowl of plain rice is 10 SEK extra, or 60 baht. A light meal at McDonald's would cost around 400 baht, I mean just a cheap burger and coke. This makes the cost of living even in Tokyo become comparatively cheap!, at least compared to when I was there in 2003. Needless to say, the costs of accommodation here is also very high and that applies as well to the youth hostel. For what I have paid here in a hostel or backpacker, I could as well open a room in a five star hotel in Bangkok. So, I decided not to stay longer than two nights as I would be broke before going back home.

I found myself in the heart of Scandinavia as they said Stockholm is Scandinavia's capital. In the city, I was very surprised to see Stockholm very much a fashion city, which is located midst many historical beautiful ancient buildings. The area is actually formed by 14 islands, making it the Vanice of Scandinavia. The size of the shopping area here is quite spacious, making MBK and Siam Sqare in Bangkok look relatively small. Surprisingly, I have not found IKEA in its mother land here yet. In many department stores, they sell mostly the fashion products, and yes... fashion-related things mainly, so I had a had time finding just a pencil to buy! Still, a hot-dog vendors follow you everwhere so long as there are crowd and that is good for a guy like me who is out of fashion, but more into eating!

My next trip is to go about in Norway (Oslo and Bergen in particular) in search for the origin of the LOB (Lancaster-OSLO-Bergen) Corpus. Having had a talk with Prof. Stenstrom the day before, what has also come to my interest is now COLT Corpus, which is originated in University of Bergen. I plan to spend a night at Bergen Montana Hostel before heading back to Oslo. Spending a night on train is not so bad an idea actually as you could feel like the time for transportation is shortened, of course if you don't mind to squeeze yourself in a compartment of six bed bunks where you can hear people snoring. Even if you travel in during the day, an hour does not seem to be very long as you could enjoy the beautiful view where every scence looks like a picture that fits in the train's window frame, or a moving video documentary, perhaps on Scandinavian countryside, sliding on your your side. One more time that I find myself waiting for the night train to Bergen which will arrive tonight at 10 pm. Gotta get some dinner before that. Though it costs me a fortune, Thai food is something I cannot live without! Oh... hungry now just to think of it.

Friday, November 16, 2007

I arrived in Goteborg on 14 November. Finding my way to the Slottskolmen Hostel is not at all a problem as I had been given clear directions from people who work there. I was so hungry that night as I had skipped Lunch, so I went straight to a Thai restaurant which is only two blocks away from the Hostel, ordering Tom Ka Gai and Prawn fried rice.

The next day, I visited the University of Goteborg where I had an appointment with Professor Aijmer. The meeting went very well. As I have thought, she is a kind and helpful lady. She commented on my work and suggested some articles that might be useful to my research. After the meeting, I only had an hour to wander around in Goteborg before catching a train back to Lund. Goteborg is not a very big city anyway if you are only concerned with shopping so I managed to spend an hour walking in the city shopping center and spent some time in the city old area.

In the evening, I finally returned to Lund, a week after the ASLA Conference had ended. I slept in the same hostel and met Professor Stenstrom at the auditorium of the Department of Literature and Translation at Lund University. We had an interesting discussion about my work. She is such a nice and kind lady to talk with. She promised to give me access to the COLT (Corpus of London Teenage Talk) which would be beneficial to my study, so I could compare my quantitative findings of the Thai NNSs with those of English NSs.

Now, I am waiting for the train to leave at 23:23 pm to for Stockholm. I should arrive there in the morning. So, I have 7 hours to spare before I will catch the train tonight.

Tuesday, November 13, 2007


Dear colleagues,

Now I'm in Helsinki, Finland, staying at The Olympic Stadion Youth Hostel.

Copenhagen is the port where I first set foot in Scandinavia on November 6, 2007. Living off hot dogs everyday is not that bad, actually. Probably, the best hot dog I have ever had, with the French dressing cream, and also the most expensive one ever tried as well. Though tough for me, I found myself living for a few days without Thai fish sauce and rice. On the same day, I had to hurry to catch the train to Lund, the small friendly university town in Sweden which is located an hour away from the capital of Denmark, to present my paper at the ASLA conference 2007 at Lund University.

The conference went well with quite a few comments and questions from the floor. I happened to talk with Professor Sylvianne Granger, the conference plenary speaker and the founder of learner corpus ICLE who was sitting next to me. Having spent two nights at the unique hostel which has been renovated from the old train bogies, and one night at the bed and breakfast homestay, I headed off to Kouvola in Finland for another conference 'AFinLA Conference 2007' organized by the Department of Translation Studies, University of Helsinki.

I was welcomed by the cold winter breeze of Finland with the temperature of 2 c. In spite of the coldness, I had to wait in the freezing rain for an hour for a train at Tikkurila railway station. The wind was strong enough to blow away a 10 euro note right from my hand. Lucky me it is not a 100 euro one. The train to Kouvola finally arrived and it took me to the town at midnight. Lucky enough, i was helped by a Finnish lady and two men who offered me a ride to the hotel where I had booked the night. Now... this is my first impression for the generosity of the Finnish. Very impressed, indeed! I would have standed there for ages waiting for taxi at midnight in the rain, had they not offered me the ride.

November 10, 2007 marks the day of my second presentation, and the second day of the conference. I woke up and saw the first winter snow from the hotel room window. That was the first time when I see snow falling. Arriving at Helsinki University one hour late as I was a bit confused with time lapse between Sweden and Finland. Still, I managed to present my paper in time and everything went well. After the conference, a volunteer girl walked with me to the main street as the land is all covered with snow and you can easily get lost in direction in the weather like that. Kouvola is a small homey town and I regret having a chance to stay there longer to meet more nice people.

I headed back to the capital Helsinki again and booked 4 straight nights at the Hostel Stadion where I am now writing this blog. The weather gets worse than before with the whole city looks foggy and misty. Houses and cars are all painted in snow white under the temperature of -4 c. That was not so bad as it may sound as the Finnish have their way of cooking themselves up in the sauna. I did tried staying in the 85 c. sauna, but could not stay there longer then 5 minutes, fearing that I will be like a BBQ chicken in the oven. Then I jumped into the cool water pool where everyone swim in their birthday suits. As well, I did not miss to try the yogurt here in the original land. The yogurt here tastes very good. Of course!

At the hostel here, I met two nice ladies, one working as a chef and the other a cleaner. The chef cooked me a yummy Thai ommelette with rice and she also refilled my bag with rice and fish sauce. Right... two important ingredients that Thai people cannot live without! Getting my bag reloaded with food from the kind lady, I am now ready for the trip back to Sweden. This time I am going to meet two famous linguists. First, I will go to Gothenburg to meet Professor Karin Aijmer before heading south back to Lund where I will meet Professor Anna-brita Stenstrom.

Wednesday, September 05, 2007

สี่แยกไฟแดงที่ Balaclava

ระยะห่างระหว่างอาพาร์ตเม็นท์ Bosworth ที่ผมอยู่ กับมหาวิทยาลัย Macquarie นั้น แม้ห่างเพียงช่วงถนนเส้นเดียว แต่ก็ใช้เวลาเดินเท้าราว 15 นาทีนับแต่ออกจากบ้านจนถึงตึกคณะ เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ผมใช้เดินเท้าไป-กลับทุกวัน ไม่ว่าจะไปห้องสมุด ไปคณะ ไป Shopping mall หรือจะไปขึ้นรถเมล์เข้าเมือง และทุกครั้งที่เดินทางผ่านเส้นทางนี้จะต้องข้ามถนนตรงสึ่แยกใหญ่ซึ่งเป็นจุดตัดระหว่างถนนสาย Balaclava กับสาย Epping

I’ll continue next time, so sleepy now.

Thursday, August 30, 2007

"Never explain yourself to anyone,
because the person who likes you
doesn't need it and the person who
dislikes you won't believe it."

This sentence is taken from pravsworld.com.
Do you agree or disagree?

Wednesday, August 22, 2007

หลายคนว่าการเรียนปริญญาเอก ไม่ใช่การเรียนรู้ แต่เป็นการเรียนเพื่อสร้างให้เกิดองค์ความรู้ ... แต่วันนี้... ผมได้เรียนรู้ว่า... การเรียนปริญญาเอก ไม่ได้สำคัญที่การสร้างผลงาน แต่เป็นการสร้างคน เพราะการสร้างผลงาน เมื่อกาลเวลาผ่านล่วงเลยไป ผลงานนั้นก็อาจเสื่อมค่าลงได้ แต่การสร้างคนให้มีคุณภาพนั้นสำคัญกว่า เพราะบุคคลที่มีศักยภาพสามารถสร้างผลงานที่มีประสิทธิภาพได้มากมายหลายชิ้น ...ขอบคุณ Prof. Pam Peters ที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ในข้อนี้

บุคคลที่มีคุณภาพย่อมหมายถึงผู้ที่มีทั้งคุณธรรม และ ประสิทธิภาพ คนเราทุกคนล้วนมีประสิทธิภาพ สุดแต่เราจะรู้หรือไม่เท่านั้น จะแข็งแรงสมบูรณ์ หรือจะพิการทุพพลภาพ หรือจะใช้มันให้เกิดประโยชน์ หรือโทษมากน้อยเท่าใด เพื่อทำร้ายตนเอง หรือทำร้ายผู้อื่น หรือเพื่อช่วยเหลือตนเอง หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น แต่คุณธรรมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้มีกันทุกคน หรือบางวันมี บางวันไม่มี บางอารณ์มี บางอารมณ์ไม่มี


(ป.ล. องค์ความรู้สะกดว่า องค์ นะครับ ไม่ใช่ องก์)

Wednesday, August 15, 2007

หลายสัปดาห์มานี้ ผมไม่ได้เข้ามา update blog เท่าไหร่เพราะกำลังยุ่งกับเรื่องเรียนครับ เข้ามาอีกทีได้เห็น comment จากผู้อ่านก็ดีใจครับ ข้อความดังนี้ครับ

"ได้พบเว็บของคุณด้วยความบังเอิญ อาหารแต่ละรายการท่าจะว่าไปก็ธรรมดาในฐานะคนไทยที่คุ้นเคยกับอาหารไทยอยู่แล้ว แต่ทีมองว่าพิเศษตรงที่ความตั้งใจในการแต่งแต้มบรรจงในการคัดสรร การวางรูป การถ่ายรูปให้น่ารับประทาน และที่สำคัญความอ่อนไหวและความอ่อนโยนที่เกิดจากใจของผู้ปรุง และได้เข้าไปอ่านบทความก็รู้สึกชอบ แต่ก็ยังคงรู้สึกคัดแย่งบ้างเล็กน้อย แต่พยามเข้าใจในสิ่งที่คุณถ่ายทอดออกมา ผมคิดว่าสิ่งต่างๆคงเกิดขึ้นจากประสบการณ์ของตัวคุณเอง ผมคงไม่วิจารณ์มากเพราะทั้งคุณวุฒิ และวัยวุฒิเราต่างกัน ขอให้คุณพยามยามทำความเข้าใจในสภาวะที่เกิดขึ้นตามกฎของธรรมชาติ หวังว่าจะมีข้อคิดดีๆเกิดขึ้นจากคุณอีก" มหากรุณา

Saturday, June 09, 2007


“He admitted that before he became King, he experienced moments of regret, but after taking the throne, he became more careful in his actions, because if he was not careful enough, he would have been faced with death.”

ROYAL BIRTHDAY ADDRESS: ‘KING CAN DO WRONG’ Published on December 05, 2005 and translated by The Nation Newspaper.


Wednesday, May 09, 2007

"Doing things against our will can sometimes be incredibly rewarding!", I believe.

Saturday, March 31, 2007



Pork mince with Garlic Chives

1. garlic chives
2. garlics
3. pork mince
4. Meggie sauce
5. Thai soy sauce
6. Hisae sauce
7. Japanese sake

How to:

Stir them all up!


Ingredients

1. Chicken
2. Pumpkin
3. Carrot
4. Garlics
5. Eggs
6. Oyster sauce
7. Fish sauce
8. Sugar
9. Hisae's sauce
How to:
Stir them all up!



.

Tuesday, March 27, 2007

"เวลาที่มีความสุขที่สุด ... คือเวลานอน" zzzz...
"Learn to live with yourself, Montri. ...the best friend and the worst enemy is in you."

Saturday, March 17, 2007




ASBT is in the building with Australian flags

... and the building next to it is (a hotel)

General atmostphere of the Castlereagh Street in front of the school is ok, nothing so fancy
, but the location is just superb! right in the heard of Sydney downtown.
The school is closed on Sat. so I can't really take any more pictures inside.



Wednesday, March 07, 2007




Chicken Kaeng Omm

Ingredients:
1. Garlics
2. Lemon grass
3. Loas Corinander
4. Thai red onions
5. Kirffir lime leaves
6. Chillies
7. Leeks
8. Pumpkin
9. Fish sauce
10. Salt
11. Chicken breast
12. Chicken stock powder (optional)

How to:

Grind garlics and lemon grass, chillies, lime leaves and red onion together. Boil water and put all in the ground ingredients together with chicken breast, leeks, coriander and pumpkin. Season it with salt and a bit of fish sauce.






Thai Fried Chicken Wings
1. Chicken wings
2. Koki flour
3. Kanorr chicken stock powder
4. Meggie sauce
5. Thai Soy sauce
6. Sugar
7. Cooking oil (optional)
8. Garlics (optional)
9. Fish sauce (optional)
10. Honey (optional)
How to:
Mix all the ingredients together. Leave them for a while before deep frying them. You can also bake them in an oven at around 220 degrees for 25-30 mins. I also put honey as an optional ingredient, but I never put them really since you can easily ruin the Thai authentic taste, though the taste of honey goes very really well with chicken in Chinese style cooking.

Sunday, March 04, 2007



Yum Sea Food

Ingredients
1. Prawns
2. Squids
3. Fermented garlics
4. Limes
5. Chillies
6. Fish sauce
7. Soy sauce
7. Sugar
8. Onions
9. Tomatoes
10. Cabbages

How to:

Boil prawns and squids in hot pot with little amount of water. Then, add all the vegetables in the pot and stir them all up. Flavor with fish sauce, soy sauce, sugar, chillies, lime juice. Take them out onto a plate, ready to serve.

Saturday, January 27, 2007

วันนี้เป็นวันที่มีความสุขมากที่สุดอีกวันหนึ่ง อยากให้อยู่นานๆจัง ความรู้สึกนี้

นานแล้วที่ไม่ได้รู้สึกอย่างนี้ หลายปีทีเดียว จนเกือบจำไม่ได้

ฮะ ฮะ

Sunday, January 14, 2007

I went to Leng-Noy-Yee Chinese temple in Bangkok today to pray. After praying, four of us went for a dinner at a vegetarian restaurant near Bangkok's Central Railway Station.

Friday, December 01, 2006












Mu Pad Prig King

Ingredients:
1. sliced pork
2. Thai chilli paste (Pad Prig King paste)
3. fish sauce
4. oyster sauce
5. capsicum
6. onion

How to:
1. Stir fry chilli paste with half a cup of cooking oil. Add pork and other ingredients. Taste it. Add whatever you like.












Kao Pad Mu

This is one of the first my dishes.

Ingredients:
1. sliced pork

2. garlics
3. pepper
4. fish sauce
5. oyster sauce
6. soy sauce
7. salt
8. sugar
9. onion
10. tomato

How to:
Chop up garlics very fine and fry it with sliced pork in cooking oil. Then add in slices of onions and tomatoes. Stir them all up and flavor with all the sauce.

Tips: Use lots of garlics and white pepper. This is where the main flavor comes from.

Wednesday, November 08, 2006












Kana Pad Kai

Ingredients:
1. Chicken
2. Chinese Broccoli
3. Fish sauce
4. Sauce sauce
5. ABC sauce
6. Garlics
(N.B. Oyster sauce is optional. This time I didn't use it.)

How to:
Frist, marinate chicken with soy sauce and sugar. Chop up garlics and stir them in hot oil. Fry marinated chicken. Then add the vegetables. Flavor them with all the sauce.












Pad Gana Bean Sprout

Ingredients:
1. Two cans of fermented Gana vegetables
2. One bag of Bean Sprouts
3. Fish sauce

4. Sesame oil

How to:

Fry gana vegetables in cooking oil and sesame oil. Pour in bean sprouts and stir fry till cooked. Then, add fish sauce.