เมื่อจดทะเบียนบริษัทแล้วต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าสินค้าของบริษัทต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่เพราะถ้าหากไม่ตรวจสอบให้ดีก่อนจะแก้ไขยากมาก เช่นกิจการค้าขายสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพื่ม แต่ดันไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้วต้องดำเนินการยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มดังนี้
1. เลยตามเลย จ่ายภาษีซื้อให้supplierและเรียกเก็บภาษีขายจากลูกค้า แสดงภาษีซื้อ และภาษีขายในแบบยื่นภาษีทุกเดือน
2. มีรายรับต่ำกว่า 1.8 ล้านเป็นเวลา 3 ปีสำหรับกิจการที่ต้องเสียVAT หรือเป็นผู้มีรายรับต่ำกว่า 1.8 ล้านเป็นเวลา 2 ปีสำหรับกิจการที่ไม่ต้องเสียVAT แต่ขอเข้าระบบ
3. ขอเลิกกิจการ
Saturday, August 06, 2011
Sunday, July 03, 2011
Words in the news:
reconciliation = ปรองดอง
amnesty = นิรโทษกรรม
populist policies = นโยบายประชานิยม
reconciliation = ปรองดอง
amnesty = นิรโทษกรรม
populist policies = นโยบายประชานิยม
Saturday, June 25, 2011
วันนี้เหนื่อย...
บางครั้งเราให้เวลากับการทำงานมากจนเกินไป จนไม่ได้หยุดที่จะคิด... เพื่อทำสิ่งดีๆให้กับตนเอง คนที่รักเรา และสังคมรอบข้าง
บางครั้งเราให้เวลากับการทำงานมากจนเกินไป จนไม่ได้หยุดที่จะคิด... เพื่อทำสิ่งดีๆให้กับตนเอง คนที่รักเรา และสังคมรอบข้าง
Tuesday, May 24, 2011
สัญญาณอันตราย
วันนี้ไปสำนักงานจัดหาแรงงานกับหุ้นส่วน เพื่อหาคนมาทำงาน คนหางานตอนนี้มากจริงๆ แต่ที่น่าแปลกคือเมื่อดู profile บัณฑิตกว่าร้อยราย พบว่าอัตราเงินเดือนที่ต้องการหรือที่เรียกจากนายจ้างได้ไม่ได้แตกต่างจากเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วสมัยที่ผมเป็นบัณฑิตจบใหม่หางานเอง
สังคมไทยกำลังถูกคุกคามด้วยภาวะการศึกษาเฟ้อ (Eduflation) สิบกว่าปีที่แล้ว สาวใช้ตามบ้านได้เงินเดือน 4,000 บาท บัณฑิตจบใหม่ได้เงินเดือน 8,000 บาท มากกว่าสาวใช้ 100% เดี๋ยวนี้สาวใช้ได้เงินเดือน 7,000 บาท บัณฑิตจบใหม่ได้เงินเดือน 10,000 บาท มากกว่าสาวใช้แต่ 40%
อีกสิบปีข้างหน้าเราคงได้เห็นสภาพสังคมแบบประเทศทุนนิยมที่เจริญแล้วหลายๆ ประเทศ ประเทศที่รายได้ของแรงงานรับจ้างสูง เกือบเท่ากับคนทำงานสำนักงาน เพราะแรงงานเหล่านี้กำล้งเป็นที่ต้องการมากขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษกิจที่รวดเร็วจนน่ากลัว แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่น่ากลัวกว่าคือการขยายตัวทางการศึกษาจนเฟ้อ และอุปสงค์ที่มากกว่า อุปทาน เพราะค่านิยมที่แข่งกันซื้อปริญญา ผลดีตกอยู่กับสถาบันการศึกษา บุคคลากร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ผลเสียคือบุคคลการครูเติบโตไม่ทัน คืนคนสอนมีไม่พอกับคนเรียน ทำให้การศึกษาไม่มีคุณภาพ จบแล้วไม่สามารถทำงานในสาขาที่จบจริงๆได้ ผมเรียกสภาพแบบนี้ว่า การศึกษาเฟ้อ หรือ Eduflation (Education + Inflation) ก็แล้วกัน
ประเทศเจริญแล้วอย่าง ออสเตรเลีย กำลังผลิตใบปริญญาเป็นสินค้าส่งออกอย่างเป็นระบบ เพราะรัฐบาลลงมาทำตลาดเอง ทั้งค้าปลีกและค้าส่ง เป็นทั้ง supplier และ dealer ในตัว เข้ามาดึงลูกค้าถึงในต่างประเทศ ส่วนคุณพ่อ คุณแม่ก็เร่งหาเงินมาทั้งชีวิต แล้วซื้อปริญญาให้ลูก ให้กลับมาเป็นบัณฑิตจบนอกแย่งงานบัณฑิตที่จบในประเทศ ส่วนบัณฑิตที่จบในประเทศ หากไม่เร่งพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงแล้ว มีเพียงใบปริญญาใบเดียว ไม่นานรายได้จะไม่ต่างจากแรงงานรับจ้างส่วนใหญ่ในสังคม เช่นช่างทำผม ช่างตัดเสื้อ บริกรร้านอาหาร หมอนวด มอเตอร์ไซด์รับจ้าง เป็นต้น ถึงวันนั้นฟองสบู่การศึกษาจะแตก คือบัณฑิตไม่เพียงตกงาน เพราะต่อให้มีงานทำเงินเดือนก็ยังต่ำกว่าแรงงานรับจ้างเสียอีก เพราะเรียนเป็นอย่างเดียวในระบบการศึกษาที่ขาดคุณภาพ จึงด้อยความสามารถ สุดท้ายบัณฑิตก็ผันตัวเองมาเป็นแรงงานรับจ้างซะเอง เลยไม่รู้ว่าแล้วลงทุนเรียนไปทำไม ความรู้ก็ไม่ได้ รายได้ก็เท่าคนไม่ได้เรียน
สุดท้ายตัดกันที่โอกาสทางสังคม และความสามารถที่แท้จริง อย่างแรกกำหนดไม่ได้ อย่างที่สองพัฒนาได้ บัณฑิตไทยต้องคิดให้เป็น และเร่งเพิ่มมูลค่าของตนให้เร็วที่สุด อย่างมัวแต่เรียนตามครรลองของสังคม หรือเรียนตามเพื่อน อย่าเรียนเพื่อพ่อแม่ แต่ต้องเรียนเพื่อตนเอง ต้องเรียนเพื่อพัฒนาความสามารถของตนอย่างแท้จริง หากคิดจะเรียนตามกระแสก็ต้องเลือกสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการของตลาดจริงๆ แต่หากคิดเรียนแตกต่างจากกระแส ก็ต้องเร่งสร้างจุดขาย ให้โดยเด่น และเรียนด้วยความมุ่งมั่นว่าจะเอาความสามารถอย่างแท้จริงอย่างกัดไม่ปล่อย อย่าเรียนแบบถูกสังคมเพื่อนพ้องพ่อแม่หลอกให้เรียนอีกต่อไป เพราะอีกไม่นานบัณฑิตไทยไม่เพียงจะต้องแข่งกันเอง แต่ยังมีแรงงานจากสนาม ASEAN ที่จะลงมาแข่งขันในประเทศของเราอีก
วันนี้ไปสำนักงานจัดหาแรงงานกับหุ้นส่วน เพื่อหาคนมาทำงาน คนหางานตอนนี้มากจริงๆ แต่ที่น่าแปลกคือเมื่อดู profile บัณฑิตกว่าร้อยราย พบว่าอัตราเงินเดือนที่ต้องการหรือที่เรียกจากนายจ้างได้ไม่ได้แตกต่างจากเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วสมัยที่ผมเป็นบัณฑิตจบใหม่หางานเอง
สังคมไทยกำลังถูกคุกคามด้วยภาวะการศึกษาเฟ้อ (Eduflation) สิบกว่าปีที่แล้ว สาวใช้ตามบ้านได้เงินเดือน 4,000 บาท บัณฑิตจบใหม่ได้เงินเดือน 8,000 บาท มากกว่าสาวใช้ 100% เดี๋ยวนี้สาวใช้ได้เงินเดือน 7,000 บาท บัณฑิตจบใหม่ได้เงินเดือน 10,000 บาท มากกว่าสาวใช้แต่ 40%
อีกสิบปีข้างหน้าเราคงได้เห็นสภาพสังคมแบบประเทศทุนนิยมที่เจริญแล้วหลายๆ ประเทศ ประเทศที่รายได้ของแรงงานรับจ้างสูง เกือบเท่ากับคนทำงานสำนักงาน เพราะแรงงานเหล่านี้กำล้งเป็นที่ต้องการมากขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษกิจที่รวดเร็วจนน่ากลัว แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่น่ากลัวกว่าคือการขยายตัวทางการศึกษาจนเฟ้อ และอุปสงค์ที่มากกว่า อุปทาน เพราะค่านิยมที่แข่งกันซื้อปริญญา ผลดีตกอยู่กับสถาบันการศึกษา บุคคลากร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ผลเสียคือบุคคลการครูเติบโตไม่ทัน คืนคนสอนมีไม่พอกับคนเรียน ทำให้การศึกษาไม่มีคุณภาพ จบแล้วไม่สามารถทำงานในสาขาที่จบจริงๆได้ ผมเรียกสภาพแบบนี้ว่า การศึกษาเฟ้อ หรือ Eduflation (Education + Inflation) ก็แล้วกัน
ประเทศเจริญแล้วอย่าง ออสเตรเลีย กำลังผลิตใบปริญญาเป็นสินค้าส่งออกอย่างเป็นระบบ เพราะรัฐบาลลงมาทำตลาดเอง ทั้งค้าปลีกและค้าส่ง เป็นทั้ง supplier และ dealer ในตัว เข้ามาดึงลูกค้าถึงในต่างประเทศ ส่วนคุณพ่อ คุณแม่ก็เร่งหาเงินมาทั้งชีวิต แล้วซื้อปริญญาให้ลูก ให้กลับมาเป็นบัณฑิตจบนอกแย่งงานบัณฑิตที่จบในประเทศ ส่วนบัณฑิตที่จบในประเทศ หากไม่เร่งพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงแล้ว มีเพียงใบปริญญาใบเดียว ไม่นานรายได้จะไม่ต่างจากแรงงานรับจ้างส่วนใหญ่ในสังคม เช่นช่างทำผม ช่างตัดเสื้อ บริกรร้านอาหาร หมอนวด มอเตอร์ไซด์รับจ้าง เป็นต้น ถึงวันนั้นฟองสบู่การศึกษาจะแตก คือบัณฑิตไม่เพียงตกงาน เพราะต่อให้มีงานทำเงินเดือนก็ยังต่ำกว่าแรงงานรับจ้างเสียอีก เพราะเรียนเป็นอย่างเดียวในระบบการศึกษาที่ขาดคุณภาพ จึงด้อยความสามารถ สุดท้ายบัณฑิตก็ผันตัวเองมาเป็นแรงงานรับจ้างซะเอง เลยไม่รู้ว่าแล้วลงทุนเรียนไปทำไม ความรู้ก็ไม่ได้ รายได้ก็เท่าคนไม่ได้เรียน
สุดท้ายตัดกันที่โอกาสทางสังคม และความสามารถที่แท้จริง อย่างแรกกำหนดไม่ได้ อย่างที่สองพัฒนาได้ บัณฑิตไทยต้องคิดให้เป็น และเร่งเพิ่มมูลค่าของตนให้เร็วที่สุด อย่างมัวแต่เรียนตามครรลองของสังคม หรือเรียนตามเพื่อน อย่าเรียนเพื่อพ่อแม่ แต่ต้องเรียนเพื่อตนเอง ต้องเรียนเพื่อพัฒนาความสามารถของตนอย่างแท้จริง หากคิดจะเรียนตามกระแสก็ต้องเลือกสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการของตลาดจริงๆ แต่หากคิดเรียนแตกต่างจากกระแส ก็ต้องเร่งสร้างจุดขาย ให้โดยเด่น และเรียนด้วยความมุ่งมั่นว่าจะเอาความสามารถอย่างแท้จริงอย่างกัดไม่ปล่อย อย่าเรียนแบบถูกสังคมเพื่อนพ้องพ่อแม่หลอกให้เรียนอีกต่อไป เพราะอีกไม่นานบัณฑิตไทยไม่เพียงจะต้องแข่งกันเอง แต่ยังมีแรงงานจากสนาม ASEAN ที่จะลงมาแข่งขันในประเทศของเราอีก
Saturday, April 30, 2011
Guangzhou's business tripThe 109th China Import and Export Fair
Date: 23-27 April 2011
Venue: China Import and Export Complex
Accommodation: Colorful Days Hotel, Guangzhou
25 Apr 2011: Canton Fair (1)
Checked in at the Colorful Days Hotel in Guangzhou around 1am and found that the room on the first night I booked through http://www.travelchinaguide.com/.com hasn't been reserved for us. So they managed to find a room in another hotel for the first night. Upset but didn't bother because we are tired and had to get ready for the Canton Fair (China's Import and Export Expo), our destination for this business trip, in the morning.
26 Apr 2011: Canton Fair (2)
Twice a year, China hosts an exposition to showcase Chinese's products to attract dealers and wholesalers from around the world to Pazhou C
omplex, the venue for the Canton Fair. We arrived the fair by a hotel shuttle
bus and spent all day finding and chatting with Chinese suppliers. I couldn't help wondering though if all the exhibitors there are really manufacturers or just agencies. The venue is pretty much like Muang Thong Thani, but this is much much bigger and newer. Think of 33 halls with each one the size of two soccer fields! The organizer provides shuttle bus to travel between halls. It's like shopping in a mega department store. The difference is that you can only buy at least 1,000 items for each type of small products, (e.g. key chains, dolls, cups). Few thousands are required for smaller items (e.g. stickers, pens), and few hundreds for bigger ones (e.g. furniture). The picture on the right shows a Thai importer deciding what to import to Thailand.
Checked in at the Colorful Days Hotel in Guangzhou around 1am and found that the room on the first night I booked through http://www.travelchinaguide.com/.com hasn't been reserved for us. So they managed to find a room in another hotel for the first night. Upset but didn't bother because we are tired and had to get ready for the Canton Fair (China's Import and Export Expo), our destination for this business trip, in the morning.26 Apr 2011: Canton Fair (2)
Twice a year, China hosts an exposition to showcase Chinese's products to attract dealers and wholesalers from around the world to Pazhou C
27 Apr 2011: Getting around Guangzhou and shopping at Beijing Street
The best way to g
et around the city of Guangzhou is by subway, or what people here call ‘Metro’. The system is pretty much like Bangkok’s MRT where you go to the ticket selling machine to pay for your route to get a plastic token/coin. English is avaiable at the machine. At the exit, drop the coin to return it. Like in other big cities, the subway is always the best public transportation. That's why it's good to stay in a hotel near the subway station so you can go anywhere in the city in few minutes, including the shopping area on Beijing Street. This is a fashion pedestrian road for shoppers who look for brandname clothes and shoes. In the middle of the fashion street stands a Chinese Buddhist temple, an interesting place to spend half an hour on for spiritual relaxation after getting tired from shopping.
The best way to g
28 Apr 2011: Historic tour and Buddhist temple
Chen Clan Academy
is a must. They preserve old Chinese arts and crafts for tourist to see. The place itself was built in 1894. Just two subway stops away is the Beijing Pedestrian Street where you can enjoy shopping and see modern Chinese teenagers shopping for clothes and having McDonalds.
Chen Clan Academy
The traditional symbol of the city of Guangzhou is the five goats at the Yuexin Park. But now
the symbol of the modern Guangzhou is I think the Guangzhou Tower located by the Pearl River. Both are reachable by the subway. Make sure to check them out and shoot some pictures there. In the afternoon, we went shopping at Shangxiajiu Street. Shops here are older, more local and more traditional than those in Beijing Street.We checked out around 7pm and arrived Baiyun Int’l airport 50 minutes later.
Thursday, February 03, 2011
Words in Business:
L/C = Letter of credit
O/D = Over draft
PE = Price of earning
(อัตราเทียบว่าราคาปัจจุบันของหุ้นนั้นๆเป็นกี่เท่าของกำไรสุทธิที่บริษัททำได้ต่อหุ้น มักใช้เปรียบเทียบระหว่างหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีอัตราการเติบโตของกำไรแตกต่างกัน เมื่อเทียบกับค่า )
Balanced budget = งบประมาณสมดุล
Deficit budget = งบประมาณขาดดุล
Surplus budget = งบประมาณเกินดุล
L/C = Letter of credit
O/D = Over draft
PE = Price of earning
(อัตราเทียบว่าราคาปัจจุบันของหุ้นนั้นๆเป็นกี่เท่าของกำไรสุทธิที่บริษัททำได้ต่อหุ้น มักใช้เปรียบเทียบระหว่างหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีอัตราการเติบโตของกำไรแตกต่างกัน เมื่อเทียบกับค่า )
Balanced budget = งบประมาณสมดุล
Deficit budget = งบประมาณขาดดุล
Surplus budget = งบประมาณเกินดุล
Sunday, January 09, 2011
Thursday, December 02, 2010
Forex หรือ Foreign exchange market คือตลาดกลางในการซื้อขายค่าเงินสกุลต่างๆทั่วโลก วัตถุประสงค์หลักเพื่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ เช่นเพื่อให้ตัวแทนนำเข้าสินค้าจากอังกฤษสามารถจ่ายเงินเป็นยูโรให้กับสำนักพิมพ์ได้ทั้งๆที่รายได้จากการขายก็เป็นเงินบาท ระบบจะเปรียบเทียบว่าเงินมูลค่าเท่าไหร่เทียบได้กับเงินเท่าไหร่ของอีกสกุลหนึ่ง อัตราแลกเปลี่ยนแบบ Forex ยังเอื้อต่อการเก็งค่าเงินอีก และบางครั้งก็เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจนำเข้าส่งออก ซึ่งเป็นธุรกิจที่ sensitive กับเรื่องความผันผวนของค่าเงิน ทำให้ผู้ส่งออกคำนวณราคาขาย (pricing) ในอนาคตไม่ถูก ผู้ส่งออกอาจกำหนดกับคู่ค้ากันเองเลยว่าจะซื้อจะขายกันด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่เท่าไหร่ในอนาคต ซึ่งตลาด Forex ก็จะทำการประมาณการณ์ไว้ให้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสองสกุลเงินในอนาคตจะเป็นเช่นไร
แล้วให้เอาอัตรานั้นเป็นข้อตกลง เช่นผู้นำเข้าหนังสือจากอเมริกาตกลงกับสำนักพิมพ์ด้วยอัตรา 1 ดอลล่าร์ = 31 บาท ณ อีก 3 เดือนข้างหน้า พอถึงเวลานั้นจริงไม่ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นเช่นไรก็จะต้องจ่ายเงินกันที่ราคานี้ ถ้าเผอิญตอนนั้น 1 ดอลล่าร์ = 30 บาท ก็น่าเสียดายสำหรับบริษัทนำเข้าหนังสือนั้นเพราะต้องขาดทุนค่าเงิน แต่ถ้าอีก 3 เดือนข้างหน้าเป็น 1 ดอลล่าร์ = 32 บาท ก็ถือว่าบริษัทคาดการณ์ได้ถูกต้องทำให้เสียค่าหนังสือถูกลงกว่าราคาแท้จริงของตลาดในขณะนั้น
แล้วให้เอาอัตรานั้นเป็นข้อตกลง เช่นผู้นำเข้าหนังสือจากอเมริกาตกลงกับสำนักพิมพ์ด้วยอัตรา 1 ดอลล่าร์ = 31 บาท ณ อีก 3 เดือนข้างหน้า พอถึงเวลานั้นจริงไม่ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นเช่นไรก็จะต้องจ่ายเงินกันที่ราคานี้ ถ้าเผอิญตอนนั้น 1 ดอลล่าร์ = 30 บาท ก็น่าเสียดายสำหรับบริษัทนำเข้าหนังสือนั้นเพราะต้องขาดทุนค่าเงิน แต่ถ้าอีก 3 เดือนข้างหน้าเป็น 1 ดอลล่าร์ = 32 บาท ก็ถือว่าบริษัทคาดการณ์ได้ถูกต้องทำให้เสียค่าหนังสือถูกลงกว่าราคาแท้จริงของตลาดในขณะนั้น
Saturday, October 16, 2010
Live from Korea!
Day 1: Getting to the city
Got off the Incheon Airport and got on a bus to the Myeong Dong bus terminal, the last stop (about 1 hour). Bus fare was 10,000 won. From the bus terminal, I took a taxi to Seoul Int'l Youth Hostel for the cost of 45,000 won. You can wave for the taxi anywhere on the street, but remember cars drive on the right side of the road. If lost, look for young Korean for help. Make your question short and easy so that they can answer just 'yes' or 'no'.
Day 2: Getting around the city with subway
woke up early to travel around Seoul using subway. I bought the T-Money card first at the subway station with the cost of 3,000 won (500 won discount given for if you buy at a mini-mart). Then I topped up the money using the machine. There are touch screen buttons when you can choose to operate the machine in English. I added 5,000 won into the T-Money card. Then I could go around Seoul by subway, each single trip cost 900 won. So after my first trip, my account became 4,100 won. You will see how much money you have left each time you enter the subway gate. The system is pretty much like Bangkok's BTS and MRT, so y
ou can go anywhere in Seoul downtown in few minutes, but KTX here is more systematic. Went first for Isadong (much like Khawsan Road in BKK), then Dongdaemun (like Rachaprasong in BKK), Numdaemun (Sumpeng in BKK Chinatown), and Myeongdong (like Siam Square), where I
had dinner. When dining alone look for the restaurant that serves single meal because some may charge you double and serve you two serves, especially BBQ restaurant. After this tiring day, I went for hot bath at the Yongsan Dragon Hill Jimjilban, next to the Songsan station, subway line 1. Then headed back by subway to the hostel for a good sleep, ready for the presentation the next day.
Day 3: KOTESOL Conference
Located at Sookmyung University, KOTESOL Conference this year has around
one thousand participants from around the world. Had Sumkiebsa for lunch and Pork Galbi for dinner. When going to restaurant, check first if you could have your meal alone. You might have to pay for 2 when you come alone as most Korean restaurant prefer to serve group customers. Just ask them first before you go in. I had a big lunch today as I had to pay for 2. If you mind about this, it's good to have a street food.
Day 4: Presentation day
Did my presentation well today. Then attended other presentations till afternoon.
Checked out from Youth Hostel and headed to Seoul station to buy an unlimited 3-day train pass. The ticket cost 75,000 won. With this ticket I could go around in Korea with no further train costs, just have to go at the counter to book the seat in advance. From here, I took a train to Busan and arrived late afternoon, just enough time to walk around the Haeund
ae beach and enough time for a hot chocolate cup at a cafe nearby. To save the cost, I put lugguage in a locker at Busan subway station (2000 won) and slept at Haeundae Spa center for the cost of 8,000 won.
Day 6:
Train from Busan took about 2.30 hrs to get back to Seoul. Went for a walk along a meandering Cheonggyecheon Stream that run through the city. I started the walk from Gyeongbokgung Palace down to Myeongdong. Put lugguage in a locker at Seoul Station then slept at Dragon Hill Jimjilban.
Day 7:
Waked up 5:00 am and take subway to Seoul Station to get the lugguage and take a shuttle bus from there to Incheon Int'l Airport. The ride took 1 hr, but this time it costs 15,000 won for a non-stop direct route to the airport. Arrived the airport at 7:00, just in time before the take off at 9:35. Arrive Bangkok around 1:00pm.
Day 1: Getting to the city
Got off the Incheon Airport and got on a bus to the Myeong Dong bus terminal, the last stop (about 1 hour). Bus fare was 10,000 won. From the bus terminal, I took a taxi to Seoul Int'l Youth Hostel for the cost of 45,000 won. You can wave for the taxi anywhere on the street, but remember cars drive on the right side of the road. If lost, look for young Korean for help. Make your question short and easy so that they can answer just 'yes' or 'no'.Day 2: Getting around the city with subway
woke up early to travel around Seoul using subway. I bought the T-Money card first at the subway station with the cost of 3,000 won (500 won discount given for if you buy at a mini-mart). Then I topped up the money using the machine. There are touch screen buttons when you can choose to operate the machine in English. I added 5,000 won into the T-Money card. Then I could go around Seoul by subway, each single trip cost 900 won. So after my first trip, my account became 4,100 won. You will see how much money you have left each time you enter the subway gate. The system is pretty much like Bangkok's BTS and MRT, so y
ou can go anywhere in Seoul downtown in few minutes, but KTX here is more systematic. Went first for Isadong (much like Khawsan Road in BKK), then Dongdaemun (like Rachaprasong in BKK), Numdaemun (Sumpeng in BKK Chinatown), and Myeongdong (like Siam Square), where I
had dinner. When dining alone look for the restaurant that serves single meal because some may charge you double and serve you two serves, especially BBQ restaurant. After this tiring day, I went for hot bath at the Yongsan Dragon Hill Jimjilban, next to the Songsan station, subway line 1. Then headed back by subway to the hostel for a good sleep, ready for the presentation the next day.Day 3: KOTESOL Conference
Located at Sookmyung University, KOTESOL Conference this year has around
one thousand participants from around the world. Had Sumkiebsa for lunch and Pork Galbi for dinner. When going to restaurant, check first if you could have your meal alone. You might have to pay for 2 when you come alone as most Korean restaurant prefer to serve group customers. Just ask them first before you go in. I had a big lunch today as I had to pay for 2. If you mind about this, it's good to have a street food.Day 4: Presentation day
Did my presentation well today. Then attended other presentations till afternoon.

Checked out from Youth Hostel and headed to Seoul station to buy an unlimited 3-day train pass. The ticket cost 75,000 won. With this ticket I could go around in Korea with no further train costs, just have to go at the counter to book the seat in advance. From here, I took a train to Busan and arrived late afternoon, just enough time to walk around the Haeund
ae beach and enough time for a hot chocolate cup at a cafe nearby. To save the cost, I put lugguage in a locker at Busan subway station (2000 won) and slept at Haeundae Spa center for the cost of 8,000 won.Day 6:
Train from Busan took about 2.30 hrs to get back to Seoul. Went for a walk along a meandering Cheonggyecheon Stream that run through the city. I started the walk from Gyeongbokgung Palace down to Myeongdong. Put lugguage in a locker at Seoul Station then slept at Dragon Hill Jimjilban.Day 7:
Waked up 5:00 am and take subway to Seoul Station to get the lugguage and take a shuttle bus from there to Incheon Int'l Airport. The ride took 1 hr, but this time it costs 15,000 won for a non-stop direct route to the airport. Arrived the airport at 7:00, just in time before the take off at 9:35. Arrive Bangkok around 1:00pm.
Monday, September 27, 2010
Growth forecast raised to 7.5%
The Finance Ministry's Fiscal Policy Office has raised its economic growth projection for this year to 7.5 % from 5.5 %. The FPO said the inflation rate in June stood at 3.4 %. The value of Thai baht was expected to be about 30 bt per USD by the end of this year. ... The gross domestic product for next year should expand 4-5 % while the inflation rate should rise 3.5 %. The policy interest rate would likely increase to 2 % by year's end and 3 % in 2011.
Bangkok Post 27/09/2010 at 05:00 PM http://www.bangkokpost.com/business/economics/198446/growth
The Finance Ministry's Fiscal Policy Office has raised its economic growth projection for this year to 7.5 % from 5.5 %. The FPO said the inflation rate in June stood at 3.4 %. The value of Thai baht was expected to be about 30 bt per USD by the end of this year. ... The gross domestic product for next year should expand 4-5 % while the inflation rate should rise 3.5 %. The policy interest rate would likely increase to 2 % by year's end and 3 % in 2011.
Bangkok Post 27/09/2010 at 05:00 PM http://www.bangkokpost.com/business/economics/198446/growth
Monday, September 13, 2010
ภาษีทรัพทย์สิน ที่กำลังจะนำมาใช้ในอนาคต ช่วยลดความทับซ้อนของภาษีโรงเรือนและภาษีรายได้ได้อย่างไร
ได้เพราะภาษีทรัพย์สินเก็บตามขนาดที่ดิน ไม่ได้เก็บจากรายได้จากการดำเนินกิจการที่อยู่บนที่ดิน ปัจจุบันการเก็บซ้ำซ้อนเพราะนอกจากเจ้าของอาพาร์ตเม้นต์เสียภาษีรายได้ให้กับกรมสรรพากรแล้ว ทำไมยังต้องคิดคำนวณเก็บภาษีโรงเรือนให้กับเทศบาลโดยดูที่รายได้อีก ถ้าจะเก็บไม่มีปัญหาแต่ไปเก็บในเรื่องขนาดที่ดิน หรืออะไรที่ไม่เกี่ยวกับรายได้ของผู้ประกอบการ เนื่องจากรายได้ของผู้ประกอบการถูกหักภาษีให้กรมสรรพากรไปแล้ว อย่างนี้จึงเรียกว่าซ้ำซ้อน
ภาษีใหม่ถ้าเกิดขึ้นได้จริงจะไม่ซ้ำซ้อน เพราะจะเรียกเก็บเป็นสัดส่วนตามขนาดที่ดิน ไม่ใช่ผลประกอบการซึ่งสรรพากรเรียกเก็บไปแล้ว เพราะเนื้อหาสาระเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการถือครองที่ดินในปริมาณมากๆ แล้วก็ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อะไร แต่กฏหมายนี้ถ้าจะผ่านยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ การเมืองก็มีผล ต้องดูต่อไป
ได้เพราะภาษีทรัพย์สินเก็บตามขนาดที่ดิน ไม่ได้เก็บจากรายได้จากการดำเนินกิจการที่อยู่บนที่ดิน ปัจจุบันการเก็บซ้ำซ้อนเพราะนอกจากเจ้าของอาพาร์ตเม้นต์เสียภาษีรายได้ให้กับกรมสรรพากรแล้ว ทำไมยังต้องคิดคำนวณเก็บภาษีโรงเรือนให้กับเทศบาลโดยดูที่รายได้อีก ถ้าจะเก็บไม่มีปัญหาแต่ไปเก็บในเรื่องขนาดที่ดิน หรืออะไรที่ไม่เกี่ยวกับรายได้ของผู้ประกอบการ เนื่องจากรายได้ของผู้ประกอบการถูกหักภาษีให้กรมสรรพากรไปแล้ว อย่างนี้จึงเรียกว่าซ้ำซ้อน
ภาษีใหม่ถ้าเกิดขึ้นได้จริงจะไม่ซ้ำซ้อน เพราะจะเรียกเก็บเป็นสัดส่วนตามขนาดที่ดิน ไม่ใช่ผลประกอบการซึ่งสรรพากรเรียกเก็บไปแล้ว เพราะเนื้อหาสาระเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการถือครองที่ดินในปริมาณมากๆ แล้วก็ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อะไร แต่กฏหมายนี้ถ้าจะผ่านยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ การเมืองก็มีผล ต้องดูต่อไป
Friday, September 10, 2010
ภาษีต่างๆ: สรุปความเข้าใจ หลักการและเหตุผล
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
ที่ดินและอาคารปลูกสร้างซึ่งเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้นำไปหาผลประโยชน์ตอบแทนนอกเหนือจากการอยู่อาศัยของตนเองโดยปกติหรือให้ผู้อื่นนำ ไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ต้องเสียภาษีโรงเรือนให้เขตหรือเทศบาลในท้องที่ อัตราภาษีคิด 12.5% ของฐานภาษีหรือค่ารายปีของทรัพย์สินซึ่งหมายถึง จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ
ภาษีเงินได้
ส่งให้ส่วนกลางคือหลวงหรือกรมสรรพากร ที่พบบ่อยๆคือ
(1) ภาษีเงินได้แบบ ภงด 91 สำหรับคนที่มีรายได้จากเงินเดือนประจำ ไม่มีรายรับจากทางอื่น อัตรา 10% จากรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ เช่น เงินเดือน 22,500*12 = 270,000 หักค่าใช้จ่ายส่วนตัว (40%แต่ไม่เกิน 60,000) และหักลดหย่อนส่วนตัว 30,000 + ประกันสังคม 9,000 = รายได้สุทธิ 171,000 รัฐกำหนดว่า 100,000 แรกได้รับการยกเว้น และเก็บ 10% ของรายได้ส่วนที่เหลือคือ 71,000 เพราะฉะนั้นภาษีที่ต้องจ่ายจริงคือ 7,100 บาท (ทั้งนี้ยังไม่ได้คำนวณลดหย่อนประกันชีวิต ดอกเบี้ยบ้าน ลดหย่อนบุตร) แต่ถ้าในใบสลิปเงินเดือนแต่ละเดือนระบุไว้แล้วว่าที่ทำงานเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ก็ต้องมาคำนวณว่าที่เก็บไปแล้วทั้งปีมากหรือน้อยกว่า 7,100 บาท และจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มหรือเรียกเงินคืนตอนสิ้นปีภาษี
(2) ภงด 90 สำหรับคนที่มีรายได้นอกเหนือจากเงินเดือนประจำ เช่นค่าล่วงเวลา รายได้จากค่าเช่า เจ้าของอาพาร์ตเม้นท์ ค่าลดหย่อนของภาษีประเภทนี้เช่น ผู้ประกอบการมีอายุมากกว่า 65 ปีได้ลดหย่อน 100,000 บาทจากฐานภาษีเป็นต้น ส่วนรายรับที่เหลือจากค่าลดหย่อนค่อยนำไปคิดอัตราภาษี ยื่นปีละสองครั้ง คือก่อนกันยายน และก่อนกุมภาพันธ์ ที่กรมสรรพากร โดยส่งแบบฟอร์มทางไปรษณีย์ หรือทำออนไลน์ก็ได้
ภาษีป้าย
ป้ายที่ต้องเสียภาษีได้แก่ป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมาย ที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่น เพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใดๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น ยกเว้นที่ปรากฏในตัวอาคารไม่เก็บ จ่ายที่สำนักงานเขตหรือเทศบาล ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน คิดอัตรา 3 บาท ต่อ 500 sq.cm ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ และหรือปนกับภาพ และหรือเครื่องหมายอื่น คิดอัตรา 20 บาท ต่อ 500 sq.cm และ ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด หรือไม่ คิดอัตรา 40 บาท ต่อ 500 sq.cm แต่เมื่อคำนวณแล้วมีอัตราที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่าป้ายละ 200 บาท ให้เสียภาษีป้ายละ 200 บาท
ภาษีบำรุงท้องที่
ยื่นก่อนเมษายนของทุกปี เรียกเก็บโดยสำนักงานที่ดินเขตหรือเทศบาลกับที่ดินที่ไม่ได้เสียภาษีโรงเรือนหรือที่ดินที่เป็นที่อยู่อาศัย
ภาษีรถยนต์
การใช้รถยนต์ก็ถือเป็นต้นทุนของสาธารณะ อย่างน้อยก็ทำให้เกิดมลภาวะทางเสียงและอากาศ ทุกปี รถใหม่เสียแพง รถนำเข้าต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยดังกล่าวแล้ว รถยิ่งเก่ายิ่งเสียน้อยลงเป็นสัดส่วน แต่รถเก่าที่เก่าเกินไป จริงๆควรเสียมากเพราะสร้างมลพิษจากท่อไอเสีย และก่อให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดเวลารถเสียบ่อยๆ และยังเพราะวิ่งช้าในทางที่ควรวิ่งเร็ว
ภาษีสรรพสามิต
เก็บโดยกรมสรรพสามิต ไม่ใช่กรมสรรพากร แม้ทั้งคู่สังกัดกระทรวงการคลังเหมือนกัน โดยเก็บจากสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น บุหรี่ สุรา น้ำมัน รถยนต์ น้ำหอม สินค้าแฟชั่นนำเข้าราคาแพง เป็นต้น ที่ต้องเรียกเก็บเพราะถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่ได้มีความจำเป็น หนำซ้ำ ก็จะทำให้ประเทศขาดดุลการค้ากับประเทศที่นำเข้าสินค้านั้น รัฐจึงจำเป็นต้องเก็บภาษีตัวนี้เพื่อจะเป็นรายได้ทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือเป็นค่าปรับ แต่มีข้อยกเว้นว่าถ้าซื้อติดมือมาเล็กน้อยไม่ได้นำมาจำหน่ายต่อ หรือสินค้าบางชนิดเช่นหนังสือแบบเรียน ก็ไม่เป็นไร (อยู่ในดุลพินิจของศุลกากร ซึ่งถ้าเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจผิดผู้บริโภคก็สามารถฟ้องร้องได้เช่นกัน) สินค้าปลอดภาษีที่ขายที่สนามบินคือปลอดภาษีตัวนี้
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
เรียกเก็บจากผู้ประกอบการ ขายสินค้า บริการ และนำเข้า (ยกเว้นสินค้านำเข้าบางประเภทได้รับการยกเว้นตามกฏหมายศุลกากร เช่นหนังสือแบบเรียน) โดยผู้ประกอบการต้องขึ้นทะเบียนผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเสียก่อน จากนั้นจึงสามารถบวกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปอีก 7 % ของราคาสินค้าและบริการของตน เพื่อนำเงินส่วนนี้ให้รัฐ ดังนั้นภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นภาษีที่เป็นภาระของผู้บริโภคโดยตรง กินมาใช้มาก ก็จ่ายมากเพราะการกินใช้เป็นต้นทุนสาธารณะ กินใช้มากก็เป็นภาระให้สังคมมากนั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม http://rbu.rbru.ac.th/~changnoi/p3/p3.3.pdf
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ภาษีทรัพย์สิน)
กำลังจะเป็นภาษีที่เข้ามาแทนภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ เพื่อกำจัดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บภาษีทั้งสองประเภท เสียตามมูลค่าทรัพย์สินของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ ใครมีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างมากเสียมาก...ใครมีน้อยเสียน้อย มีผลกระทบทันทีกับผู้ที่คิดจะซื้อบ้าน คอนโด เพราะกฏหมายระบุว่าโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างต้องเสียภาษีประเภทนี้ด้วย มีเพดานไม่เกิน 0.5% ของมูลค่าทรัพย์สิน ทำให้ผู้ประกอบการต้องบวกราคาบ้านเพิ่ม นอกจากนี้โครงการที่รัฐเป็นผู้หาประโยชน์เช่น สัมปะทานทางด่วน รถไฟฟ้า สนามบิน ซึ่งไม่ได้เปิดบริการฟรีหรือดำเนินการเพื่อใช้ในกิจการของรัฐก็ต้องเสียภาษีประเภทนี้ด้วย ดังนั้นภาระจึงตกมาถึงประชาชนซึ่งใช้บริการเหล่านั้น
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
ที่ดินและอาคารปลูกสร้างซึ่งเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้นำไปหาผลประโยชน์ตอบแทนนอกเหนือจากการอยู่อาศัยของตนเองโดยปกติหรือให้ผู้อื่นนำ ไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ต้องเสียภาษีโรงเรือนให้เขตหรือเทศบาลในท้องที่ อัตราภาษีคิด 12.5% ของฐานภาษีหรือค่ารายปีของทรัพย์สินซึ่งหมายถึง จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ
ภาษีเงินได้
ส่งให้ส่วนกลางคือหลวงหรือกรมสรรพากร ที่พบบ่อยๆคือ
(1) ภาษีเงินได้แบบ ภงด 91 สำหรับคนที่มีรายได้จากเงินเดือนประจำ ไม่มีรายรับจากทางอื่น อัตรา 10% จากรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ เช่น เงินเดือน 22,500*12 = 270,000 หักค่าใช้จ่ายส่วนตัว (40%แต่ไม่เกิน 60,000) และหักลดหย่อนส่วนตัว 30,000 + ประกันสังคม 9,000 = รายได้สุทธิ 171,000 รัฐกำหนดว่า 100,000 แรกได้รับการยกเว้น และเก็บ 10% ของรายได้ส่วนที่เหลือคือ 71,000 เพราะฉะนั้นภาษีที่ต้องจ่ายจริงคือ 7,100 บาท (ทั้งนี้ยังไม่ได้คำนวณลดหย่อนประกันชีวิต ดอกเบี้ยบ้าน ลดหย่อนบุตร) แต่ถ้าในใบสลิปเงินเดือนแต่ละเดือนระบุไว้แล้วว่าที่ทำงานเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ก็ต้องมาคำนวณว่าที่เก็บไปแล้วทั้งปีมากหรือน้อยกว่า 7,100 บาท และจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มหรือเรียกเงินคืนตอนสิ้นปีภาษี
(2) ภงด 90 สำหรับคนที่มีรายได้นอกเหนือจากเงินเดือนประจำ เช่นค่าล่วงเวลา รายได้จากค่าเช่า เจ้าของอาพาร์ตเม้นท์ ค่าลดหย่อนของภาษีประเภทนี้เช่น ผู้ประกอบการมีอายุมากกว่า 65 ปีได้ลดหย่อน 100,000 บาทจากฐานภาษีเป็นต้น ส่วนรายรับที่เหลือจากค่าลดหย่อนค่อยนำไปคิดอัตราภาษี ยื่นปีละสองครั้ง คือก่อนกันยายน และก่อนกุมภาพันธ์ ที่กรมสรรพากร โดยส่งแบบฟอร์มทางไปรษณีย์ หรือทำออนไลน์ก็ได้
ภาษีป้าย
ป้ายที่ต้องเสียภาษีได้แก่ป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมาย ที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่น เพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใดๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น ยกเว้นที่ปรากฏในตัวอาคารไม่เก็บ จ่ายที่สำนักงานเขตหรือเทศบาล ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน คิดอัตรา 3 บาท ต่อ 500 sq.cm ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ และหรือปนกับภาพ และหรือเครื่องหมายอื่น คิดอัตรา 20 บาท ต่อ 500 sq.cm และ ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด หรือไม่ คิดอัตรา 40 บาท ต่อ 500 sq.cm แต่เมื่อคำนวณแล้วมีอัตราที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่าป้ายละ 200 บาท ให้เสียภาษีป้ายละ 200 บาท
ภาษีบำรุงท้องที่
ยื่นก่อนเมษายนของทุกปี เรียกเก็บโดยสำนักงานที่ดินเขตหรือเทศบาลกับที่ดินที่ไม่ได้เสียภาษีโรงเรือนหรือที่ดินที่เป็นที่อยู่อาศัย
ภาษีรถยนต์
การใช้รถยนต์ก็ถือเป็นต้นทุนของสาธารณะ อย่างน้อยก็ทำให้เกิดมลภาวะทางเสียงและอากาศ ทุกปี รถใหม่เสียแพง รถนำเข้าต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยดังกล่าวแล้ว รถยิ่งเก่ายิ่งเสียน้อยลงเป็นสัดส่วน แต่รถเก่าที่เก่าเกินไป จริงๆควรเสียมากเพราะสร้างมลพิษจากท่อไอเสีย และก่อให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดเวลารถเสียบ่อยๆ และยังเพราะวิ่งช้าในทางที่ควรวิ่งเร็ว
ภาษีสรรพสามิต
เก็บโดยกรมสรรพสามิต ไม่ใช่กรมสรรพากร แม้ทั้งคู่สังกัดกระทรวงการคลังเหมือนกัน โดยเก็บจากสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น บุหรี่ สุรา น้ำมัน รถยนต์ น้ำหอม สินค้าแฟชั่นนำเข้าราคาแพง เป็นต้น ที่ต้องเรียกเก็บเพราะถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่ได้มีความจำเป็น หนำซ้ำ ก็จะทำให้ประเทศขาดดุลการค้ากับประเทศที่นำเข้าสินค้านั้น รัฐจึงจำเป็นต้องเก็บภาษีตัวนี้เพื่อจะเป็นรายได้ทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือเป็นค่าปรับ แต่มีข้อยกเว้นว่าถ้าซื้อติดมือมาเล็กน้อยไม่ได้นำมาจำหน่ายต่อ หรือสินค้าบางชนิดเช่นหนังสือแบบเรียน ก็ไม่เป็นไร (อยู่ในดุลพินิจของศุลกากร ซึ่งถ้าเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจผิดผู้บริโภคก็สามารถฟ้องร้องได้เช่นกัน) สินค้าปลอดภาษีที่ขายที่สนามบินคือปลอดภาษีตัวนี้
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
เรียกเก็บจากผู้ประกอบการ ขายสินค้า บริการ และนำเข้า (ยกเว้นสินค้านำเข้าบางประเภทได้รับการยกเว้นตามกฏหมายศุลกากร เช่นหนังสือแบบเรียน) โดยผู้ประกอบการต้องขึ้นทะเบียนผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเสียก่อน จากนั้นจึงสามารถบวกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปอีก 7 % ของราคาสินค้าและบริการของตน เพื่อนำเงินส่วนนี้ให้รัฐ ดังนั้นภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นภาษีที่เป็นภาระของผู้บริโภคโดยตรง กินมาใช้มาก ก็จ่ายมากเพราะการกินใช้เป็นต้นทุนสาธารณะ กินใช้มากก็เป็นภาระให้สังคมมากนั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม http://rbu.rbru.ac.th/~changnoi/p3/p3.3.pdf
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ภาษีทรัพย์สิน)
กำลังจะเป็นภาษีที่เข้ามาแทนภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ เพื่อกำจัดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บภาษีทั้งสองประเภท เสียตามมูลค่าทรัพย์สินของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ ใครมีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างมากเสียมาก...ใครมีน้อยเสียน้อย มีผลกระทบทันทีกับผู้ที่คิดจะซื้อบ้าน คอนโด เพราะกฏหมายระบุว่าโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างต้องเสียภาษีประเภทนี้ด้วย มีเพดานไม่เกิน 0.5% ของมูลค่าทรัพย์สิน ทำให้ผู้ประกอบการต้องบวกราคาบ้านเพิ่ม นอกจากนี้โครงการที่รัฐเป็นผู้หาประโยชน์เช่น สัมปะทานทางด่วน รถไฟฟ้า สนามบิน ซึ่งไม่ได้เปิดบริการฟรีหรือดำเนินการเพื่อใช้ในกิจการของรัฐก็ต้องเสียภาษีประเภทนี้ด้วย ดังนั้นภาระจึงตกมาถึงประชาชนซึ่งใช้บริการเหล่านั้น
Thursday, August 05, 2010
Caesarean birth is when the baby has to be delivered by surgical incision through the abdominal wall and uterus.
Miscarriage is the premature expulsion of a foetus from the uterus, especially before it is viable.
Miscarriage is the premature expulsion of a foetus from the uterus, especially before it is viable.
Sunday, July 18, 2010
Thursday, July 08, 2010
Friday, June 04, 2010
"ฉันดีใจที่มีเธอ ฉันดีใจที่เจอเธอ...
เธอคือกำลังใจที่ดีไม่ว่านาทีไหน"
Thursday, June 03, 2010
Saturday, May 22, 2010
สิทธิผู้บริโภคในระบบเศรษกิจทุนนิยม
มุมมองของผู้บริโภค
ผู้บริโภคถือเป็นปลาเล็กที่สุดในวงจรเศรษกิจทุนนิยม เพราะเราจำเป็นต้องกินต้องอยู่ จึงต้องซื้อสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค แม้สินค้าเหล่านั้นจะได้รับการกำหนดราคาจากรัฐบาลในระดับหนึ่ง แต่กำไรจากการขายสินค้าย่อมมีบ้างไม่มากก็น้อย และตกอยู่กับผู้ประกอบการ ดังนั้นหากสินค้าที่เราอุดหนุนอยู่เป็นประจำ เรามีส่วนทำให้ผู้ประกอบการรายนั้นเติบโตขึ้น โดยที่เราไม่ได้มีส่วนกับผลกำไรหรือขาดทุนจากผู้ประกอบการเลย
ระบบเศรษกิจทุนนิยมเปิดช่องให้เราในฐานะปลาตัวเล็กที่สุดในระบบ สามารถมีส่วนกับผลกำไรขาดทุนของสถานประกอบการโดยผ่านการซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหุ้นดังกล่าวเราอาจซื้อได้โดยตรงกับสถานประกอบการเวลามีประกาศขายหุ้น หรือจะซื้อในตลาดรองผ่านบริษัทหลักทรัพย์ก็ได้ เวลาซื้อก็เหมือนไป shopping ในตลาดสด เช่นสามารถ เลือกซื้อ หุ้นปตท 10 ตัว หุ้นSevenEleven 50 อัน หรือคอนโนศุภาลัย 2 เข่ง แล้วมัดรวมกันส่งให้บริษัทหลักทรัพย์ชั่งกิโลตีราคาโดยหักค่าหัวคิวในการชั่งน้ำหนักออกไปทุกครั้งที่มีการซื้อ เท่านี้ผมก็สามารถเป็นเจ้าของกิจการทั้งสามอย่างได้แล้ว ต้นทุนอันน้อยนิด แต่ความสุขอันยิ่งใหญ่ เพราะเมื่อบริษัทมีกำไรจากการทำธุรกิจ ผมก็จะได้รับปันผลตามสัดส่วนของหุ้นที่ครอบครองอยู่ หรือถึงแม้จะขาดทุนบ้าง ก็ยังมีความสุขในฐานะเจ้าของกิจการ ครั้งต่อไปที่ผมเติมน้ำมัน ปตท เข้าSevenEleven ก็จะยินดีสนับสนุนสินค้าเต็มที่เพราะเป็นกิจการของผมเอง หรืออาจทักทายพนักงานขาย
"รับขนมจีบซาลาเปาทานเพิ่มใหมคะพี่"
"อ้อ ไม่ล่ะน้อง เอ... แต่น้องต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยหน่อยนะ เดี๋ยวลูกค้าจะตำหนิเอาได้... เอ้าส่วนคุณนี่ ทำไม่ยืนนิ่งอยู่ แถวยาวแล้ว ไม่ดูลูกค้าเลย เรานี่... เอ้าๆ ทำงานกันหน่อย อย่าอู้ๆ ไม่รู้หรอว่าพี่เป็นใคร พี่นี่หุ้นส่วนซุปเปอร์ที่นี่นะน้องสาว!!!"
(เฮ่อ... ปัญญาอ่อน อีกแล้วเรา!)
นี่ล่ะคือความสวยงามของระบบเศรษกิจทุนนิยม และรวมถึงที่มาของหลักการแปลงหุ้นรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ด้วย ทำให้ประชาชนได้มีส่วนในทรัพย์สินของรัฐ โดยผ่านการซื้อหุ้นในกิจการของรัฐ แต่ถ้าไม่ได้แปลงเป็นหุ้นออกขายในตลาดหลักทร้พย์ กิจการก็จะตกอยู่ในมือของรัฐบาลในยุคที่เข้ามามีอำนาจว่าจะใช้จ่ายหรือ corruption กันอย่างไร
มุมมองของผู้ประกอบการ
ผู้ประกอบการรายใหญ่เองก็ต้องการขยายกิจการของตนให้ใหญ่โตขึ้นอีก การเสนอขายหุ้นของบริษัทจึงเป็นการระดมทุนจากผู้บริโภคในระบบแบบหนึ่งนั้นเอง ซึ่งอาจจะดีกว่าไปกู้หนี้ยืมสินจากธนาคารแล้วจ่ายดอกเบี้ยราคาแพง สู้เล่นเปลี่ยนหนี้ที่มีอยู่เป็นทุนซะดีกว่า คือเอาเงินกู้ (liability) คืนเจ้าหนี้หรือธนาคารไป แล้วไปเพิ่มในส่วนผู้ถือหุ้น (equity) แทนด้วยการขายหุ้นของบริษัทให้ผู้บริโภคตาดำๆมาเป็นผู้ร่วมทุนซะเลย จะได้ไม่ต้องคอยจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคาร เวลากำไรมากก็แกล้งแต่งบัญชีให้เป็นกำไรน้อย โดยหักเป็นค่าใช้จ่ายโน่นนี่เช่นตั้งเงินเดือนผู้บริหารสูงๆ แล้วก็ให้ปันผลพอเป็นพิธี แต่เวลากำไรน้อยก็แสดงบัญชีว่าขาดทุนงดปันผลต่างๆนาๆ ตามแต่จริยธรรมของผู้บริหารองค์กร
ที่กล่าวมานี้จะบอกว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่บางทีก็ต้องพึ่งพาอาศัยผู้บริโภคตัวน้อยหลายๆตัว เหมือนปลาใหญ่ที่มีปลาตัวเล็กๆมาแทะเล็มเศษอาหารที่ติดอยู่ตามผิวของมัน ซึ่งก็เป็นการทำความสะอาดเนื้อตัวของปลาใหญ่ ส่วนปลาเล็กก็ได้ประโยชน์ว่ายน้ำติดตามปลาใหญ่ไปทุกที่ ไม่ต้องไปหาอาหารกินทีไหนให้เมื่อย
ปัญหาคือ...?
แต่เช่นเดียวกับที่เกิดในตลาดสด และทุกๆตลาด ไม่ว่าตลาดมืด ตลาดแจ้ง หรือตลาดหลักทรัพย์ คือ 'คนเลว' คนคิดไม่ซื่อ เช่น แม่ค้าที่โกงตาชั่งบ้าง แกล้งทอนเงินไม่ครบบ้าง หรือโจรขโมยปล้นแม่ค้าในตลาดบ้าง
เมื่อหุ้นของกิจการรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดแล้ว ประชาชนคนไทยทุกคนก็ย่อมมีสิทธิจับจองเป็นเจ้าของโดยซื้อหุ้นดังกล่าวครับ และเพื่อให้ประชาชนทุกคนได้มีสิทธิเท่าเทียมกันมากที่สุด จึงกำหนดราคาขายว่าซื้อได้คนละไม่เกินกี่หุ้นกี่หุ้น จำนวนหุ้นจะได้กระจายอยู่ให้อุ้งมือคนไทยคนละนิดๆกันอย่างถ้วนหน้า เข้าทำนองอัฐยายซื้อขนมยาย หรือเรือล่มในหนองเงินทองอยู่ในประเทศครับ!
ฟังดูดี... แต่ปัญหาคือนายทุนรายใหญ่ต้องการซื้อหุ้นจำนวนมากๆ เพราะรู้ว่ากิจการโดยเฉพาะที่เป็นของรัฐนั้นเป็นกิจการที่ทำรายได้มากและมีเสถียรภาพเพราะมีรายได้จากปลาเล็กๆอย่างผมซึ่งมีฐานะจำยอมต้องใช้น้ำใช้ไปใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แต่ติดที่ข้อห้ามนี้ ทำให้ซื้อหุ้นประเภทนี้มีละมากๆไม่ได้ ก็เลย ไปฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินต่างชาติ แล้วให้บริษัทกองทุนต่างชาติเป็นตัวแทน หรือ Nominee เป็นผู้ซื้อหุ้นด้วยเงินดอลล่าห์ เพื่อให้ได้สิทธิในการซื้อหุ้นทีละมากๆ ในฐานะกองทุนต่างประเทศ คราวนี้กิจการของรัฐก็จะตกอยู่ในอุ้งมือคนเพียงไม่กี่คนที่เป็นมหาเศรษฐี ซึ่งจริงๆก็อาจไม่ใข่ต่างชาติที่ใหน ก็คนไทยด้วยกันนี้แหละครับที่เป็นนายทุนรายใหญ่ แทนที่จะกระจายอยู่ในมือผู้บริโภคซึ่งเป็นปลาตัวเล็กๆในระบบอย่างผม ท้ายที่สุดกิจการของรัฐจะถูกถ่ายเปลี่ยนมือมาจากรัฐบาลสู่มือนายทุนรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ผู้ซึ่งสามารถกำหนดนโยบายในการแสวงหากำไรจากกิจการที่เกิดจากผู้บริโภคเล็กๆอย่างผมหลายๆคนรวมกัน เอาเป็นว่าผมเติมน้ำมันปตทอาทิตย์ละไม่ต่ำกว่าห้าสิบลิตร แต่อาจมีหุ้นปตทถืออยู่เพียงไม่กี่สิบหุ้น ในขณะที่นายทุนพวกนี้กลับซื้อได้เป็นหมื่นๆหุ้น ทั้งๆที่ก็อาจจะไม่ได้อุดหนุนน้ำมันปตทมากมายไปกว่าผมสักเท่าไหร่
ระบบไม่ได้ผิด แต่มันผิดที่คน! และเจตนาที่แท้จริงของคน! คือรู้ๆอยู่ว่าเมื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วจะไปมีตาสีตาสา ยายมียายมาที่ไหนมาซื้อหุ้นได้ หรือซื้หุ้นเป็น ถ้าเป็นระบบทุนนิยมในอุดมคติประชากรควรมีหุ้นในกิจการของรัฐอยู๋ในมือกันถ้วนหน้าครับ แต่ความจริงก็คือสังคมไทยยังไม่พร้อมในเรื่องนั้น เพราะการศึกษายังไม่สามารถยกระดับความเข้าใจของประชากรในเรื่องระบบทุนได้ ส่วนที่อ้างว่าธุรกิจบางประเทศเข้าตลาดหุ้นไปแล้ว ก็ไม่น่าแปลกอะไร เพราะประชากรมีความเข้าใจในระบบเศรษกิจทุนมากกว่าบ้านเราซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรม และการกระจายจำนวนหุ้นก็เป็นไปอย่างยุติธรรมและทั่วถึง เมืองไทยยังไม่พร้อมครับ เอาเวลามาพัฒนาการศึกษาเพื่อพัฒนาประเทศควบคู่ไปกับจริยธรรมก่อนดีกว่า เพื่อขจัดคนเลวออกนอกระบบทุน เมื่อคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจในระบบ และมีจริยธรรมแล้ว ถึงเวลานั้นล่ะครับเราจะมีตลาดทุนที่เข้มแข็ง และตลาดหลักทรัพย์ของเราก็จะไม่ตกเป็นเครื่องมือหากินของพวกนักลงทุนตะวันตกที่ฉกฉวยผลประโยชน์จะระบบทุนในประเทศที่อ่อนด้อยกว่าทางเศรษกิจ โดยการปั่นหุ้น
การลงทุนในตราสารหุ้นของบ้านเราส่วนใหญ๋ยังเป็นการเก็งกำไรเพื่อหวังผลระยะสั้นครับ จึงทำให้ราคาผันผวน ไม่มีเสถียรภาพตามหลัก demand supply ที่แท้จริง ราคาหุ้นที่เห็นในวันนี้ใครจะรู้ว่ามูลค่าจริงมันเท่าไหร่ ถ้าไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไรของนักลงทุน
มุมมองของผู้บริโภค
ผู้บริโภคถือเป็นปลาเล็กที่สุดในวงจรเศรษกิจทุนนิยม เพราะเราจำเป็นต้องกินต้องอยู่ จึงต้องซื้อสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค แม้สินค้าเหล่านั้นจะได้รับการกำหนดราคาจากรัฐบาลในระดับหนึ่ง แต่กำไรจากการขายสินค้าย่อมมีบ้างไม่มากก็น้อย และตกอยู่กับผู้ประกอบการ ดังนั้นหากสินค้าที่เราอุดหนุนอยู่เป็นประจำ เรามีส่วนทำให้ผู้ประกอบการรายนั้นเติบโตขึ้น โดยที่เราไม่ได้มีส่วนกับผลกำไรหรือขาดทุนจากผู้ประกอบการเลย
ระบบเศรษกิจทุนนิยมเปิดช่องให้เราในฐานะปลาตัวเล็กที่สุดในระบบ สามารถมีส่วนกับผลกำไรขาดทุนของสถานประกอบการโดยผ่านการซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหุ้นดังกล่าวเราอาจซื้อได้โดยตรงกับสถานประกอบการเวลามีประกาศขายหุ้น หรือจะซื้อในตลาดรองผ่านบริษัทหลักทรัพย์ก็ได้ เวลาซื้อก็เหมือนไป shopping ในตลาดสด เช่นสามารถ เลือกซื้อ หุ้นปตท 10 ตัว หุ้นSevenEleven 50 อัน หรือคอนโนศุภาลัย 2 เข่ง แล้วมัดรวมกันส่งให้บริษัทหลักทรัพย์ชั่งกิโลตีราคาโดยหักค่าหัวคิวในการชั่งน้ำหนักออกไปทุกครั้งที่มีการซื้อ เท่านี้ผมก็สามารถเป็นเจ้าของกิจการทั้งสามอย่างได้แล้ว ต้นทุนอันน้อยนิด แต่ความสุขอันยิ่งใหญ่ เพราะเมื่อบริษัทมีกำไรจากการทำธุรกิจ ผมก็จะได้รับปันผลตามสัดส่วนของหุ้นที่ครอบครองอยู่ หรือถึงแม้จะขาดทุนบ้าง ก็ยังมีความสุขในฐานะเจ้าของกิจการ ครั้งต่อไปที่ผมเติมน้ำมัน ปตท เข้าSevenEleven ก็จะยินดีสนับสนุนสินค้าเต็มที่เพราะเป็นกิจการของผมเอง หรืออาจทักทายพนักงานขาย
"รับขนมจีบซาลาเปาทานเพิ่มใหมคะพี่"
"อ้อ ไม่ล่ะน้อง เอ... แต่น้องต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยหน่อยนะ เดี๋ยวลูกค้าจะตำหนิเอาได้... เอ้าส่วนคุณนี่ ทำไม่ยืนนิ่งอยู่ แถวยาวแล้ว ไม่ดูลูกค้าเลย เรานี่... เอ้าๆ ทำงานกันหน่อย อย่าอู้ๆ ไม่รู้หรอว่าพี่เป็นใคร พี่นี่หุ้นส่วนซุปเปอร์ที่นี่นะน้องสาว!!!"
(เฮ่อ... ปัญญาอ่อน อีกแล้วเรา!)
นี่ล่ะคือความสวยงามของระบบเศรษกิจทุนนิยม และรวมถึงที่มาของหลักการแปลงหุ้นรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ด้วย ทำให้ประชาชนได้มีส่วนในทรัพย์สินของรัฐ โดยผ่านการซื้อหุ้นในกิจการของรัฐ แต่ถ้าไม่ได้แปลงเป็นหุ้นออกขายในตลาดหลักทร้พย์ กิจการก็จะตกอยู่ในมือของรัฐบาลในยุคที่เข้ามามีอำนาจว่าจะใช้จ่ายหรือ corruption กันอย่างไร
มุมมองของผู้ประกอบการ
ผู้ประกอบการรายใหญ่เองก็ต้องการขยายกิจการของตนให้ใหญ่โตขึ้นอีก การเสนอขายหุ้นของบริษัทจึงเป็นการระดมทุนจากผู้บริโภคในระบบแบบหนึ่งนั้นเอง ซึ่งอาจจะดีกว่าไปกู้หนี้ยืมสินจากธนาคารแล้วจ่ายดอกเบี้ยราคาแพง สู้เล่นเปลี่ยนหนี้ที่มีอยู่เป็นทุนซะดีกว่า คือเอาเงินกู้ (liability) คืนเจ้าหนี้หรือธนาคารไป แล้วไปเพิ่มในส่วนผู้ถือหุ้น (equity) แทนด้วยการขายหุ้นของบริษัทให้ผู้บริโภคตาดำๆมาเป็นผู้ร่วมทุนซะเลย จะได้ไม่ต้องคอยจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคาร เวลากำไรมากก็แกล้งแต่งบัญชีให้เป็นกำไรน้อย โดยหักเป็นค่าใช้จ่ายโน่นนี่เช่นตั้งเงินเดือนผู้บริหารสูงๆ แล้วก็ให้ปันผลพอเป็นพิธี แต่เวลากำไรน้อยก็แสดงบัญชีว่าขาดทุนงดปันผลต่างๆนาๆ ตามแต่จริยธรรมของผู้บริหารองค์กร
ที่กล่าวมานี้จะบอกว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่บางทีก็ต้องพึ่งพาอาศัยผู้บริโภคตัวน้อยหลายๆตัว เหมือนปลาใหญ่ที่มีปลาตัวเล็กๆมาแทะเล็มเศษอาหารที่ติดอยู่ตามผิวของมัน ซึ่งก็เป็นการทำความสะอาดเนื้อตัวของปลาใหญ่ ส่วนปลาเล็กก็ได้ประโยชน์ว่ายน้ำติดตามปลาใหญ่ไปทุกที่ ไม่ต้องไปหาอาหารกินทีไหนให้เมื่อย
ปัญหาคือ...?
แต่เช่นเดียวกับที่เกิดในตลาดสด และทุกๆตลาด ไม่ว่าตลาดมืด ตลาดแจ้ง หรือตลาดหลักทรัพย์ คือ 'คนเลว' คนคิดไม่ซื่อ เช่น แม่ค้าที่โกงตาชั่งบ้าง แกล้งทอนเงินไม่ครบบ้าง หรือโจรขโมยปล้นแม่ค้าในตลาดบ้าง
เมื่อหุ้นของกิจการรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดแล้ว ประชาชนคนไทยทุกคนก็ย่อมมีสิทธิจับจองเป็นเจ้าของโดยซื้อหุ้นดังกล่าวครับ และเพื่อให้ประชาชนทุกคนได้มีสิทธิเท่าเทียมกันมากที่สุด จึงกำหนดราคาขายว่าซื้อได้คนละไม่เกินกี่หุ้นกี่หุ้น จำนวนหุ้นจะได้กระจายอยู่ให้อุ้งมือคนไทยคนละนิดๆกันอย่างถ้วนหน้า เข้าทำนองอัฐยายซื้อขนมยาย หรือเรือล่มในหนองเงินทองอยู่ในประเทศครับ!
ฟังดูดี... แต่ปัญหาคือนายทุนรายใหญ่ต้องการซื้อหุ้นจำนวนมากๆ เพราะรู้ว่ากิจการโดยเฉพาะที่เป็นของรัฐนั้นเป็นกิจการที่ทำรายได้มากและมีเสถียรภาพเพราะมีรายได้จากปลาเล็กๆอย่างผมซึ่งมีฐานะจำยอมต้องใช้น้ำใช้ไปใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แต่ติดที่ข้อห้ามนี้ ทำให้ซื้อหุ้นประเภทนี้มีละมากๆไม่ได้ ก็เลย ไปฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินต่างชาติ แล้วให้บริษัทกองทุนต่างชาติเป็นตัวแทน หรือ Nominee เป็นผู้ซื้อหุ้นด้วยเงินดอลล่าห์ เพื่อให้ได้สิทธิในการซื้อหุ้นทีละมากๆ ในฐานะกองทุนต่างประเทศ คราวนี้กิจการของรัฐก็จะตกอยู่ในอุ้งมือคนเพียงไม่กี่คนที่เป็นมหาเศรษฐี ซึ่งจริงๆก็อาจไม่ใข่ต่างชาติที่ใหน ก็คนไทยด้วยกันนี้แหละครับที่เป็นนายทุนรายใหญ่ แทนที่จะกระจายอยู่ในมือผู้บริโภคซึ่งเป็นปลาตัวเล็กๆในระบบอย่างผม ท้ายที่สุดกิจการของรัฐจะถูกถ่ายเปลี่ยนมือมาจากรัฐบาลสู่มือนายทุนรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ผู้ซึ่งสามารถกำหนดนโยบายในการแสวงหากำไรจากกิจการที่เกิดจากผู้บริโภคเล็กๆอย่างผมหลายๆคนรวมกัน เอาเป็นว่าผมเติมน้ำมันปตทอาทิตย์ละไม่ต่ำกว่าห้าสิบลิตร แต่อาจมีหุ้นปตทถืออยู่เพียงไม่กี่สิบหุ้น ในขณะที่นายทุนพวกนี้กลับซื้อได้เป็นหมื่นๆหุ้น ทั้งๆที่ก็อาจจะไม่ได้อุดหนุนน้ำมันปตทมากมายไปกว่าผมสักเท่าไหร่
ระบบไม่ได้ผิด แต่มันผิดที่คน! และเจตนาที่แท้จริงของคน! คือรู้ๆอยู่ว่าเมื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วจะไปมีตาสีตาสา ยายมียายมาที่ไหนมาซื้อหุ้นได้ หรือซื้หุ้นเป็น ถ้าเป็นระบบทุนนิยมในอุดมคติประชากรควรมีหุ้นในกิจการของรัฐอยู๋ในมือกันถ้วนหน้าครับ แต่ความจริงก็คือสังคมไทยยังไม่พร้อมในเรื่องนั้น เพราะการศึกษายังไม่สามารถยกระดับความเข้าใจของประชากรในเรื่องระบบทุนได้ ส่วนที่อ้างว่าธุรกิจบางประเทศเข้าตลาดหุ้นไปแล้ว ก็ไม่น่าแปลกอะไร เพราะประชากรมีความเข้าใจในระบบเศรษกิจทุนมากกว่าบ้านเราซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรม และการกระจายจำนวนหุ้นก็เป็นไปอย่างยุติธรรมและทั่วถึง เมืองไทยยังไม่พร้อมครับ เอาเวลามาพัฒนาการศึกษาเพื่อพัฒนาประเทศควบคู่ไปกับจริยธรรมก่อนดีกว่า เพื่อขจัดคนเลวออกนอกระบบทุน เมื่อคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจในระบบ และมีจริยธรรมแล้ว ถึงเวลานั้นล่ะครับเราจะมีตลาดทุนที่เข้มแข็ง และตลาดหลักทรัพย์ของเราก็จะไม่ตกเป็นเครื่องมือหากินของพวกนักลงทุนตะวันตกที่ฉกฉวยผลประโยชน์จะระบบทุนในประเทศที่อ่อนด้อยกว่าทางเศรษกิจ โดยการปั่นหุ้น
การลงทุนในตราสารหุ้นของบ้านเราส่วนใหญ๋ยังเป็นการเก็งกำไรเพื่อหวังผลระยะสั้นครับ จึงทำให้ราคาผันผวน ไม่มีเสถียรภาพตามหลัก demand supply ที่แท้จริง ราคาหุ้นที่เห็นในวันนี้ใครจะรู้ว่ามูลค่าจริงมันเท่าไหร่ ถ้าไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไรของนักลงทุน
Monday, May 17, 2010
สาขาวิชาภาษาอังกฤษยอดฮิตประจำปี 2553
(ลำดับตามคะแนนสอบเข้าสูงสุดต่ำสุด ณ ปี 2553)
Subscribe to:
Posts (Atom)






