Wednesday, December 31, 2014

จริตเป็นตัวกำหนดวัฏจักรความสัมพันธ์

a) จริตต่างกัน => เข้าใจผิด + เวลา = เฉยชา, เบื่อหน่าย

b) จริตเหมือนกัน => เข้าใจกัน + เวลา = ผูกพัน

แต่จริตไม่ใช่นิสัย ไม่มีดีหรือชั่ว มีแต่เหมือนหรือต่าง นิสัยไม่ดียังเปลี่ยนให้ดีได้ แต่จริตไม่เหมือนกัน ปรับให้เหมือนกันยาก เพราะไม่รู้ฝ่ายใดจะตั้งต้นปรับเข้าหาอีกฝ่ายก่อน มันไม่มีมาตราฐาน







Friday, December 05, 2014

It takes more than two to tango!

Formulas towards successful romantic relationship range from one that is family-free to one that is strongly bound by families. While some cultures can be family-free when it comes to marriage and all the decisions made related to it, Thai culture is different. When you get married, it's not just the two of you, but families! Today, modern Thai youngsters however sit on the fence between the two cultures depending on which formula benefits them the most and at what time. First, they claim to be western so that they can get away with all concerns from their families. But when they soon found out that their marriage does not seem to work out, they come back to families for their financial supports. Families then take this as the reason for their intervention in the first place, saying they are the stakeholders of such marriage. This creates the on-going family intervention cycle of marriage. The cycle itself is not really the cause of a problem, but the inability to make decision as to which formula to opt for in the fist place, that is whether to go west or be Thai. If they want to be western, be it and be self-reliant and responsible for their own deeds. If they want to be Thai then, they should listen to their stakeholders. Sitting on the fence can be problematic.
















Wednesday, November 26, 2014

Economies of scale: A threat or a treat in capitalism

Chinese communities in downtown Bangkok used to brag about their wealth and business achievement as this seems to be an indicator of success in life for most of them. Today, if you hop around parties hosted by these same communities, you'll find that they tend to talk less of their personal prosperity but more on their children climbing up their career ladders or being given opportunities to work in big world-class companies.

With easy flow of capital with just one click on a computer screen, new fund is born every minute. I mean new investment or new groups of alliances, if you like. This triggers mass production of everything for global consumption with excuse of product standardization. Manufacturers then compete for victory in the game of cost manipulation. Economies of scale allows business entities with largest capital to stay wining and keep on beating the new-borns. SMEs now complain that they don't produce enough to manipulate the cost to the point at which they can gain profit margins, thus are left to die out of the market. The only way for them is to be merged or acquired by those of bigger ones for their survival.

At SevenEleven, many kinds of consumption products are sold. The technology of JIT (Just-in-time) stock management system allows its branches to realize at the end of the day which kinds or brands of products are listed as bestsellers and which ones are not. Those that do not sell very well will soon be ditched out of the shelf. Those that sells very well too will soon be replaced by the same product but now under its local home brands, yes SevenEleven! Now the company prefers to enjoy the new sales figure to its GP (Gross Profit) margins it once gained.

Couldn't imagine SevenEleven as a metaphor for the capitalist world we now live. No wonder we have inflation in everything and in all business sectors. What is sad here is to see inflation in education today with people competing to get higher degrees in education. Again economies of scale comes into play. It's the quantity, not the quality, that matters when it comes to economies of scale. Nothing we can do about it, just have to jump on the bandwagon pretending that nothing happens! But who is to blame anyway as we all contribute more or less on what's happening here, don't we?





Thursday, July 03, 2014


"การทำงานแบบผู้หญิง หมายถึง ทำงานให้ได้ผลดีเลิศบนต้นทุนหรือผลเสียที่ต่ำที่สุด หรือไม่มีเลยยิ่งดี"
เช่นอยากกินปาท่องโก๋ แต่ไม่อยากได้ Cholesterol ก็กินแค่ข้างเดียวพอ ก่อนกินต้องบีบปาท่องโก๋หนึ่งข้างด้วยกระดาษซับน้ำมันก่อน แล้วจึงกัดกิน จิกทีละนิดๆ ตามด้วยน้ำเต้าหู้คำโต (หวานน้อย เพราะกลัวน้ำตาล). กว่าปาท่องโก๋จะหมดก็พอดีครึ่งชั่วโมงน้ำเต้าหู้ (หวานน้อย) หมดพอดี ได้รับความอร่อยจากการบริโภค และผลกระทบต่อสุขภาพก็น้อยนิด อย่างนี้คุ้มกับต้นทุนที่ลงไปจริงๆ

Inspired by my sister

"การทำงานแบบผู้ชาย หมายถึง มองทุกอย่างเป็นการลงทุนซะหมดดังนั้นจึงไม่มองที่ค่าใช้จ่าย (expenditures) แต่มองที่ผลตอบแทนมากกว่า (earnings) แต่บางครั้งการลงทุนก็เลยเถิดจนเป็นการค้ากำไรหรือกระทั่งการพนันในเวลาต่อมา"

Inspired by my brother

กรณีศึกษาตลาดเสรีหนังสือ

เริ่มจากความเหลื่อมล้ำของตลาดโลกพัฒนากับที่กำลังพัฒนา ทำให้ราคาสินค้าเช่นีี ยา หนังสือ ซึ่งสำคัญต่อการพัฒนาเข้าไม่ถึง เรื่องนี้เป็นประเด็นวิพากษ์ในเวที UNCTAD ทำให้สำนักพิมพ์ผลิตหนังสือ Asian Edition สำหรับตลาดล่างเพื่อลดปัญหาในการเข้าถึงสินค้าของตลาดล่าง และเปิดช่องทางทางการขายใหม่ด้วย

ต่อมามีคนเห็นช่องทางในตลาดเสรี เลยย้อนศรซื้อสต็อกสินค้า Asian Edition แล้วส่งออกกลับไปยังประเทศผู้ผลิตซึ่งเป็นตลาดบน ทำให้ราคาขายขอตลาดบนปั่นป่วนเพราะสินค้าเหมือนกันแต่ราคาถูกกว่ามาก

ร้านหนังสือตลาดบนฟ้องกับสำนักพิมพ์ว่าโดนทุ่มตลาด (dumping) สำนักพิมพ์จึงรวมตัวฟ้องผู้ค้าทีทำการเช่นนี้ เป็นคดียืดเยื้ออยู่นาน ทนายจำเลยอ้างว่ากลไกตลาดเสรีเอื้อให้ทำได้เขาทำตามกติกา ถ้าเขาทำผิด ทำไมธุรกิจอย่าง Amazon.com ซื้อขายหนังสือได้เสรี ไม่มีใครจำกัดพื้นที่ซื้อขายได้ ถ้าเขาผิด Amazon ก็ผิดด้วยเหมือนกัน ทาง Amazon จึงออกมาสู้ในเรื่องนี้ด้วยโดยอ้างตลาดเสรีของโลกพัฒนานั่นแหละย้อนศรกลับไป ผลศาลตัดสินว่าจำเลยไม่มีความผิด

สำนักพิมพ์ตอบโต้ด้วยการเลิกพิมพ์ Asian Edition ไม่เพียงแค่นั้น หนังสือบางเล่มสั่งห้ามขายออกนอกประเทศเลย เป็นที่มาเวลาสั่งหนังสือผ่าน Amazon บางเล่มทำไมสั่งไม่ได้นั่นเอง

Saturday, June 14, 2014

กรณีศึกษา แบบนี้ก็มีด้วย

บริษัทแห่งหนึ่งกำไรดีมียอดขายเพิ่ม 100% ในระยะเวลาไม่ถึง 3 ปี จนยอดขายปีล่าสุดพุ่งเกือบสองพันล้าน อันนี้ได้รับผลโดยตรงจากนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐประเภทลดภาษีให้ผู้บริโภค ปัญหาอยู่ที่บริษัทแห่งนี้มีสำนักงานใหญ่อยู่ต่างจังหวัด การเติบโตเร็วเกินไปทำให้หากำลังคนทำงานในท้องถิ่นไม่ทัน ระบบตรวจสอบบัญชีภายในจึงมีปัญหา เกิดช่องโหว่ตรวจสอบไม่ได้ ผู้บริหารก็ใช้เงินลงทุนเพิ่มโดยหารู้ไม่ว่าเงินไหลเวียนไม่ตรงกับเงินที่เป็นตัวเลขในบัญชี เกิดเงินรั่วไหลอันสืบเนื่องมาจากไม่มี internal account audit ผลสุดท้ายมารู้ตัวก็สายเสียแล้วเพราะไม่มีตังจ่ายหนี้ (default) แล้วเงินได้จากยอดขายไปไหนหมด?

คำสั่ง: จากเรื่องที่อ่านข้างต้นทั้งหมดนี้จะโทษใคร ข้อใดต่อไปนี้ถูกที่สุด

ก.     ที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ไกล
ข.     การตรวจสอบบัญชีภายใน
ค.     การลงทุนเพิ่มของผู้บริหาร
ง.      ถูกทุกข้อ


ถ้าเป็นข้อสอบสมัยก่อนก็คงต้องเดาว่าข้อ ง. ซึ่งผมก็อยากจะเฉลยเช่นนั้น เพราะทั้งสามข้อก็ล้วนเป็นได้ทั้งนั้น แต่ถ้าจำต้องเลือกที่เป็นที่สุดหนึ่งข้อ คงต้องเป็นข้อ ข. เพราะบริษัทที่มีบัญชีที่ตรวจสอบภายในไม่ได้ย่อมไม่สามารถหยั่งรู้สถานการณ์ที่แท้จริงขององค์กร ตัดสินใจในธุรกรรมใดๆก็เป็นผิดหมด เพราะไม่มีพื้นฐานข้อมูลที่แท้จริงเลย บัญชีถือเป็นหัวใจของการบริหารทีเดียว

Friday, June 13, 2014



น้ำมันดิบ
เมื่อนำน้ำมันดิบ (crude oil or petroleum) จากการสำรวจและขุดเจาะมากลั่นด้วยกระบวนการความร้อนแล้วได้ผลดังนี้:
- ที่อุณหภูมิ 20C ได้แก๊ซปิโตรเลียมเหลวหรือ liquefied petroleum gas (LPG) ใช้หุงต้มและกับรถ Taxi
- ที่อุณหภูมิ 60C ได้น้ำมันเบนซิน (benzene) หรือที่เรียกว่า Gasoline สำหรับรถยนต์ ซึ่งเมื่อนำมารวมกับสารประกอบอื่นได้เป็น เบนซินออกเทน 91 และ เบนซินออกเทน 95 (ค่า octane คือค่าต้านทานการน็อคของเครื่องยนต์ไม่เกี่ยวกับการเพิ่มความแรงของเครื่อง ดังนั้นต้องเติมให้เหมาะกับรุ่นรถยนต์ซึ่งออกแบบมาไม่เหมือนกัน) เมื่อนำเบนซินออกเทน 95 ผสมกับแอลกอฮอล์บริสุทธิ์หรือเอทานอล (Ethanol) แล้วจะได้แก๊สโซฮอล์ 95
- ที่อุณหภูมิ 100C ได้น้ำมันก๊าด (kerosene) หรือน้ำมันตะเกียงจุดให้แสงสว่าง
- ที่อุณหภูมิ 160C ได้น้ำมันเครื่องบิน (Aviation fuel) ใช้กับเครื่องบินไอพ่น (เครื่องบินใบพัดใช้เบนซิน)
- ที่อุณหภูมิ 180C ได้น้ำมันดีเซล  (diesel) ใช้กับรถยนต์ทั่วไปหรือรถยนต์ใช้งาน มี 2 ประเภทคือน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (high speed diesel) สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลรอบสูง และน้ำมันดีเซลหมุนช้า (low speed diesel) สำหรับนเครื่องยนต์ดีเซลรอบต่ำเช่นเรือ ประเภทที่สองนี้ก็คือน้ำมันเตานั่นเอง
- ที่อุณหภูมิ 250C ได้น้ำมันเครื่องหรือน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ (lubricant) ซึ่งยังแบ่งได้ตามความหนืดอีก (ต้องใช้ให้ตรงกับรุ่นเครื่องยนต์)
- ที่อุณหภูมิ 600C ได้ยางมะตอย (asphalt) ใช้ทำถนน

ก๊าซธรรมชาติ
ปัจจุบันมีการนำก๊าซธรรมชาติมาใช้แทนน้ำมันเรียกว่า Natural gas for vehicles (NGV) แทนการใช้น้ำมัน อีกประเภทเป็นก๊าซที่เกิดจากกระบวนการกลั่นน้ำมันเรียกว่า Liquefied Petroleum Gas (LPG) ทั่งสองจึงมีหน่วยและซื้อขายกันเป็นกิโลกรัม ผลิตและจำหน่ายโดยปตท ไม่เหมือนกับน้ำมันที่เป็นของเหลวจึงมีหน่วยเป็นลิตร

สรุปได้ว่าก๊าซต่างกับน้ำมันตรงที่ก๊าซธรรมชาติเหลวเมื่ออยู่ในแหล่งกักเก็บใต้ผิวโลก ซึ่งมีความร้อนและความกดดันสูง จะมีสภาพเป็นก๊าซ และจะกลายสภาพเป็นของเหลวเมื่อขึ้นมาอยู่บนพื้นผิวโลก หรือไม่ก็เป็นก๊าซที่เกิดจากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ ส่วนน้ำมันดิบมีสภาพเป็นของเหลวตั้งแต่เมื่ออยู่ในแหล่งกักเก็บใต้ผิวโลก

ข้อมูลจาก : กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ,
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=offway&month=07-2008&date=23&group=25&gblog=33


Saturday, May 03, 2014

กรรมจากการไม่รักตัวเอง

ร่างกายของเราเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่ตามติดเราไปทุกแห่งตลอดภพชาติที่ถือกำเนิดมา หน้าที่ของเราคือต้องดูแลกายเนื้อนี้ให้ดี เพื่อตอบแทนบุญคุณ หากไม่มีกายเนื้อจิตก็ไม่อาจสำเร็จผลในประการต่างๆได้ มีแต่วิญญาณไม่มีร่างกายนั้นเอง บิดามารดาจึงมีคุณเอนกอนันต์ก็ด้วยการนี้ที่ท่านได้ให้กำเนิดเกิดกายเนื้อเกิดขึ้น ซึ่งกายนี้แตกต่างกันตามผลกรรมปรุงแต่ง แต่ไม่ว่ากายเนื้อที่ได้รับในชาตินี้จะเป็นอย่างไรเราต่างต้องยอมรับและดูแลรักษาไปตามสภาวะ จนกระทั่งเมื่อหมดเวลาของชิวิตที่จิตหลุดจากร่างกาย ในระหว่างที่ยังอยู่ด้วยกันนี้จิตจึงต้องดูแลกายผู้มีพระคุณให้ดีที่สุด การฆ่าตัวตายเป็นกรรมหนักที่เรียกว่าอัตวินิบาตกรรมด้วยประการเช่นนี้ ิ

หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยงดงาม ตอนนี้เมื่อชราภาพกลายเป็นก้อนเนื้ออ้วนเผละที่รอเวลาเสื่อมสลายตามกาลเวลา กรรมนี้เกิดจากตนเองเป็นผู้กระทำสมัยยังเป็นสาว ไม่ดูแลร่างกายให้ดีปล่อยตัวปล่อยตัวให้ดีมีทั้งไขมันและโรคภัยไข้เจ็บ โดยไม่ใส่ใจกับคุณค่าของชีวิตมากนัก คิดไปว่าดูแลไปทำไมเดี๋ยวก็ตาย แต่ลืมคิดว่าก่อนตายต้องเจ็บป่วยก่อน การเจ็บก็คือกรรม ถ้าดูแลสังขารได้ดีก็เจ็บทรมานน้อยหน่อย ถ้าดูแลไม่ดีก็เจ็บทรมานมากหน่อย

Wednesday, March 12, 2014

Berlin-Amsterdam-Apeldoorn-Frankfurt-Vienna

4 Mar: We left Bangkok at 23:40 (TG920) for Frankfurt.

5 Mar: After 12 hours on the plane, we arrived Frankfurt at 6:30 local time, then moved on from Terminal 1 to 2 to catch a flight AB6556 which left for Berlin at 10:55. A two-hour ticket was available at the ticket vending machine for the price of 2.66 euro. This allowed us to travel from Berlin Airport by bus # 128 to the nearest subway station, Kurt Schumacher Platz. Then we took U6 line towards Alt-Mariendorf and got off at Stadtmitte Station. This station is just 300 m. away from the cityhostel where we spent three night here in Berlin.

6 Mar: Our first mission here is a visit at Dussman bookshop which is in a walking distance from our place. The shop is the biggest film and music book shop in Germany, and probably also in Europe. From my glance, it could probably contains twice as many books as you can find in Kinokuniya Siam Paragon, but all these books and CDs concern film and music books. Unfortunately, nearly all are in German, with only relative small section for English books. In the afternoon, we headed for Charlie check-point, a historical site that marks the history of East and West Germany. This was the gate of entrance to East Germany back then when the country was divided into democratic and communist sections. All these places today are within walking distance from the place we stayed.

7 Mar: Another day went by with our walking and sightseeing the city of Berlin. The places included the House of the Paliament, Berlin Gate, Alexander Platz, Museum Island and Berlin Wall. We went around all places by subway which is a bit complicated system with S Bahn and U Bahn systems. The subway and train systems are interconnected and their stations are placed next to each other. So in the same station, you may see both the domestic train and the city metro. There just stops in different platforms of the same station.

8 Mar: We left early in the morning from Stadmitte Station to get back to Kurt Schumacher Platz and took the 128 bus back to Berlin Airport and get on board the flight back to Frankfurt and continue to Amsterdam by the KLM flight AB5667. We arrived Amsterdam around 15:40. Sorn and Franz came pick us up and drove us to Apeldoorn, a charming small town with just one hour away from Amsterdam. Sorn and Franz gave us a fantastic Suki dinner at her place, a red carpet welcome.



9 Mar: A day tour sightseeing in Amsterdam led by Sorn and Franz who took us on a boat ride in Amsterdam canals. We finished the day with shopping and a dinner at a Chinese restaurant. A pity we didn't go to Brussel or the Hague as I had wished earlier.

10 Mar: A lazy day in the town of Apeldoorn, shopping, chatting, and big dinner with everyone. We wish we could stay longer in their place to enjoy Sorn's homemade Thai dishes.



11 Mar: Franz saw us off at Apeldoorn train station. The ride took less than an hour to arrive Amsterdam Airport where we got on a flight KL1767 to Frankfurt. We arrived Frankfurt Airport, Terminal 2, at 14:00 and took a Motel One Frankfurt Hotel shuttle bus to the hotel. The shuttle was available for free at exit 8, but we just had to make free call to the hotel, available at the shuttle bus stand, to let them know of our arrival.

12 Mar: The first day of Musik Messe started and we made every minute worthwhile by visiting and learning more about our new suppliers. Some freights had to come by air, some by sea. Lots to negotiate about such as how to consolidate our freights from different suppliers and negotiated business deals, terms and conditions. On this first day of the fair, it was important to make appointments with many exhibitors for their schedules are tight. Making appointments with them also allowed us to plan our schedule as well because we had many booths we needed to go. In fact, we had earlier made appointments with some of them before we arrived and two of our current suppliers had booked to treat us dinners. Tonight one of our current suppliers took us to a Malaysian Chinese restaurant withing walking distance from the central train station.

13 Mar: We went back to Musik Messe on the second day for the appointments we had with several suppliers all day long. The day ended with a special Western dinner hosted by one of our current suppliers. A western dinner ended quite late as normal, around 10:30pm, so we got to get taxi right there to the hotel

14 Mar: This is the third day at Musik Messe. We still felt like there were so many things that need to be done, but time flew and we went on meeting and talking business with many more future suppliers. Many musical instruments were on display in most of the halls and many have already been imported and distributed by Thai dealers and agents.

15 Mar: We left early to day, so didn't enjoy the good breakfast at the hotel. The shuttle bus from the hotel to Frankfurt airport was 6 euro per person. From Frankfurt Airport, we took HG 7881 to Vienna. This is just a trip to the land of classical music, the place where Mozart and several other composers of classical music were born. From Vienna Airport, we just took a train to city center and had lunch there, did some grocery shopping and got on a taxi from there to arrive at Meininger Hotel Franz to check in.

16 Mar: We spent the day sightseeing the city of Vienna. The highlight would be Mozart House and Stephen Cathedral nearby. Thai food became something we sought after being away from home for sometime now. Recommended one is at the food court of the City Center Subway Station.

17 Mar: We finally found Doblinger Bookshop by googling and searching in the local map, so the place became our fantasy of the day. It is located next to Stephen Church and and so far from Mozart House. After that, we went to Churnboon Palace and did some shopping at ZARA at the city square around Stephen Church, then we went back to the same restaurant we went the day before and enjoyed the last dinner before we left Vienna for Frankfurt the next day.

18 Mar: We left Frankfurt early ...









Thursday, January 09, 2014

A reminder of HK visit

- HK tourist visit requires no visa!

- Once arrived at the HK airport, buy an Octopus pre-paid card (HKD 150, including HKD 50 deposit which can be reclaimed later at the airport on the day of Departure).
- With the card, take Airport Bus A21 straight from HK airport to Nathan Street. Get off at the sixth or seventh stop around Mong Kok area. Plenty of flat hotels there, available with online booking before arrival.
- Get around in HK, with typical routes being Chinese temples, street markets and shopping areas, everywhere accessible by MTR.
- On the day of departure, take the same bus A21 from the other side of Nathan street.