Monday, October 29, 2012


สรุปความเข้าใจเรื่อง ค่า P/E

ค่า P/E (Price/Earning) หมายถึงอัตราส่วนของเงินปันผลตลอดทั้งปีเทียบกับมูลค่าหุ้น หุ้นที่มีค่า P/E 10 เท่า หมายถึง ผู้ถือหุ้นจ่ายเงินค่าหุ้นไป 10 บาทเพื่อแลกกับการได้ดอกเบี้ยปีละ 1 บาททุกปี เท่ากับได้รับกำไรจากดอกเบี้ยปันผลที่ลงทุนในหุ้น 10% ต่อปีทุกปี

ตัวอย่างเช่น หุ้น PPT มูลค่า ณ วันที่ซื้อหุ้นละ 250 บาท ปันผลที่ได้รับ แบ่งเป็น สองงวด คืองวดเดือนมีนาและกันยาในราคา 5 บาทและ 7 บาทต่อหุ้นตามลำดับ รวมเป็น 12 บาทต่อปีต่อหุ้น เท่ากับว่าได้รับเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 5+7 = 12 บาท / 250 / หุ้น = 20.8 เรียกค่านี้ว่าค่า P/E (Price/Earning) มีค่า 20.8 เท่า ซึ่งเท่ากับว่าผู้ถือหุ้นต้องจ่ายเงินค่าหุ้นไป 20.8 บาทเพื่อให้ได้ดอกเบี้ย 1 บาท (1/20.8 = 0.048 หรือ 4.8%) อย่างนี้เท่ากับว่าดอกเบี้ยที่ได้รับเมื่อเทียบจากเงินต้นที่ลงทุนในหุ้น PTT หรือ return = 4.8% ต่อปี มากหรือน้อยอย่างไรก็นำอัตราเงินเฟ้อ หรืออัตราดอกเบี้ยธนาคารแห่งประเทศไทย หรือผลตอบแทนจากการลงทุนประเภทอื่นๆ ณ ขณะนั้นมาเทียบดูเป็น benchmark

หากหุ้นที่ถือไว้มูลค่าเพิ่มขึ้นอีกก็ถือว่าได้กำไรส่วนต่างอีกเมื่อขาย แต่ถ้าไม่ขายจะซื้อเพิ่มแล้วราคาหุ้น ณ วันที่ซื้อใหม่เกิดเพิ่ม เป็น 300 บาท ก็ต้องนำต้นทุนเพิ่มจากราคาหุ้นที่เพิ่มมาถัวเฉลี่ยในการคำณวนหาค่า PE ใหม่

Wednesday, October 03, 2012

'Paperless': จุดจบอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์จริงหรือ

จะยังไม่เห็นชัดเจนในช่วง 10 ปีนี้ แต่จะค่อยเป็นค่อยไปและใช้เวลานาน และที่สุดจะเป็น less-paper แบบที่เป็น paperless คือไม่มีกระดาษเลยคงยากเกินจินตนาการในศตวรรษนี้ ตัวแปรที่จะทำให้ใช้เวลานานกว่าจะเป็น less-paper:

1. ความติดยึดกับวัตถุคือกระดาษและหนังสือ เพราะเป็นของสะสม แม้จะมีคนใช้ Tablet มากขึ้นเรื่อยๆ แต่กระดาษและหนังสือก็จะเป็นของสะสมและมีคุณค่าในตัวเองมากขึ้น มากกว่าเพียงเนื้อความที่ใช้สื่อสาร

2. เทคโนโลยีปัจจุบันไม่ตอบโจทย์ เทคโนโลยีปัจจุบันยังไม่แก้ปัญหาเรื่องการอ่านจากหน้าจออิเล็กโทรนิค (1) ทำลายกล้ามเนื้อตา ม่านตา และจอประสาทตา ด้วยแสงสว่างจ้าที่พุ่งเข้าลูกตาโดยตรง ไม่เหมือนการอ่านจากกระดาษหรือหนังสือซึ่งเป็นแสงจากการตกกระทบ (2) สื่อสารด้วยภาษาเขียนแบบพิมพ์สัมผัสทำไม่ได้ เพราะผู้ใช้ tablet ใช้นิ้วจิ้มที่ีละตัวซึ่งไม่เร็วเท่าการพิมพ์สัมผัส ใครที่ใช้ระบบพิมพ์สัมผัสบนหน้าจอ ทั้งของ SAMSUNG และ IPAD ทราบดีว่าไม่ work ถ้าหันไปใช้การสื่อสารด้วยการคุย online เลยก็ไม่ตอบโจทย์เพราะการสื่อสารหลายอย่างสื่อด้วยภาษาเขียนดีที่สุด (3) ขนาดของคอมพิวเตอร์ส่วนตัว หรือ Tablet ปัจจุบันยังใหญ่โตมากทำให้ไม่คล่องตัว และเป็นภาระต้องแบกหามมากกว่าทำให้สบายตัว เทคโนโลยีที่ดีต้องพกพาได้ง่ายจนรู้สึกเหมือนไม่ได้พกพาเลย 

อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีทุกวันนี้กำลังพัฒนาไปสู่โลกที่แทบไม่ต้องใช้กระดาษ แต่เป็น less-paper ไม่ใช่ paperless และสิ่งนี้ควรได้รับการส่งเสริมจากผู้บริโภคในสังคมที่พร้อมจะเป็นกลุ่มทดลองการพัฒนาสินค้าonline ต่างๆ ซึ่งกลุ่มทดลองนี้จำเป็นอย่างยิ่งเพราะถ้าไม่มีผู้บริโภคสินค้ากลุ่มนี้ เทคโนโลยีจะไม่มีวันได้พัฒนาไปสู่สังคมที่เป็น less-paperless ได้

3. ปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้ผลิตสื่อ online ซึ่งละเมิดได้ง่ายกว่าหนังสือมากนัก และของลอกเลียนแบบดูไม่ต่างจากของจริงทำให้เกิดการทำลายระบบราคาสินค้าในตลาด ลดมูลค่าสื่อสร้างสรรค์ต่างๆ 

อุตสาหกรรมหนังสือและสิ่งพิมพ์ในอนาคตจะเป็นการขายระบบและลิขสิทธิ์มากกว่าการขายปลีกหนังสือเป็นเล่มๆ หรืออาจเป็นการขายสิทธิ์การอ่านหนังสือ online แต่กว่าจะถึงจุดนั้นร้านค้าปลีกจะลดลงจนหายไปในที่สุด และถูกควบรวมโดยปลาใหญ่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น SE-ED, ร้านหนังสือนายอินทร์ และ B2S หรือไม่ก็ร้านหนังสือข้ามชาติอย่าง Kinokuniya เรียกว่าไม่ใช่ปลาใหญ่เข้ามากินปลาเล็ก แต่เป็นการที่ปลาเล็กจำใจเดินเข้าปากปลาใหญ่เอง ร้านค้าปลีกหนังสือจะอยู่ได้ต้องหันมาจับงานบริการ ประสานงาน หรือขายตรงและเสนอสินค้าเข้าระบบของปลาใหญ่ หรือไม่ก็สร้างระบบ online ขายตรงถึงผู้บริโภคเลย แต่ต้องเป็นประเภทสินค้าๆ แบบเฉพาะทางจริงๆ

Wednesday, September 05, 2012

เรื่องของข้าว ราคาข้าว ประกันราคา จำนำข้าว etc.

การจำนำข้าว  คือการเอาข้าวมาค้ำประกันเงินกู้ พอครบกำหนดก็เอาเงินมาไถ่ข้าวไปขาย ไม่ต่างจากการเข้าโรงรับจำนำแล้วเอาทองไปจำนำ แต่ต่างที่ถ้าเป็นทองคำเมื่อราคาทองขึ้นเจ้าของก็จะนำตั๋วสัญญาจำนำไปไถ่ถอนคืนเอาทองกลับมา แต่ถ้าเป็นข้าวแล้วยิ่งเก็บนานมีแต่ข้าวจะเก่าลงราคาตก จึงไม่ค่อยมีใครมาไถ่คืนจากรัฐ ปล่อยให้ ธกส. ยึดข้าวไปขายทอดตลาด
Rice pledging scheme vs. rice mortgage scheme

สัมภาษณ์ กรณ์ จติกวนิช ให้กับเนชั่น

"If you go to the lower North or northern Central regions, you will see construction of rice barns. It is estimated that from the rent - Bt2 per sack - that they store the rice for the government and hit a break-even point for the construction in 36 months. That means they get those barns for free.

ถ้าเป็นอย่างคุณกรณ์ว่าจริง ...

ประเทศไทยจากเบอร์ 1 กลายเป็น 2, 3



Saturday, September 01, 2012

ย้อนรอยประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย: มูลเหตุฟองสบู่ปี 40

ปี 2536 เศรษฐกิจไทยกำลังโต รัฐบาลเปิดเสรีทางการเงิน Bangkok International Banking Facilities (BIBF) หรือ กิจการวิเทศธนกิจ ทำให้สถาบันการเงินไทยสามารถหาแหล่งเงินกู้นอกประเทศได้ มูลเหตุหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดนโยบายเช่นนี้ก็เพราะรัฐต้องการเงินกู้ต่างประเทศเพื่อใช้ในการปรับโครงสร้างประเทศไปสู่อุตสาหกรรมหนัก (Nics)

ช่องทางดังเกล่าเป็นผลทำให้บริษัทในประเทศและหันไประดมทุนจากต่างประเทศในรูปแบบต่างๆได้อย่างเสรี โดยไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศ หรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ก็ออกตราสารหนี้ที่ต่างประเทศ ดึงเงินทุนไหลเข้าประเทศมากมาย ชาวต่างชาติที่ถือตราสารหนี้เหล่านั้นมีสภาพเป็นเจ้าหนี้ ซึ่งผลดีก็คือทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในตลาดทุนของประเทศจำนวนมหาศาล เป็นการดึงเงินต่างประเทศเข้ามาปล่อยกู้ให้ธุรกิจในประเทศบนพื้นฐานความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังเติบโตอย่างยั่งยืนและมีเสถียรภาพ ภาพลักษณ์ของประเทศดูดีมาก ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกขณะนั้นก็ต่ำกว่าในประเทศไทย เงินลงทุนยิ่งไหลเข้ามามากขึ้นโดยหวังค่าตอบแทนเป็นดอกเบี้ยที่บริษัทหลักทรัพย์จะนำไปปล่อยให้กับบริษัทในประเทศอีกที

ต่อมานักเก็งกำไรค่าเงินทั่วโลกเห็นช่องทางในการเก็งกำไรค่าเงินบาท เลยยิ่งทำให้เกิดอุปสงค์มากขึ้น แต่เมื่อเศรษฐกิจเกิดภาวะโตเร็วเกินไปจนกลายเป็นเงินเฟ้อ แต่ภาคส่งออกกลับหดตัว ต่างชาติเริ่มขาดความมั่นใจ โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาที่มีเจ้าของโครงการขาดทุน ไม่มีเงินส่งดอกให้สถาบันเงินกู้ในประเทศซึ่งไปกู้เจ้าหนี้ต่างประเทศอีกที สถาบันการเงินของไทยเป็นหนี้ต่างประเทศหลายแสนล้าน ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งปิดกิจการสถาบันการเงิน 58 แห่ง ในจำนวนนี้มีธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ (BBC) ที่มีคุณ ราเกซ สักเสนาเป็นผู้บริหาร และบลจ เอกธนกิจที่มีคุณ ปิ่น จักกะพากเป็นผู้บริหารอยู่ด้วย

กรกฎาคม 40 ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนจากระบบ basket เป็น managed float เพราะฝืนเอาเงินสำรองระหว่างประเทศตรึงค่าเงินบาทที่ขาดดุลอยู่ไม่ไหว ส่งผลให้ค่าเงินบาทปรับขึ้นจาก 1 ดอลล่าร์สหรัฐเท่ากับ 25 บาทเป็น 45 บาท ตามสภาวะตลาดที่แท้จริง สถานะการดังกล่างยิ่งทำให้หนี้สินต่างประเทศที่มีมากอยู่แล้วยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ ธุรกิจการเงินต้องล้มละลายและปิดตัวลงเพราะไม่มีสตางค์จ่ายหนี้ที่เพิ่มเป็นเท่าทวีคูณจากอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ คณะรัฐมนตรีขณะนั้นมีประกาศให้ประกันเจ้าหนี้และผู้มีเงินฝากกับสถาบันการเงินโดยให้ผู้มีเงินฝากอยู่กับสถาบันการเงินที่มีปัญหาถือตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยธนาคารกรุงไทย พูดง่ายๆคือให้ธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจอย่างกรุงไทยมาอุ้มบรรดาเจ้าหนี้และประชาชนไว้นั่นเองเพื่อหยุดการแห่ถอนเงิน หรือ DEPOSIT RUN ในระบบสถาบันการเงินไทย ส่วนเงินที่เอามาอุ้มก็ไปกู้มาจาก International Monetary Fund (IMF) อีกที






ข้อมูลอ้างอิง







Friday, April 27, 2012

สงครามราคา: ผลกระทบจากบทบาทที่เปลี่ยนไปของตัวละครในห่วงโซ่อุปทาน (ข้อคิดจากการเดินทางไปเยี่ยม supplier ที่มาเลเซีย สิงคโปร์ และตัวแทนจำหน่ายและผู้ค้าส่งที่ หาดใหญ่)



การกระจายสินค้าเริ่มต้นจาก ร้านค้าส่งวัตถุดิบให้กับโรงงานผลิต โรงงานผลิตทำหน้าที่ผลิตสินค้าให้กับผู้จัดจำหน่าย ผู้จัดจำหน่ายสร้างลูกข่ายตัวแทนจำหน่ายของตนในแต่ละภูมิภาคทั้งภายในและต่างประเทศ ตัวแทนจำหน่ายโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้า และส่งสินค้าให้พ่อค้าคนกลางซึ่งรับสินค้าในราคาขายส่งก่อนร้านค้าส่งขายให้ร้านค้าปลีกอีกทอดหนึ่ง วัฐจักรนี้เกิดขึ้นมาช้านานแล้ว เอื้อประโยชน์ให้กับตัวละครในระบบทุกฝ่ายเพราะบทบาทของตัวละครในห่วงโซ่อุปทานนี้ชัดเจน และทุกคนเป็นมืออาชีพ รู้บทบาทของตนชัดเจน


ปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารก้าวหน้ามากจนทำให้ระยะห่างระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคแคบลง ผู้ผลิตพึ่งพิงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของผู้จัดจำหน่ายน้อยลง เพราะผู้บริโภคมีช่องทางเข้าหาผู้ผลิตใกล้ชิดมากขึ้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวน่าจะทำให้จำนวนคนกลางที่อยู่ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคน้อยลง แต่ไฉนเลยจำนวนคนกลางเหล่านั้นกลับมีมากขึ้น ในพื้นที่ยืนที่แคบลงๆทุกที เมื่อตัวละครมีมากขึ้น ก็เหมือนคนที่เบียดเสียดกันอยู่ห้องที่มีพื้นที่เท่าเดิม เมื่อคนอยู่กันหลายคนในพื้นที่จำกัดก็ต้องมีเหยียบเท้ากันบ้าง มากเข้าก็เกิดปัญหา คนที่อยู่ได้คือคนตัวใหญ่ที่เหยียบเท้าคนอื่น ส่วนที่ตัวเล็กหน่อยก็ถูกเขาเหยียบเท้า ตัวละครที่เล็กที่สุดจะถูกขจัดไปจากระบบก่อนเพื่อน และค่อยๆไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ


อำนาจต่อรองของผู้ผลิตที่มีต่อผู้จัดจำหน่ายมีมากขึ้น ผู้จัดจำหน่ายเองก็มีอำนาจต่อรองกับตัวแทนจำหน่ายมากขึ้นเช่นกัน ตัวแทนจำหน่ายเองก็มีอำนาจต่อรองกับผู้ค้าส่งมากขึ้น และผู้ค้าส่งก็มีอำนาจต่อรองกับผู้ค้าปลีกมากขึ้น จนที่สุดผู้ค้าปลีกอยู่ไม่ได้ ผู้ค้าส่งเลยลงมาเล่นบทเป็นผู้ค้าปลีกเสียเอง นั้นแปลว่าห่วงโซ่อุปทานหายไปแล้วหนึ่งข้อ ถ้าเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ห่วงโซ่ก็จะค่อยๆหายไปทีละข้อโดยเริ่มจากข้อที่อยู่ใกล้ผู้บริโภคมากที่สุดก่อนคือร้านค้าปลีก ดังที่เราเห็นจากกรณีศึกษาร้านค้าโชห่วยเป็นต้น

Friday, March 30, 2012

"ธุรกิจคือการแข่งขัน ปัญหาจึงเกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้าไม่ชอบการแข่งขันและการแก้ปัญหา ก็ไม่ต้องทำธุรกิจ"

Friday, March 23, 2012

My hectic trip to the Kingdom of Spain

Though it took 12 hours on the plane from Bangkok to Madrid, it was just five minutes to get out of the Madrid Int´l Airport after landing. I took a taxi straight away in front of the airport to ´Estacion de Atocha´ or Atocha train station where I had my afternoon ticket to Jaen changed to the morning trip, so that I could arrive ´Universidad de Jaen´ faster then scheduled. I checked in at Hostel Jaén - Albergue Inturjoven & Spa Jaén, then got on a bus to present my research work at the university. At night, the organizers took us participants to an old Spanish Castle where we were welcomed with European cocktail dinner. The venue is coincidently right behind the hostel. The next day was less busy. I relaxed a bit to enjoy easy breakfast at the hostel and attended the CILC2012 Conference. There are still lots of sessions that are worth sitting through. Some of the highlights are Prof. A-B Strenstrom´s and Prof. Paul Thompson´s Talks. After the three-day CILC2012 conference, I had to take the train back to Madrid to spend a night at Rafaelhoteles at Atocha Train Station, and continue on an overnight train to Paris where I could fly back to Bangkok from Charles De Gaulle Airport. What a hectic trip!

Thursday, February 23, 2012

ขาดทุนเป็นประสบการณ์ ความชำนาญเป็นกำไร

Tuesday, February 21, 2012

ปัญหาและอนาคตของสาขาวิชาภาษาอังกฤษ (ป.ตรี ป.โท และ ป.เอก)

วันนี้โครงการปริญญาโทสาขาวิชาภาษาอังกฤษ กำลังประสบภาวะขาดดุลงบประมาณอันสืบเนื่องมาจากค่าใช้จ่ายโครงการสูงกว่ารายรับจากค่าลงทะเบียนของนิสิต ที่เป็นเช่นนี้เพราะตัวแปรสำคัญในการบริหารคือคณาจารย์ที่ไม่สามารถผลักงานวิจัยทั้งวิทยานิพนธ์ และรายงานการค้นคว้าอิสระของนิสิตให้จบลงตามเวลาที่กำหนดได้ แม้หลักสูตรกำหนดระยะเวลาทำวิจัยไว้หนึ่งปี นิสิตรุ่นก่อนๆทำวิทยานิพนธ์กันหลายปีกว่าจะจบ เมื่อนิสิตรุ่นเก่าก่อนยังไม่จบการศึกษา อาจารย์ผู้คุมวิทยานิพนธ์จึงรับนักศึกษารุ่นใหม่ได้จำกัด เป็นผลให้โครงการปริญญาโทจำต้องลดโควต้าการรับนิสิตเข้าศึกษาลงเรื่อยๆทุกปี จนปัจจุบันมีนิสิตปริญญาโทภาคปกติเพียง 5 คน และภาคพิเศษ 15 คน ต่อรุ่น จากจำนวนผู้สมัครนับร้อย อุปทานของตลาดการศึกษาไม่ตอบสนองอุปสงค์ของตลาดการศึกษาที่มีฐานกว้างมากขึ้นๆทุกวัน

ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปโดยไม่แก้ไข โครงการจะต้องใช้กำไรสะสมจากปีก่อนๆมาบริหาร ซึ่งก็จะประคองค่าใช้จ่ายอยู่ได้ไม่นาน และที่สุดก็มีอันต้องปิดหลักสูตรปริญญาโทสาขาวิชาภาษาอังกฤษลงด้วยเหตเพียงเพราะโครงสร้างการบริหารไม่เอื้อหรืออำนวยความสะดวกนิสิตสามารถปิดเล่มวิทยานิพนธ์หรือรายงานค้นคว้าอิสระได้ตามกำหนด เมื่อโครงการปริญญาโทจำต้องปิดตัวลงด้วยเงื่อนไขดังกล่าว ไม่มีใครรับประกันได้ว่าปัญหาขาดดุลงบประมาณจะไม่เกิดขึ้นกับหลักสูตรปริญญเอกด้วยเหตุผลเดียวกัน นี่เป็นเพราะเรายังไม่เห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดกับปริญญาโทเลย ดังนั้นปัญหาเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นอีกเช่นกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะสาเหตุของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข

ถ้าไม่มีหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก เราอาจคิดว่าจะเป็นไรเสีย เพราะเมื่อขาดทุนก็ต้องปิดตัวลงเสียตามกลไกตลาด แต่ที่ชวนให้น่าคิดคือการปิตตัวลงของโครงการไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดการศึกษาเพราะอุปสงค์ในการเรียนภาษาอังกฤษในเมืองไทยพุ่งขึ้นอันสังเกตได้จากจำนวนยอดผู้สมัครเรียน แต่โครงการกลับขาดทุน เป็นเพราะเหตุใด?

คงไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าถ้ามหาวิทยาลัย(English Major)ไม่มีหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอกเสียแล้ว จะเป็นอย่างไร จนกว่าที่จะถึงปี 2558 ที่ประเทศไทยจะร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกประชาคมอาเซี่ยนแล้ว ตามข้อตกลงของ AEC ถึงตอนนี้นักศึกษาจะเป็นผู้เลือกสถาบันการศึกษา ที่จะมีเปิดสาขาวิชาภาษาอังกฤษกันอย่างกว้างขวางเพื่อรองรับแรงงานไทยที่จะไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน และยังไม่นับถึงแรงงานประเทศเพื่อนบ้านที่จะเข้ามาทำงานในเมืองไทยซึ่งจะมีผลให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ต้องใช้ในที่ทำงาน ถึงเวลานั้นสาขาวิชาภาษาอังกฤษจะเปิดกันจนล้นตลาดการศึกษา ถึงเวลานั้นนักศึกษาจะถามว่าทำไมต้องเรียนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัย ทำไมไม่ไปเรียนภาษาอังกฤษที่สถาบันอุดมศึกษาอื่นๆที่มีคณาจารย์จาก สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ หรือ พม่า คณาจารย์จากประเทศเหล่านั้นตอนนี้กำลังเรียนวิชาภาษาไทยกันอย่างขมักเขม้น เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเข้ามาเป็นแรงการการศึกษาในสถาบันภาษาต่างๆในประเทศไทย โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา

เมื่อถึงวันนั้นนแล้วเราจะตอบคำถามนักศึกษาที่ต้องการเรียนวิชาภาษาอังกฤษว่าทำไมต้องเรียนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยว่าอย่างไร เพราะงานวิจัยของสาขาก็ไม่มี นักศึกษาปริญญาโทก็ไม่มี อย่าว่าแต่ปริญญาเอก เรียนจบปริญญาตรีแล้วก็ตันไม่มีการต่อยอดองค์ความรู้ เวลานี้ตลาดการศึกษาอยู่ในภาวะเฟ้อ พูดง่ายๆคือตลาดเป็นของสถาบัน แต่เมื่อประเทศไทยเปิดเสรีทางการศึกษาอันเป็นผลมาจากข้อตกลง AEC แล้ว วันนั้นตลาดจะเป็นของผู้เรียนและคำถามที่อยู่ในใจผู้เรียนนี้คงยากจะหาคำตอบ ถึงวันนี้เราจะไม่ได้ขาดทุนงบประมาณอย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้ แต่เป็นขาดทุนเพราะเป็นสภาพจำยอมเนื่องจากไม่มีใครอยากเรียนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัย ด้วยเข้าใจว่าหลักสูตรของเราไม่เข้มข้น เพราะไม่มีงานวิจัย หรือหลักสูตรโท เอก ต่อยอด หลักสูตรภาษาอังกฤษปริญญาตรีภาษาอังกฤษที่เปิดรับนักศึกษาอยู่เป็นร้อยคนตอนนั้นก็จะประสบภาวะถดถอยเพราะโดยแย่งส่วนแบ่งตลาดจากมหาวิทยาลัยอื่นที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีเช่นกัน ปัญหาที่เกิดปริญญาโทในวันนี้จึงจะกระทบกับระดับปริญญาตรีในอนาคต เรียกง่ายๆว่า เมื่อปริญญาโทล้ม ปริญญาเอกก็เปิดไม่ได้ และที่สุดปริญญาตรีที่เปิดอยู่ก็ขาดจุดขายในเรื่องความน่าเชื่อถือในเชิงคุณภาพทางวิชาการในสายตาของผู้เรียน

Friday, January 27, 2012

วัฏจักรของ credit crunch

เริ่มต้นจากธนาคารปล่อยสินเชื่อโดยใช้หลักทรัพย์เป็นบ้านค้ำประกัน (collateral) กับผู้กู้รายย่อยที่เครดิตต่ำ หรือที่เรียกว่า subprime borrower ซึ่งเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้ธนาคารทุกเดือนตามที่ตกลง ต่อมาภายหลังผ่อนไปผ่อนมาผ่อนไม่หมดสักทีเพราะกลายเป็นผ่อนแต่ดอกเบี้ย ผ่อนต้นไม่ไหว ประกอบกับโครงการบ้านจัดสรรก็เกิดขึ้นผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เกิดภาวะเงินเฟ้อในตลาดอสังหา ทำให้ราคาบ้านที่ธนาคารถือครองไว้เป็นสินทรัพย์ค้ำประกันเกิดราคาตกต่ำ ผู้กู้พิจารณาแล้วว่าจ่ายดอกอย่างเดียวแบบนี้เห็นจะไม่ไหว เก็บเงินผ่อนดอกไปดาวน์บ้านหลังใหม่ดีกว่า เลยปล่อยให้บ้านหลุดไปเป็นของธนาคาร

ธนาคารเองเดิมไม่ได้คิดจะเอาบ้านไปขาย แต่คิดกินยาวจากดอกเบี้ยเงินกู้ เพราะคาดว่าจะได้รับจากผู้กู้ จึงได้ขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินในรูปที่เรียกว่า mortgage-backed securities (MBS) หรือ collateralized debt obligations (CDO) โดยที่ผู้ซื้อจะได้รับดอกเบี้ยจากธนาคารซึ่งธนาคารก็รับมาจากผู้กู้บ้านอีกต่อหนึ่ง เรียกว่าธนาคารกินหัวคิว แต่เมื่อผู้กู้ไม่จ่ายดอกเสียแล้ว ดอกเบี้ยที่จะให้กับลูกค้าที่ซื้อ MBS/CDO ของธนาคารก็ชะงักลง แต่ธนาคารยังมีบ้านของผู้กู้ที่จะขายทอดตลาดอีก แต่เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อกับตลาดอสังหา ทำให้ราคาบ้านที่ธนาคารขายได้จริงลดลงครึ่งหนึ่งของราคาที่ธนาคารประเมิน งานนี้ธนาคารจึงขาดทุนเพราะมูลทรัพย์สินของธนาคารลดลงฮวบ และยังต้องจ่ายเงินเจ้าหนี้ซึ่งก็คือลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินของธนาคารไปอีก

เมื่อธนาคารประสบปัญหาก็ปล่อยกู้ได้น้อยลง ทำให้ธุรกิจต่างๆขายสภาพคล่องกันไปตามๆกัน เพราะขาดแหล่งเงินกู้ เช่นธุรกิจที่มียอดขายเติบโตเร็วเกินไป คือรับคำสั่งขายปัจจุบันได้มากจนต้องขยายทุนเพื่อเพิ่มกำลังผลิต แต่รายได้จากลูกค้าปัจจุบันนำมาสมทบกับอัตราการขยายฐานการผลิตไม่ทัน โดยเฉพาะธุรกิจที่เปิดสินเชื่อให้ลูกค้า ประเภทส่งของไปแล้วแต่ต้องรอ 60-90 วันกว่าจะได้เงิน แล้วจะเอาเงินที่ใหนมาขยายฐานการผลิต หรือถ้าเป็นธุรกิจประเภท trading ยิ่งเห็นชัด เพราะต้องสั่งสินค้าเข้าสต็อกทันที ทั้งๆที่รายได้จากการขายยังไม่ได้รับเพราะเปิดเครดิตให้ลูกค้า 30-90 วัน

ธุรกิจใหญ่น้อยเหล่านี้ต้องมีธนาคารเป็นเพื่อนยามยาก เพื่อหมุนเงินในจังหวะที่เติบโต ยิ่งอัตราการเติบโตเร็วเท่าใด ก็ยิ่งต้องพึ่งเงินกู้ยืมจากธนาคารมากเท่านั้น เมื่อธนาคารลดเงินกู้ก็ทำให้ธุรกิจเหล่านี้ประสบปัญหา หรือถึงขั้นรุนแรงต้องปิดตัวลง ปัญหาการว่างงานก็จะเกิดขึ้นเป็นปลายเหตุ เพราะเหตุนี้ดรรชรีการว่างงานจึงใช้เป็นเรื่องชี้วัดสถานภาพทางเศรษกิจของประเทศได้นั่นเอง เมื่อคนว่างงานมากขึ้น ปัญหาสังคมก็ตามมา

การที่ธนาคารปล่อยกู้น้อยลงเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะชะงักงันทางเศรษกิจหรือ credit crunch สังเตว่าธนาคารเดี๋ยวนี้เวลาจะปล่อยกู้จะประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ต่ำมากๆ เพราะเผื่อไว้เมื่อยามตลาดสังหาราคาตกเพราะเงินเฟ้นในตลาด และ subprime borrowers เบี้ยวหนี้ ธนาคารจะได้ไม่เดือนร้อนเกินไป ที่ดิน 12 ล้าน ธนาคารประเมินราคาที่ปล่อยกู้แค่ 3 ล้าน เป็นอย่างนี้จริงๆ นี้เพราะธนาคารคิดไปเลยว่าคนที่เอาที่ดินมาค้ำไม่มีปัญญามาไถ่คือได้ตามราคาตลาด ก็น่าจะจริง เพราะถ้าขายตามราคาประเมินคงขายไปแล้ว จะมาวางไว้ธนาคารทำไม

Saturday, January 07, 2012

คำอวยพรปีใหม่ 2555 จากในหลวง

ถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง
เราก็ต้องพยายามว่าย
อยู่ท่ามกลางมหาสมุทร

โภคะทั้งหลาย
มิได้สำเร็จ
ด้วยเพียงคิดเท่านั้น

ขอจงมีความสุขความเจริญ 2555
Happy New Year 2012