Thursday, December 02, 2010

Forex หรือ Foreign exchange market คือตลาดกลางในการซื้อขายค่าเงินสกุลต่างๆทั่วโลก วัตถุประสงค์หลักเพื่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ เช่นเพื่อให้ตัวแทนนำเข้าสินค้าจากอังกฤษสามารถจ่ายเงินเป็นยูโรให้กับสำนักพิมพ์ได้ทั้งๆที่รายได้จากการขายก็เป็นเงินบาท ระบบจะเปรียบเทียบว่าเงินมูลค่าเท่าไหร่เทียบได้กับเงินเท่าไหร่ของอีกสกุลหนึ่ง อัตราแลกเปลี่ยนแบบ Forex ยังเอื้อต่อการเก็งค่าเงินอีก และบางครั้งก็เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจนำเข้าส่งออก ซึ่งเป็นธุรกิจที่ sensitive กับเรื่องความผันผวนของค่าเงิน ทำให้ผู้ส่งออกคำนวณราคาขาย (pricing) ในอนาคตไม่ถูก ผู้ส่งออกอาจกำหนดกับคู่ค้ากันเองเลยว่าจะซื้อจะขายกันด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่เท่าไหร่ในอนาคต ซึ่งตลาด Forex ก็จะทำการประมาณการณ์ไว้ให้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสองสกุลเงินในอนาคตจะเป็นเช่นไร
แล้วให้เอาอัตรานั้นเป็นข้อตกลง เช่นผู้นำเข้าหนังสือจากอเมริกาตกลงกับสำนักพิมพ์ด้วยอัตรา 1 ดอลล่าร์ = 31 บาท ณ อีก 3 เดือนข้างหน้า พอถึงเวลานั้นจริงไม่ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นเช่นไรก็จะต้องจ่ายเงินกันที่ราคานี้ ถ้าเผอิญตอนนั้น 1 ดอลล่าร์ = 30 บาท ก็น่าเสียดายสำหรับบริษัทนำเข้าหนังสือนั้นเพราะต้องขาดทุนค่าเงิน แต่ถ้าอีก 3 เดือนข้างหน้าเป็น 1 ดอลล่าร์ = 32 บาท ก็ถือว่าบริษัทคาดการณ์ได้ถูกต้องทำให้เสียค่าหนังสือถูกลงกว่าราคาแท้จริงของตลาดในขณะนั้น

Saturday, October 16, 2010

Live from Korea!

Day 1: Getting to the city
Got off the Incheon Airport and got on a bus to the Myeong Dong bus terminal, the last stop (about 1 hour). Bus fare was 10,000 won. From the bus terminal, I took a taxi to Seoul Int'l Youth Hostel for the cost of 45,000 won. You can wave for the taxi anywhere on the street, but remember cars drive on the right side of the road. If lost, look for young Korean for help. Make your question short and easy so that they can answer just 'yes' or 'no'.

Day 2: Getting around the city with subway
woke up early to travel around Seoul using subway. I bought the T-Money card first at the subway station with the cost of 3,000 won (500 won discount given for if you buy at a mini-mart). Then I topped up the money using the machine. There are touch screen buttons when you can choose to operate the machine in English. I added 5,000 won into the T-Money card. Then I could go around Seoul by subway, each single trip cost 900 won. So after my first trip, my account became 4,100 won. You will see how much money you have left each time you enter the subway gate. The system is pretty much like Bangkok's BTS and MRT, so you can go anywhere in Seoul downtown in few minutes, but KTX here is more systematic. Went first for Isadong (much like Khawsan Road in BKK), then Dongdaemun (like Rachaprasong in BKK), Numdaemun (Sumpeng in BKK Chinatown), and Myeongdong (like Siam Square), where I had dinner. When dining alone look for the restaurant that serves single meal because some may charge you double and serve you two serves, especially BBQ restaurant. After this tiring day, I went for hot bath at the Yongsan Dragon Hill Jimjilban, next to the Songsan station, subway line 1. Then headed back by subway to the hostel for a good sleep, ready for the presentation the next day.

Day 3: KOTESOL Conference
Located at Sookmyung University, KOTESOL Conference this year has around one thousand participants from around the world. Had Sumkiebsa for lunch and Pork Galbi for dinner. When going to restaurant, check first if you could have your meal alone. You might have to pay for 2 when you come alone as most Korean restaurant prefer to serve group customers. Just ask them first before you go in. I had a big lunch today as I had to pay for 2. If you mind about this, it's good to have a street food.

Day 4: Presentation day
Did my presentation well today. Then attended other presentations till afternoon.

Day 5:
Checked out from Youth Hostel and headed to Seoul station to buy an unlimited 3-day train pass. The ticket cost 75,000 won. With this ticket I could go around in Korea with no further train costs, just have to go at the counter to book the seat in advance. From here, I took a train to Busan and arrived late afternoon, just enough time to walk around the Haeundae beach and enough time for a hot chocolate cup at a cafe nearby. To save the cost, I put lugguage in a locker at Busan subway station (2000 won) and slept at Haeundae Spa center for the cost of 8,000 won.

Day 6:
Train from Busan took about 2.30 hrs to get back to Seoul. Went for a walk along a meandering Cheonggyecheon Stream that run through the city. I started the walk from Gyeongbokgung Palace down to Myeongdong. Put lugguage in a locker at Seoul Station then slept at Dragon Hill Jimjilban.

Day 7:
Waked up 5:00 am and take subway to Seoul Station to get the lugguage and take a shuttle bus from there to Incheon Int'l Airport. The ride took 1 hr, but this time it costs 15,000 won for a non-stop direct route to the airport. Arrived the airport at 7:00, just in time before the take off at 9:35. Arrive Bangkok around 1:00pm.

Monday, September 27, 2010

Growth forecast raised to 7.5%

The Finance Ministry's Fiscal Policy Office has raised its economic growth projection for this year to 7.5 % from 5.5 %. The FPO said the inflation rate in June stood at 3.4 %. The value of Thai baht was expected to be about 30 bt per USD by the end of this year. ... The gross domestic product for next year should expand 4-5 % while the inflation rate should rise 3.5 %. The policy interest rate would likely increase to 2 % by year's end and 3 % in 2011.

Bangkok Post 27/09/2010 at 05:00 PM http://www.bangkokpost.com/business/economics/198446/growth

Monday, September 13, 2010

ภาษีทรัพทย์สิน ที่กำลังจะนำมาใช้ในอนาคต ช่วยลดความทับซ้อนของภาษีโรงเรือนและภาษีรายได้ได้อย่างไร

ได้เพราะภาษีทรัพย์สินเก็บตามขนาดที่ดิน ไม่ได้เก็บจากรายได้จากการดำเนินกิจการที่อยู่บนที่ดิน ปัจจุบันการเก็บซ้ำซ้อนเพราะนอกจากเจ้าของอาพาร์ตเม้นต์เสียภาษีรายได้ให้กับกรมสรรพากรแล้ว ทำไมยังต้องคิดคำนวณเก็บภาษีโรงเรือนให้กับเทศบาลโดยดูที่รายได้อีก ถ้าจะเก็บไม่มีปัญหาแต่ไปเก็บในเรื่องขนาดที่ดิน หรืออะไรที่ไม่เกี่ยวกับรายได้ของผู้ประกอบการ เนื่องจากรายได้ของผู้ประกอบการถูกหักภาษีให้กรมสรรพากรไปแล้ว อย่างนี้จึงเรียกว่าซ้ำซ้อน

ภาษีใหม่ถ้าเกิดขึ้นได้จริงจะไม่ซ้ำซ้อน เพราะจะเรียกเก็บเป็นสัดส่วนตามขนาดที่ดิน ไม่ใช่ผลประกอบการซึ่งสรรพากรเรียกเก็บไปแล้ว เพราะเนื้อหาสาระเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการถือครองที่ดินในปริมาณมากๆ แล้วก็ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อะไร แต่กฏหมายนี้ถ้าจะผ่านยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ การเมืองก็มีผล ต้องดูต่อไป

Friday, September 10, 2010

ภาษีต่างๆ: สรุปความเข้าใจ หลักการและเหตุผล

ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
ที่ดินและอาคารปลูกสร้างซึ่งเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้นำไปหาผลประโยชน์ตอบแทนนอกเหนือจากการอยู่อาศัยของตนเองโดยปกติหรือให้ผู้อื่นนำ ไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ต้องเสียภาษีโรงเรือนให้เขตหรือเทศบาลในท้องที่ อัตราภาษีคิด 12.5% ของฐานภาษีหรือค่ารายปีของทรัพย์สินซึ่งหมายถึง จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ

ภาษีเงินได้
ส่งให้ส่วนกลางคือหลวงหรือกรมสรรพากร ที่พบบ่อยๆคือ

(1) ภาษีเงินได้แบบ ภงด 91 สำหรับคนที่มีรายได้จากเงินเดือนประจำ ไม่มีรายรับจากทางอื่น อัตรา 10% จากรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ เช่น เงินเดือน 22,500*12 = 270,000 หักค่าใช้จ่ายส่วนตัว (40%แต่ไม่เกิน 60,000) และหักลดหย่อนส่วนตัว 30,000 + ประกันสังคม 9,000 = รายได้สุทธิ 171,000 รัฐกำหนดว่า 100,000 แรกได้รับการยกเว้น และเก็บ 10% ของรายได้ส่วนที่เหลือคือ 71,000 เพราะฉะนั้นภาษีที่ต้องจ่ายจริงคือ 7,100 บาท (ทั้งนี้ยังไม่ได้คำนวณลดหย่อนประกันชีวิต ดอกเบี้ยบ้าน ลดหย่อนบุตร) แต่ถ้าในใบสลิปเงินเดือนแต่ละเดือนระบุไว้แล้วว่าที่ทำงานเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ก็ต้องมาคำนวณว่าที่เก็บไปแล้วทั้งปีมากหรือน้อยกว่า 7,100 บาท และจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มหรือเรียกเงินคืนตอนสิ้นปีภาษี

(2) ภงด 90 สำหรับคนที่มีรายได้นอกเหนือจากเงินเดือนประจำ เช่นค่าล่วงเวลา รายได้จากค่าเช่า เจ้าของอาพาร์ตเม้นท์ ค่าลดหย่อนของภาษีประเภทนี้เช่น ผู้ประกอบการมีอายุมากกว่า 65 ปีได้ลดหย่อน 100,000 บาทจากฐานภาษีเป็นต้น ส่วนรายรับที่เหลือจากค่าลดหย่อนค่อยนำไปคิดอัตราภาษี ยื่นปีละสองครั้ง คือก่อนกันยายน และก่อนกุมภาพันธ์ ที่กรมสรรพากร โดยส่งแบบฟอร์มทางไปรษณีย์ หรือทำออนไลน์ก็ได้

ภาษีป้าย
ป้ายที่ต้องเสียภาษีได้แก่ป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมาย ที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่น เพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใดๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น ยกเว้นที่ปรากฏในตัวอาคารไม่เก็บ จ่ายที่สำนักงานเขตหรือเทศบาล ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน คิดอัตรา 3 บาท ต่อ 500 sq.cm ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ และหรือปนกับภาพ และหรือเครื่องหมายอื่น คิดอัตรา 20 บาท ต่อ 500 sq.cm และ ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด หรือไม่ คิดอัตรา 40 บาท ต่อ 500 sq.cm แต่เมื่อคำนวณแล้วมีอัตราที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่าป้ายละ 200 บาท ให้เสียภาษีป้ายละ 200 บาท

ภาษีบำรุงท้องที่
ยื่นก่อนเมษายนของทุกปี เรียกเก็บโดยสำนักงานที่ดินเขตหรือเทศบาลกับที่ดินที่ไม่ได้เสียภาษีโรงเรือนหรือที่ดินที่เป็นที่อยู่อาศัย

ภาษีรถยนต์
การใช้รถยนต์ก็ถือเป็นต้นทุนของสาธารณะ อย่างน้อยก็ทำให้เกิดมลภาวะทางเสียงและอากาศ ทุกปี รถใหม่เสียแพง รถนำเข้าต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยดังกล่าวแล้ว รถยิ่งเก่ายิ่งเสียน้อยลงเป็นสัดส่วน แต่รถเก่าที่เก่าเกินไป จริงๆควรเสียมากเพราะสร้างมลพิษจากท่อไอเสีย และก่อให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดเวลารถเสียบ่อยๆ และยังเพราะวิ่งช้าในทางที่ควรวิ่งเร็ว

ภาษีสรรพสามิต
เก็บโดยกรมสรรพสามิต ไม่ใช่กรมสรรพากร แม้ทั้งคู่สังกัดกระทรวงการคลังเหมือนกัน โดยเก็บจากสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น บุหรี่ สุรา น้ำมัน รถยนต์ น้ำหอม สินค้าแฟชั่นนำเข้าราคาแพง เป็นต้น ที่ต้องเรียกเก็บเพราะถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่ได้มีความจำเป็น หนำซ้ำ ก็จะทำให้ประเทศขาดดุลการค้ากับประเทศที่นำเข้าสินค้านั้น รัฐจึงจำเป็นต้องเก็บภาษีตัวนี้เพื่อจะเป็นรายได้ทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือเป็นค่าปรับ แต่มีข้อยกเว้นว่าถ้าซื้อติดมือมาเล็กน้อยไม่ได้นำมาจำหน่ายต่อ หรือสินค้าบางชนิดเช่นหนังสือแบบเรียน ก็ไม่เป็นไร (อยู่ในดุลพินิจของศุลกากร ซึ่งถ้าเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจผิดผู้บริโภคก็สามารถฟ้องร้องได้เช่นกัน) สินค้าปลอดภาษีที่ขายที่สนามบินคือปลอดภาษีตัวนี้

ภาษีมูลค่าเพิ่ม
เรียกเก็บจากผู้ประกอบการ ขายสินค้า บริการ และนำเข้า (ยกเว้นสินค้านำเข้าบางประเภทได้รับการยกเว้นตามกฏหมายศุลกากร เช่นหนังสือแบบเรียน) โดยผู้ประกอบการต้องขึ้นทะเบียนผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเสียก่อน จากนั้นจึงสามารถบวกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปอีก 7 % ของราคาสินค้าและบริการของตน เพื่อนำเงินส่วนนี้ให้รัฐ ดังนั้นภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นภาษีที่เป็นภาระของผู้บริโภคโดยตรง กินมาใช้มาก ก็จ่ายมากเพราะการกินใช้เป็นต้นทุนสาธารณะ กินใช้มากก็เป็นภาระให้สังคมมากนั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม http://rbu.rbru.ac.th/~changnoi/p3/p3.3.pdf

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ภาษีทรัพย์สิน)
กำลังจะเป็นภาษีที่เข้ามาแทนภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ เพื่อกำจัดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บภาษีทั้งสองประเภท เสียตามมูลค่าทรัพย์สินของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ ใครมีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างมากเสียมาก...ใครมีน้อยเสียน้อย มีผลกระทบทันทีกับผู้ที่คิดจะซื้อบ้าน คอนโด เพราะกฏหมายระบุว่าโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างต้องเสียภาษีประเภทนี้ด้วย มีเพดานไม่เกิน 0.5% ของมูลค่าทรัพย์สิน ทำให้ผู้ประกอบการต้องบวกราคาบ้านเพิ่ม นอกจากนี้โครงการที่รัฐเป็นผู้หาประโยชน์เช่น สัมปะทานทางด่วน รถไฟฟ้า สนามบิน ซึ่งไม่ได้เปิดบริการฟรีหรือดำเนินการเพื่อใช้ในกิจการของรัฐก็ต้องเสียภาษีประเภทนี้ด้วย ดังนั้นภาระจึงตกมาถึงประชาชนซึ่งใช้บริการเหล่านั้น

Thursday, August 05, 2010

Caesarean birth is when the baby has to be delivered by surgical incision through the abdominal wall and uterus.

Miscarriage is the premature expulsion of a foetus from the uterus, especially before it is viable.

Sunday, July 18, 2010




ยังไม่เคยเห็นใครแต่ง G-Wagon แบบถอดล้ออะไหล่ เลยแอบถ่ายเก็บไว้

Friday, June 04, 2010

"ฉันดีใจที่มีเธอ ฉันดีใจที่เจอเธอ...

เธอคือกำลังใจที่ดีไม่ว่านาทีไหน"

Thursday, June 03, 2010

เพลงนี้เพราะจัง ฟังแล้วมีความสุข...

http://www.youtube.com/watch?v=guQT5amW98M&NR=1

Saturday, May 22, 2010

สิทธิผู้บริโภคในระบบเศรษกิจทุนนิยม

มุมมองของผู้บริโภค
ผู้บริโภคถือเป็นปลาเล็กที่สุดในวงจรเศรษกิจทุนนิยม เพราะเราจำเป็นต้องกินต้องอยู่ จึงต้องซื้อสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค แม้สินค้าเหล่านั้นจะได้รับการกำหนดราคาจากรัฐบาลในระดับหนึ่ง แต่กำไรจากการขายสินค้าย่อมมีบ้างไม่มากก็น้อย และตกอยู่กับผู้ประกอบการ ดังนั้นหากสินค้าที่เราอุดหนุนอยู่เป็นประจำ เรามีส่วนทำให้ผู้ประกอบการรายนั้นเติบโตขึ้น โดยที่เราไม่ได้มีส่วนกับผลกำไรหรือขาดทุนจากผู้ประกอบการเลย

ระบบเศรษกิจทุนนิยมเปิดช่องให้เราในฐานะปลาตัวเล็กที่สุดในระบบ สามารถมีส่วนกับผลกำไรขาดทุนของสถานประกอบการโดยผ่านการซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหุ้นดังกล่าวเราอาจซื้อได้โดยตรงกับสถานประกอบการเวลามีประกาศขายหุ้น หรือจะซื้อในตลาดรองผ่านบริษัทหลักทรัพย์ก็ได้ เวลาซื้อก็เหมือนไป shopping ในตลาดสด เช่นสามารถ เลือกซื้อ หุ้นปตท 10 ตัว หุ้นSevenEleven 50 อัน หรือคอนโนศุภาลัย 2 เข่ง แล้วมัดรวมกันส่งให้บริษัทหลักทรัพย์ชั่งกิโลตีราคาโดยหักค่าหัวคิวในการชั่งน้ำหนักออกไปทุกครั้งที่มีการซื้อ เท่านี้ผมก็สามารถเป็นเจ้าของกิจการทั้งสามอย่างได้แล้ว ต้นทุนอันน้อยนิด แต่ความสุขอันยิ่งใหญ่ เพราะเมื่อบริษัทมีกำไรจากการทำธุรกิจ ผมก็จะได้รับปันผลตามสัดส่วนของหุ้นที่ครอบครองอยู่ หรือถึงแม้จะขาดทุนบ้าง ก็ยังมีความสุขในฐานะเจ้าของกิจการ ครั้งต่อไปที่ผมเติมน้ำมัน ปตท เข้าSevenEleven ก็จะยินดีสนับสนุนสินค้าเต็มที่เพราะเป็นกิจการของผมเอง หรืออาจทักทายพนักงานขาย

"รับขนมจีบซาลาเปาทานเพิ่มใหมคะพี่"
"อ้อ ไม่ล่ะน้อง เอ... แต่น้องต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยหน่อยนะ เดี๋ยวลูกค้าจะตำหนิเอาได้... เอ้าส่วนคุณนี่ ทำไม่ยืนนิ่งอยู่ แถวยาวแล้ว ไม่ดูลูกค้าเลย เรานี่... เอ้าๆ ทำงานกันหน่อย อย่าอู้ๆ ไม่รู้หรอว่าพี่เป็นใคร พี่นี่หุ้นส่วนซุปเปอร์ที่นี่นะน้องสาว!!!"
(เฮ่อ... ปัญญาอ่อน อีกแล้วเรา!)

นี่ล่ะคือความสวยงามของระบบเศรษกิจทุนนิยม และรวมถึงที่มาของหลักการแปลงหุ้นรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ด้วย ทำให้ประชาชนได้มีส่วนในทรัพย์สินของรัฐ โดยผ่านการซื้อหุ้นในกิจการของรัฐ แต่ถ้าไม่ได้แปลงเป็นหุ้นออกขายในตลาดหลักทร้พย์ กิจการก็จะตกอยู่ในมือของรัฐบาลในยุคที่เข้ามามีอำนาจว่าจะใช้จ่ายหรือ corruption กันอย่างไร

มุมมองของผู้ประกอบการ
ผู้ประกอบการรายใหญ่เองก็ต้องการขยายกิจการของตนให้ใหญ่โตขึ้นอีก การเสนอขายหุ้นของบริษัทจึงเป็นการระดมทุนจากผู้บริโภคในระบบแบบหนึ่งนั้นเอง ซึ่งอาจจะดีกว่าไปกู้หนี้ยืมสินจากธนาคารแล้วจ่ายดอกเบี้ยราคาแพง สู้เล่นเปลี่ยนหนี้ที่มีอยู่เป็นทุนซะดีกว่า คือเอาเงินกู้ (liability) คืนเจ้าหนี้หรือธนาคารไป แล้วไปเพิ่มในส่วนผู้ถือหุ้น (equity) แทนด้วยการขายหุ้นของบริษัทให้ผู้บริโภคตาดำๆมาเป็นผู้ร่วมทุนซะเลย จะได้ไม่ต้องคอยจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคาร เวลากำไรมากก็แกล้งแต่งบัญชีให้เป็นกำไรน้อย โดยหักเป็นค่าใช้จ่ายโน่นนี่เช่นตั้งเงินเดือนผู้บริหารสูงๆ แล้วก็ให้ปันผลพอเป็นพิธี แต่เวลากำไรน้อยก็แสดงบัญชีว่าขาดทุนงดปันผลต่างๆนาๆ ตามแต่จริยธรรมของผู้บริหารองค์กร

ที่กล่าวมานี้จะบอกว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่บางทีก็ต้องพึ่งพาอาศัยผู้บริโภคตัวน้อยหลายๆตัว เหมือนปลาใหญ่ที่มีปลาตัวเล็กๆมาแทะเล็มเศษอาหารที่ติดอยู่ตามผิวของมัน ซึ่งก็เป็นการทำความสะอาดเนื้อตัวของปลาใหญ่ ส่วนปลาเล็กก็ได้ประโยชน์ว่ายน้ำติดตามปลาใหญ่ไปทุกที่ ไม่ต้องไปหาอาหารกินทีไหนให้เมื่อย

ปัญหาคือ...?
แต่เช่นเดียวกับที่เกิดในตลาดสด และทุกๆตลาด ไม่ว่าตลาดมืด ตลาดแจ้ง หรือตลาดหลักทรัพย์ คือ 'คนเลว' คนคิดไม่ซื่อ เช่น แม่ค้าที่โกงตาชั่งบ้าง แกล้งทอนเงินไม่ครบบ้าง หรือโจรขโมยปล้นแม่ค้าในตลาดบ้าง

เมื่อหุ้นของกิจการรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดแล้ว ประชาชนคนไทยทุกคนก็ย่อมมีสิทธิจับจองเป็นเจ้าของโดยซื้อหุ้นดังกล่าวครับ และเพื่อให้ประชาชนทุกคนได้มีสิทธิเท่าเทียมกันมากที่สุด จึงกำหนดราคาขายว่าซื้อได้คนละไม่เกินกี่หุ้นกี่หุ้น จำนวนหุ้นจะได้กระจายอยู่ให้อุ้งมือคนไทยคนละนิดๆกันอย่างถ้วนหน้า เข้าทำนองอัฐยายซื้อขนมยาย หรือเรือล่มในหนองเงินทองอยู่ในประเทศครับ!

ฟังดูดี... แต่ปัญหาคือนายทุนรายใหญ่ต้องการซื้อหุ้นจำนวนมากๆ เพราะรู้ว่ากิจการโดยเฉพาะที่เป็นของรัฐนั้นเป็นกิจการที่ทำรายได้มากและมีเสถียรภาพเพราะมีรายได้จากปลาเล็กๆอย่างผมซึ่งมีฐานะจำยอมต้องใช้น้ำใช้ไปใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แต่ติดที่ข้อห้ามนี้ ทำให้ซื้อหุ้นประเภทนี้มีละมากๆไม่ได้ ก็เลย ไปฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินต่างชาติ แล้วให้บริษัทกองทุนต่างชาติเป็นตัวแทน หรือ Nominee เป็นผู้ซื้อหุ้นด้วยเงินดอลล่าห์ เพื่อให้ได้สิทธิในการซื้อหุ้นทีละมากๆ ในฐานะกองทุนต่างประเทศ คราวนี้กิจการของรัฐก็จะตกอยู่ในอุ้งมือคนเพียงไม่กี่คนที่เป็นมหาเศรษฐี ซึ่งจริงๆก็อาจไม่ใข่ต่างชาติที่ใหน ก็คนไทยด้วยกันนี้แหละครับที่เป็นนายทุนรายใหญ่ แทนที่จะกระจายอยู่ในมือผู้บริโภคซึ่งเป็นปลาตัวเล็กๆในระบบอย่างผม ท้ายที่สุดกิจการของรัฐจะถูกถ่ายเปลี่ยนมือมาจากรัฐบาลสู่มือนายทุนรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ผู้ซึ่งสามารถกำหนดนโยบายในการแสวงหากำไรจากกิจการที่เกิดจากผู้บริโภคเล็กๆอย่างผมหลายๆคนรวมกัน เอาเป็นว่าผมเติมน้ำมันปตทอาทิตย์ละไม่ต่ำกว่าห้าสิบลิตร แต่อาจมีหุ้นปตทถืออยู่เพียงไม่กี่สิบหุ้น ในขณะที่นายทุนพวกนี้กลับซื้อได้เป็นหมื่นๆหุ้น ทั้งๆที่ก็อาจจะไม่ได้อุดหนุนน้ำมันปตทมากมายไปกว่าผมสักเท่าไหร่

ระบบไม่ได้ผิด แต่มันผิดที่คน! และเจตนาที่แท้จริงของคน! คือรู้ๆอยู่ว่าเมื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วจะไปมีตาสีตาสา ยายมียายมาที่ไหนมาซื้อหุ้นได้ หรือซื้หุ้นเป็น ถ้าเป็นระบบทุนนิยมในอุดมคติประชากรควรมีหุ้นในกิจการของรัฐอยู๋ในมือกันถ้วนหน้าครับ แต่ความจริงก็คือสังคมไทยยังไม่พร้อมในเรื่องนั้น เพราะการศึกษายังไม่สามารถยกระดับความเข้าใจของประชากรในเรื่องระบบทุนได้ ส่วนที่อ้างว่าธุรกิจบางประเทศเข้าตลาดหุ้นไปแล้ว ก็ไม่น่าแปลกอะไร เพราะประชากรมีความเข้าใจในระบบเศรษกิจทุนมากกว่าบ้านเราซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรม และการกระจายจำนวนหุ้นก็เป็นไปอย่างยุติธรรมและทั่วถึง เมืองไทยยังไม่พร้อมครับ เอาเวลามาพัฒนาการศึกษาเพื่อพัฒนาประเทศควบคู่ไปกับจริยธรรมก่อนดีกว่า เพื่อขจัดคนเลวออกนอกระบบทุน เมื่อคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจในระบบ และมีจริยธรรมแล้ว ถึงเวลานั้นล่ะครับเราจะมีตลาดทุนที่เข้มแข็ง และตลาดหลักทรัพย์ของเราก็จะไม่ตกเป็นเครื่องมือหากินของพวกนักลงทุนตะวันตกที่ฉกฉวยผลประโยชน์จะระบบทุนในประเทศที่อ่อนด้อยกว่าทางเศรษกิจ โดยการปั่นหุ้น

การลงทุนในตราสารหุ้นของบ้านเราส่วนใหญ๋ยังเป็นการเก็งกำไรเพื่อหวังผลระยะสั้นครับ จึงทำให้ราคาผันผวน ไม่มีเสถียรภาพตามหลัก demand supply ที่แท้จริง ราคาหุ้นที่เห็นในวันนี้ใครจะรู้ว่ามูลค่าจริงมันเท่าไหร่ ถ้าไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไรของนักลงทุน

Monday, May 17, 2010

สาขาวิชาภาษาอังกฤษยอดฮิต: อดีต-ปัจจุบัน 2553

(ลำดับโดย มนตรี ตั้งพิชัยกุล)


อักษรฯ จุฬา ไม่ได้มีคะแนนสูงสุดอีกต่อไป ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการที่คณะอักษรฯ ไม่ได้เปิดรับสาขาวิชาเอกสาขาภาษาอังกฤษโดยตรง ทำให้นักศึกษาไม่แน่ใจว่าเมื่อสอบเข้าเรียนได้แล้ว จะได้เรียนสาขาภาษาอังกฤษจริงๆหรือไม่ เพราะมีการแบ่งสาขาวิชาในภายหลัง จึงไม่แปลกที่คะแนนสุงสุดจะไปตกที่ ธรรมศาสตร์ เพราะนักศึกษาต้องการความมั่นใจว่าจะได้เรียนภาษาอังกฤษแน่นอน จึงหันไปเลือก ธรรมศาสตร์ และ เกษตร ตามลำดับ ซึงรับเข้าสาขาภาษาอังกฤษโดยตรง อย่างไรก็ตามคะแนนต่ำสุดของจุฬายังคงสูงที่สุดเช่นเคย


เราเห็นการแข่งขันที่เข้มข้มระหว่าง ธรรมศาสตร์ กับ เกษตร เพราะแม้คะแนนสูงสุดของธรรมศาสตร์จะสูงกว่าเกษตร 429 คะแนน แต่คะแนนรับเข้าต่ำสุดของเกษตรสูงกว่าของธรรมศ่าสตร์อยู่ถึง 1,675 คะแนนทีเดียว ซึงทำให้เห็นกระแสนิยมมนุษยศาสตร์เกษตรที่เพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีตซึ่งเคยมีน้อยกว่าศิลปศาสตร์ธรรมศาสตร์ และในอนาคตอาจเพิ่มมากขึ้นจนแซงธรรมศาตร์ก็เป็นได้ โดยเฉพาะถ้าพิจารณาถึงสถานที่ตั้งซึ่งเปลี่ยนจากท่าพระจันทร์เป็นที่รังสิตเมื่อหลายปีก่อน

ถัดจากคู่ ธรรมศาสตร์ และเกษตร มหิดลขึ้นมาจองอันดับที่สี่อย่างไม่ต้องสงสัย ไม่น่าแปลกอะไรเมื่อพิจารณาอิมเมจของหลักสูตรนานาชาติที่มีอยู่มากมาย และจำนวนนักศึกษาและคณาจารย์ต่างชาติก็มีอยู่มาก นอกจาก มหิดลซึ่งมาแรง ยังมี บูรพา ซึ่งไม่เคยติดชาร์ทมาก่อนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่กลับแซงมหาวิทยาลัยดังๆเก่าแก่อย่างศิลปากรและเชียงใหม่ไปหน้าตาเฉย เชียงใหม่ตกอันดับนิดหน่อยจากอดีตซึ่งเคยเป็นอันดับ 5 รองจากศิลปากร ตอนนี้กลับมานำศิลปากรทั้งคะแนนสูงสุดและต่ำสุด

ไม่น่าเชื่อว่า ศิลปากร จะตกเป็นอันดับ 7 เมื่อพิจารณาจากอดีตอันรุ่งเรืองสุดที่อันดับ 4 รองจาก มนุษยศาสตร์เกษตรเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ไม่น่าแปลกที่ต้องยอมต่อมหิดล และ บูรพา สองมหาวิทยาลัยที่กำลังมาแรงกับสาขาวิชาภาษาอังกฤษที่เปิดทีหลังกว่ามาก แต่ที่น่าแปลกคือเป็นรอง เชียงใหม่ ซึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วคะแนนสอบเข้าสูงกว่า เกิดอะไรขึ้นกับ อักษรฯ ศิลปากรในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสำหรับสาขาวิชาภาษาอังกฤษ! เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะการแข่งขันที่สุดของตลาดมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด ทำให้อักษรศิลปากรตอนนี้ไม่เพียงแข่งขันกับมนุยศาสตร์เชียงใหม่อย่างเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ยังต้องแข่งกับ บูรพา และขอนแก่น ที่เบียดขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกัน และยังจะมีมหาวิทยาลัยเกิดใหม่อีกหลายแห่ง

ขอนแก่นยังคงครองความเป็นผู้นำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเช่นเคย แต่ในอนาคตอาจถูก มหาสารคาม มหาวิทยาลัยเปิดใหม่ซึ่งมาแรง และดึงอาจารย์ไปจากหลายที่ ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันกับที่มนุษยศาสตร์เชียงใหม่อาจต้องเผชิญเมื่อแม่ฟ้าหลวงเติบโตขึ้น

สรุปภาพรวม

1. แนวโน้มการเลือกเรียนสาขาวิชาภาษาอังกฤษมีการกระจายตัวออกสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น กว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว สังเกตว่ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพมีปรากฏเพียงสองแห่งในชาร์ท คือ จุฬา และ เกษตร ส่วน มศว ไม่ติด 10 อันดับแรกเลย

2. มหาวิทยาลัยใหม่ๆ อย่าง แม่ฟ้าหลวง และ มหาสารคาม เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาด โดยเข้ามาเป็นอันดับที่ 9 และ 10 อย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้เห็นแนวโน้มความนิยมในคณะ หรือสาขาที่เปิดใหม่กว่า นักศึกษาไม่ได้อิงอยู่กับชื่อของมหาวิทยาลัยเก่าแก่มากเหมือนอย่างแต่ก่อน

3. ถ้าพิจารณาจากคะแนนสูงสุด สามารถแบ่งอันดับมหาวิทยาลัยได้เป็น สามกลุ่ม (1) กลุ่มยอดนิยมในกรุงเทพและปริมณฑล คือ ธรรมศาสตร์ เกษตร จุฬา และ มหิดล (2) กลุ่มจังหวัดอื่นๆที่แข่งขันสูง คือ บูรพา เชียงใหม่ ศิลปากร และ ขอนแก่น กลุ่มนี้มีการแข่งขันสูงมากทั้งคะแนนสูงสุดและต่ำสุด (3) กลุ่มคลื่นลูกใหม่ คือ แม่ฟ้าหลวง และ มหาสารคาม

10 คณะที่คะแนนสอบเข้าสาขาวิชาภาษาอังกฤษสูงสุด ประจำปี 2553 (คะแนนต่ำสุด)
1. อักษรศาสตร์ จุฬาฯ 22,856 คะแนน
2. มนุษยศาสตร์ เกษตรฯ 21,707 คะแนน
3. ศิลปศาสตร์ มหิดล 20,839 คะแนน
4. ศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 20,032 คะแนน
5. มนุษยศาสตร์ เชียงใหม่ 19,443 คะแนน
6. มนุษยศาสตร์ ขอนแก่น 18,727 คะแนน
7. อักษรศาสตร์ ศิลปากร 17,541 คะแนน
8. มนุษยศาสตร์ มหาสารคาม 17,107 คะแนน
9. มนุษยศาสตร์ มศว 14,133 คะแนน
10. มนุษยศาสตร์ สงขลา 10,168 คะแนน

Thursday, May 13, 2010

10 คณะที่คะแนนสอบเข้าสาขาวิชาภาษาอังกฤษสูงสุด ประจำปี 2553

1. ศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 25,500 คะแนน
2. มนุษยศาสตร์ เกษตรฯ 25,071 คะแนน
3. อักษรศาสตร์ จุฬาฯ 24,345 คะแนน
4. ศิลปศาสตร์ มหิดล 23,975 คะแนน
5. มนุษยศาสตร์ เชียงใหม่ 22,698 คะแนน
6. อักษรศาสตร์ ศิลปากร 22,554 คะแนน
7. มนุษยศาสตร์ ขอนแก่น 22,249 คะแนน
8. มนุษยศาสตร์ มหาสารคาม 19,963 คะแนน
9. มนุษยศาสตร์ มศว 19,746 คะแนน
10. มนุษยศาสตร์ สงขลา 18,716 คะแนน

Saturday, May 08, 2010

วันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นพิเศษเลย แค่เป็นอีกวันหนึ่งที่ทำงานเสร็จแล้วนั่งเล่นเน็ต อ่านหนังสือ แค่อยากมีความสุข เลยสั่งตัวเองให้มีความสุข แล้วก็เลยมีความสุข
ดีจริงๆ

อยากให้ทุกคนอารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี คิดดี ทำดี พูดดี และซื่อสัตย์กับความคิดของตนเองในทุกๆวันครับ
:-)

Tuesday, March 16, 2010

ที่คนไทยเรียกว่า 'แขก' นั้นมาจากสองศาสนา
1. แขกฮินดู ชายมีผ้าโพกหัว หญิงใส่ชุดผ้าสาหลีเป็นสีสันต่างๆ และมีผ้าคลุมผมบางๆ ที่หน้าผากมีจุดแต้ม แขกเหล่านี้มาจากอินเดีย มีทั้งสีผิวดำ คล้ำ และขาว ยิ่งผิวดำเท่าไหร่ก็จะเป็นคนทางใต้ของอินเดียมากเท่านั้น ยิ่งขึ้นเหนือเท่าไหร่ผิวคนก็ยิ่งขาวเท่านั้น สีผิวยังสัมพันธ์กับชนชั้นทางสังคมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะสมัยที่อินเดียยังแบ่งเป็น วรรณะต่างๆ คนผิวดำก็มักจะเป็นชนชั้นต่ำของสังคม ที่เห็นอยู่ในเมืองไทยถ้าเป็นแขกดำก็จะขายถั่ว ถ้าเป็นแขกขาวก็จะขายผ้าอยู๋พาหุรัด ส่วนอาหารอินเดียที่ได้ชื่อดังไปทั่วโลกนั้นเป็นอาหารอินเดียตอนเหนือคืออินเดียขาวมากกว่า เช่น Nan คือแป้งโรตี กินกับแกงกะหรี่ และ Samosa เป็นต้น

2. แขกอิสลาม แบ่งเป็นสองนิกายคือ ซุนนี (Sunni) และ ชีอะ (Shia) ที่เป็นชีอะมาจาก อิรัก อิหร่าน หรือ บาห์เรน ส่วนที่เหลือเกือบทั้งหมดเป็นซุนนี มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นมาเล อินโด เอเชียกลาง(ไม่นับอินเดีย) เช่น บังคลาเทศ ปากีสถาน และในตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด

แขกอิสลามสามารถสังเกตได้ว่าไม่โพกหรือพันผ้ารอบศีรษะเหมือนอย่างแขกฮินดู/อินเดีย คือไม่มีผ้าอะไรเลยอยู่บนศีรษะเลย ยกเว้นแต่แขกอาหรับในตะวันออกกลางซึ่งจะคลุมผ้าจากศีรษะลงมาถึงไหล่ (แต่ก็ไม่พันเป็นวงรอบอยู่บนศีรษะ) แขกอิสลามนี้แบ่งง่ายๆตามภูมิภาคดังนี้
2.1 แขกดำ มาจากประเทศยากจน ส่วนใหญ่ในเมืองไทยเป็นผู้อภยพจาก ปากีสถาน และบังคลาเทศ ขายโรตี
2.2 แขกคล้ำ มาจากมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และบางประเทศในตะวันออกกลาง
2.2 แขกขาว มาจากกลุ่มประเทศแถบอ่าวอาหรับ พวกเศรษฐีน้ำมันทั้งหลาย เช่น ซาอุอิ อารเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรด
Arabic Experience

Day 1: Dubai's old town
It was a foggy morning and the pilot had to fly the plane around the runway for an hour, so I arrived Ibis City centre Hotel one hour behind schedule.
Just 10 minutes fro the IBIS Hotel by taxi located the world's biggest gold and spice market. Here I crossed the Dubai Creek to the other side of the river by the ferry called 'Abra' with only 1 dirham to see Dubai's old town and the arts and crafts.

Day 2: First day at conference
On another foggy morning, the taxi had to take longer than usual to get to the conference venue 'Zayed University' which is located around 30 kms, South of the city. The venue was impressive. The whole hallway was covered in an air-conditioned dome. There were quite a few big names such as Jeremy Harmer, Michael McCarthy, and David Nunan. Some presentations that interest me the most are those on teaching vocabulary and the idea called 'Vocab Viva', the debate on teaching ESP v. EGP, issues on treating teacher's 'burnouts' and reading aloud technique, the use of internet in ELT, and the updated features of British Council website. I was there till late afternoon, and then came back for shopping at the City Centre Shopping Mall just opposite to the IBIS hotel where I stayed.

Day 3: Desert experience
After the conference on the second day, I joined a half-day tour for a desert safari. Aftering paying 150 dirhams and waiting a few hours, I was picked up by a mini-bus to join the ride with other 30 tourists from the Philippines, Iran, and Africa. The bus dropped us in the middle of no where. That was the first time in desert.
They took us on a bumpy ride in the sand dune by SUVs 'Toyota Prado'. The caravan then headed to an Arabian camp where people took turns riding camels, tried traditional henna body-painting, watched a belly-dancing show, and had Arabian BBQ dinner together. It was nearly 10 the time we got back and I slept well and sound after that long tiring day.

Day 4: Dubai's wonders
Taxi drivers are my only tour guides I could afford. Again, today I told my taxi driver to get me around in the famous 'Palm Island', 'Mall of the Emirates', and the world's best hotel 'Burj Al-Arab'. Next to the hotel located a water park called 'Wild Wadi', the place where I spent my whole afternoon.

Day 5: Burj Kalifa
Today is the last day of my trip. It's time to think about what I have learned from this trip for that I can tell my students what I have experienced here. I didn't forget to see the world's tallest buiding 'Burj Dubai' which is now renamed 'Burj Kalifa' after the UAE's president. The building stood tall behind the artificial river which is actually a swimming pool with its width from side to side of the Chao Phraya River. Next to the artificial river and the World's tallest building is the World's biggest shopping mall 'Dubai Mall'. Now I am waiting for the flight time to get back to Bangkok tonight.

Friday, March 12, 2010

Hello, from Dubai.
TESOL ARABIA Conference 2010 in Dubai is one of the best conferences I've ever attended. The speakers are well-known in the TESOL field, Jeremy Harmer, David Nunan, Michael McCarthy, just to name a few. The conference venue is Zayed University, located in the suburb of Dubai city. The place is new and fantastically designed, beautiful for an academic conference.


I love Dubai now, a charming city in the desert, a melting pot of people coming from different backgrounds, Indian, Iranian, Phillipinos, Emirati, the Westerners, including the Thais. This is the place where the world's richest and labors of the world are united. There are many things I've learned for these few days. Maybe I should write something about Dubai in this blog after arriving home.

Tuesday, February 09, 2010

ใครว่า... จริงๆ บ้ามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

Sunday, February 07, 2010

วันนี้พาคุณแม่ไปวัดอ้อมน้อย นครปฐม ไปรักษาอาการป่วยกับพระพุทธอิสระชื่อดัง ซื้อยาสระผมและสบู่สมุนไพรของวัดมาด้วย

พรุ่งนี้ก็เปิดสอนปกติแล้ว หลังจากหยุดเกษตรแฟร์มาหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ งานที่ตั้งใจว่าจะทำให้เสร็จก็ยังทำไม่เสร็จ ตอนทำงานนี่เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ

ทำไมตอนนี้กลายเป็นคนบ้างานไปได้หว่า... ฮืม...