Saturday, December 26, 2009

การติดยึด

คนบางคนติดยึดอยู่กับการที่ตนเป็นคนไม่ติดยึด อย่างนี้ก็เรียกว่าติดยึด คือนิยมใช้ชีวิตอย่างที่ดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่จริงๆต้องเรียกว่าเรียบแต่ไม่ง่ายจึงจะถูก

บางคนติดยึดว่าต้องแต่งตัวเรียบง่ายไม่มีสีสัน เมื่อจำเป็นต้องแต่งกายแบบมีสีสันหน่อยก็เป็นทุกข์

บางคนติดยึดว่าเป็นคนกินง่าย คือว่าเวลาอยู่ในร้านอาหารจีนร้องโวยวายอยากกินไข่ทอดธรรมดา

บางคนติดยึดว่าเป็นคนอยู่ง่าย พอต้องนอนโรงแรมห้าดาวหรูอยู่สบายก็เป็นทุกข์

คนไม่ยึดติดที่แท้จริงไม่ใช่เป็นผู้มุ่งที่จะไม่ยึดติด แต่เป็นผู้ไม่เก็บมาใส่ใจมากกว่า ยึดติดแล้วอย่างไร ไม่ยึดติดแล้วอย่างไร ไม่ได้มีสาระอะไรเลย ถ้าคิดได้เช่นนี้แล้วจึงถือว่าไม่ติดยึดโดยแท้ คือกินอยู่อย่างไรก็ได้ อย่างไรก็ดี ล้วนมองเป็นอนิจจังทั้งสิ้น
การทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเป็นเรื่องง่าย
การทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายเป็นเรื่องยาก

มนตรี

Sunday, December 13, 2009

ปุจฉา: ทำไมเวลาราคาน้ำมันขึ้นราคาทองคำจึงขึ้นด้วย และเวลาน้ำมันลงราคาทองคำก็ลงตาม?

วิสัจฉนา: ราคาน้ำมันที่สูงขั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อครับ เพราะไม่ว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นเท่าไร เราก็ยังต้องใช้ปริมาณน้ำมันเท่าเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ไม่เหมือนผักผลไม้ หรือเนื้อสัตว์เช่นหมูแพงก็หันไปกินไก่แทน!) และที่สำคัญเป็นรายจ่ายครัวเรือนก้อนใหญ่เมื่อเทียบกับรายจ่ายประจำเดือนอื่นๆ

ณ วันนี้น้ำมัน ไบโอดีเซลที่ผมใช้ราคาลิตรละ 26.79 ผมใช้น้ำมันวันละ 8 ลิตร = เป็นเงิน 214.32 บาท วันดีคืนดีไบโอดีเซลที่ผมใช้เกิดขึ้นราคาเป็นลิตรละ 30 บาท เงิน 214.32 บาทที่เคยจ่ายกลับซื้อน้ำมันได้ไม่ถึง 8 ลิตรอย่างที่เคย เงินผมก็ด้อยค่าลง ผมจึงต้องจ่ายเงินมากขึ้นกว่าที่เคยจ่าย เมื่อรายจ่ายมากขึ้นก็ต้องหารายได้มากขึ้นเพื่อมาทดแทนกัน ในที่นี้ผมเป็นอาจารย์ ค่าชั่วโมงสอนเป็นสินค้า เมื่อผมขึ้นค่าชั่วโมงสอน ก็เดือดร้อนผู้ปกครองต้องจ่ายเงินให้นักศึกษาที่มาเรียนกับผม ผู้ปกครองก็ต้องทำวิธีเดียวกันคือเพิ่มราคาสินค้าของตนให้สูงขึ้นกรณีเป็นผู้ประกอบการ ถ้าทุกคนทำเช่นนี้ ก็เกิดเงินเฟ้ออย่างเลี่ยงไม่ได้ไงครับ คือราคาสินค้าเพิ่มแต่มูลค่าจริงๆของสินค้าไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม บาปตกอยู่ที่ผู้บริโภคที่ไม่มีอำนาจเพิ่มมูลค้าสินค้าของตนได้ หรือผู้ไม่มีสินค้าเป็นของตน ก็คือมนุษย์เงินเดือนไงครับ ต้องจ่ายราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มสูงขึ้นในขณะที่เงินเดือนเท่าเดิม

เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อเช่นนี้แล้ว ราคาทองคำจะยังยืนหยัดอยู่เท่าเดิมก็เห็นจะไม่ได้ล่ะครับ เพราะถ้าไม่ปรับราคาให้สูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อเสียแล้ว ทองคำก็จะมีค่าด้อยลงไปทันที บรรดาผู้ค้าทองคำไม่ยอมให้มูลค่าทองที่ตนเองถือยู่ต้องด้อยลงไปเพราะเงินเฟ้อก็เลยรวมกลุ่มเป็นสมาคมผู้ค้าทอง เพื่อกำหนดราคาทองคำมาตราฐานขึ้นในแต่ละวัน บรรดาพ่อค้าร้านทองจะวิทยุถึงกันทุกเช้าครับเพื่อปรับราคาทองคำใหม่ให้เข้ากับสภาวะของตลาดเพื่อรักษามูลค่าแท้จริงของทองคำไว้

สรุปเมื่อน้ำมันแพงก็กระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อ ราคาทองจึงต้องถูกปรับขึ้นเพื่อรักษามูลค่าที่แท้จริงของทองคำไว้ครับ

Thursday, December 10, 2009

Saturday, November 14, 2009

ผมเปลี่ยนจาก DTAC เป็น TRUE แล้ว เพราะโปรโมชั่นดีกว่า เบอร์ใหม่ 088 621 4709

Friday, November 13, 2009

วันนี้นั่งแก้งานทั้งวัน แก้มาสามอาทิตย์แล้ว ไม่จบสักที จันทร์-ศุกร์ ทำงานตามปกติ เสาร์-อาทิตย์ ก็ยังต้องแก้งาน เมื่อไหร่จะเรียนจบสักที ชีวิตมีอยู่แค่ ทำงาน กับ แก้งาน แค่นี้เท่านั้นหรือ

Saturday, October 31, 2009

ภาวะตาแห้งของผมเป็นภาวะที่เกิดจากการผ่าตัดกระจกตา ไม่ใช่ภาวะตาแห้งที่เกิดเองตามธรรมชาติ หรือที่เกิดกับผู้สูงอายุ

คุณเคยรู้สึกตาแห้ง ตาพร่ามัว หรือฝืดเคืองตา ต้องกระพริบตาถี่ๆ คล้ายมีเศษผงเข้าตา จนทำให้มองภาพไม่ชัด หรือบางครั้ง มีขี้ตาออกมาเป็นเมือกเหนียวกันบ้างไหมคะ ถ้ามีแสดงว่าคุณกำลังมีอาการตาแห้งแล้วล่ะ
สำรวจสาเหตุของอาการตาแห้ง
ตาแห้ง เป็นอาการที่มีความผิดปกติของน้ำตา โดยปกติดวงตาของคนเรา จะมีปริมาณน้ำตาเพียงพอที่จะมาหล่อเลี้ยง หรือให้ความชุ่มชื้นกับดวงตา รวมถึงฉาบกระจกตา ทำให้การมองเห็นชัดเจน
ส่วนอาการตาแห้งเกิดจากการมีปริมาณน้ำตาน้อย หรือคุณภาพของน้ำตาไม่ดีพอ ซึ่งน้ำตาที่ดีมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ ไขมัน น้ำใส และเมือก หากส่วนประกอบ 1 ใน 3 ของน้ำตาขาดความสมดุลหรือไม่มีคุณภาพ จะทำให้ตาแห้งได้
อาการนี้เป็นได้ทุกเพศ แต่มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และจะพบมากขึ้นตามวัย โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นผลมาจากระดับฮอร์โมนที่ลดลง ทำให้สารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกาย รวมทั้งน้ำตาก็ลดปริมาณลงไปด้วย นอกจากนี้ อาการดังกล่าวยังเกิดได้จากอีกหลายสาเหตุ ดังนี้


ภาวะที่ทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกที่ตาลดลง เช่น การใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่เหมาะสมหรือไม่มีคุณภาพ การผ่าตัดกระจกตาหรือเปลี่ยนกระจกตา การอักเสบของกระจกตาจากเชื้อเริม นอกจากนี้ ยังรวมถึงการเป็นอัมพฤกษ์ที่ใบหน้า


โรคที่ผิดปกติทางภาวะภูมิคุ้มกัน (Autoimmune) เช่น โรค Sjogren's Syndrome ซึ่งมีอาการตาแห้ง ร่วมกับข้ออักเสบและปากแห้ง โรคข้อบางชนิด หรือโรคเอดส์


โรคบางชนิด ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบกับเยื่อบุตา เช่น กลุ่มอาการแพ้ยา อย่างสตีเวนจอห์นสัน (Stevens-Johnson) ริดสีดวงตา และเบาหวาน


การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยาคุมกำเนิด ยานอนหลับ ยาลดความดันโลหิตบางชนิด


การทำงานของเปลือกตาบกพร่อง เช่น หลับตาไม่สนิท กะพริบตาน้อย เปลือกตาผิดรูป


สภาพแวดล้อม เช่น อยู่ในห้องปรับอากาศที่มีอากาศแห้ง หรือมีฝุ่นควัน ลม และแดดจ้า


อาชีพที่ต้องใช้สายตาจ้องเป็นเวลานาน เช่น พนักงานคอมพิวเตอร์ ช่างอ๊อกเหล็ก หรือยามที่เฝ้ากล้องวงจรปิด
แต่ก็อย่าเพิ่งกังวลใจกันไปค่ะ เพราะผู้ที่มีอาการตาแห้งส่วนใหญ่มักเป็นในระดับไม่รุนแรง แค่ก่อความรำคาญใจ แต่ไม่ทำให้ตาบอดได้
เทคนิคเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา


กระพริบตาถี่ๆ ในภาวะปกติคนเราจะกระพริบตานาทีละ 20 - 22 ครั้ง ทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดน้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้อง หรือเพ่งตาค้างไว้นานกว่าปกติ เช่น เวลาที่เราอ่านหนังสือ ดูทีวีหรือจ้องคอมพิวเตอร์ จะทำให้เรากระพริบตาเพียง 8 - 10 ครั้ง น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้น จึงควรพักสายตาระยะสั้นๆ โดยการหลับตา หรือกระพริบตาอย่างช้าๆ หรือลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถประมาณ 2 - 3 นาที ในทุกครึ่งชั่วโมง


ประคบดวงตาด้วยน้ำเย็น แช่ผ้าขนหนูผืนเล็ก 2 ผืนในน้ำเย็น หยิบขึ้นมา 1 ผืน บิดพอหมาดและพับทบเป็นผืนยาว วางปิดดวงตาไว้ทั้งสองข้างนานประมาณ 20 นาที หรือจนกว่าผ้าจะหายเย็น แล้วจึงใช้ผ้าอีกผืนหนึ่งประคบ สลับกันไปมา จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาของคุณได้เช่นกัน
กินอาหารลดอาการตาแห้ง


กล้วย กินกล้วยทุกวัน เพราะกล้วยมีโพแทสเซียมสูง ซึ่งจะทำงานร่วมกับโซเดียมเพื่อรักษาภาวะสมดุลน้ำในร่างกาย และช่วยให้ดวงตาของคุณชุ่มชื้นอยู่เสมอ


ถั่วประเภทนัท (Nut) ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะวอลนัต ควรรับประทานวันละประมาณ 1 กำมือ เพราะถั่วประเภทนี้มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว หรือกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในน้ำตา


ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทูน่าหรือปลาแซลมอน เพราะมีกรดไขมันที่จำเป็นหรือโอเมก้า-3 ด้วย


น้ำมันปอ (Flexseed oil) หรือน้ำมันเมล็ดลินิน จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมกรดไขมันโอเมก้า-3 อย่างเพียงพอ โดยรับประทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ หรือผสมในซีเรียลแล้วรับประทานก็ได้
ปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม


หลีกเลี่ยงการทำงานในบริเวณที่มีแสงจ้าและลมแรง เพราะจะทำให้ตาแห้งเร็ว ควรใส่แว่นกันแดดช่วย โดยเลือกแว่นขนาดใหญ่ที่มีขอบด้านข้าง เพื่อช่วยลดการระเหยของน้ำตา


หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีอากาศแห้ง และเย็นจัด เช่น ห้องปรับอากาศ ตลอดจนหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นละอองและควันต่าง ๆ เช่น บุหรี่ ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายเคืองตา


อย่าเป่าลมร้อนจากเครื่องเป่าผมเข้าตาโดยตรง รวมทั้งปรับไม่ให้เครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมเป่าโดนตาหรือใบหน้าโดยตรง


พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนไม่พออาจทำให้ตาแห้งและตาแดงช้ำ เนื่องจากเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยงดวงตาบวม การพักผ่อนให้สมดุลจึงดีต่อดวงตาที่สุด

ที่มา http://www.yourhealthyguide.com/article/an-4food-dry-eye.html
การรักษาโรคตาแห้ง

การรักษาโรคตาแห้ง มีหลายวิธีที่สามารถปฏิบัติเองได้ง่ายๆ จนถึงต้องพบจักษุแพทย์ วิธีการรักษามีดังนี้

1. ลดการระเหยของน้ำตาให้น้อยลง เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดีคือ หลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับแดดและลม โดยสวมแว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้ง ไม่นั่งในที่ที่มีลมพัดหรือแอร์เป่าใส่หน้า

2. กระกระพริบตาถี่ๆ ในภาวะปกติคนเราจะกระพริบตานาทีละ 20 - 22 ครั้ง ทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดผิวน้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้องหรือเพ่งตาจะลืมค้างไว้นานกว่าปกติ ทำให้กะรพริบตาเพียง 8 - 10 ครั้ง น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้นจึงควรพักสายตา โดยการหลับตา กระพรบตา หรือลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถ ประมาณ 2 - 3 นาที ในทุกครึ่งชั่วโมง

3. สำหรับผู้ที่ตาแห้งมาก อาจใช้กรอบแว่นชนิดพิเศษที่มีแผ่นคลุมปิดกันลมด้านข้าง แว่นชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยครอบทั้งดวงตาและป้องกันลมด้วย หรือจะใช้แผ่นซิลิโคนชนิดพิเศษที่ใสบางและนุ่ม นำมาตัดให้เข้ากับด้านข้างของกรอบแว่นตาคู่เดิม ซึ่งเรียกว่า Moist Chamber

4. ใช้น้ำตาเทียม น้ำตาเทียมคือ ยาหยอดตาที่ใช้เพื่อหล่อลื่นและให้ความชุ่มชื้นกับผู้ที่ตาแห้ง น้ำตาเทียมมี 2 ชนิดคือ
4.1 น้ำตาเทียมชนิดน้ำ - เหมาะที่จะใช้ในเวลากลางวัน เพราะไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่ทำให้ตามัว แต่มีข้อจำกัดคือ ต้องหยอดตาบ่อย
4.2 น้ำตาเทียมชนิดเจลและขี้ผึ้ง - มีลักษณะเหนียวหนืด หล่อลื่นและคงความชุ่มชื้นได้นานกว่าชนิดน้ำ แต่จะทำให้ตามัวชั่วขณะหลังป้ายยา จึงควรใช้ป้ายตาแต่น้อยก่อนเข้านอน
การรักษาด้วยวิธีใช้น้ำตาเทียม เวลาในการหยอดตาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการตาแห้ง หากวันใดไม่ถูกลม แล้วรู้สึกสบายตาก็ไม่จำเป็นต้องหยอด แต่ถ้ารู้สึกเคืองตามาก ก็หยอดบ่อยๆ ได้ตามต้องการ

ข้อควรระวังในการใช้น้ำตาเทียม
ผู้ป่วยที่ตาแห้งน้อย หยอดตาไม่กินวันละ 4 - 5 ครั้ง สามารถใช้ยาหยอดตาชนิกขวดที่มีสารกันบูดได้ กรณีผู้ป่วยที่ตาแห้งมาก และหยอดตามากกว่าวันละ 6 ครั้ง จักษุแพทย์จะสั่งน้ำตาเทียมชนิดพิเศษที่ไม่มีสารกันบูด (Preservative-Free Tear) ให้ใช้แทน ซึ่งมีข้อจำกัดก็คือ ยาจะบรรจุในหลอดเล็ก เมื่อเปิดใช้แล้วต้องใช้ให้หมดภายใน 16 ชั่วโมง หากใช้นานกว่านี้ อาจะเกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรค

5. การอุดรูระบายน้ำตา สำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้งอย่างรุนแรง จักษุแพทย์จะใช้วิธีอุดรูระบายน้ำตาเพื่อขังน้ำตาที่มีอยู่ให้หล่อเลี้ยงตาอยู่ได้นานๆ ไม่ปล่อยให้ไหลทิ้งไป เหมือนกับการสร้างเขื่อนกั้นเก็บกักน้ำไว้ใช้
วิธีและขั้นตอนในการอุดรูระบายน้ำตามี 2 วิธี คือ การอุดแบบชั่วคราว และการอุดแบบถาวร --- สำหรับการอุดแบบชั่วคราว จักษุแพทย์จะสอดคอลลาเจนขนาดเล็กเข้าไปในรูท่อน้ำตา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตาขึ้น โดยคอลลาเจนจะสลายไปเอง ภายใน 3 สัปดาห์ สำหรับผู้ป่วยที่มีน้ำตาแห้งมาก จักษุแพทย์จะอุดรูระบายน้ำตาแบบถาวรให้ ทั้งนี้ จะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

ที่มา http://www.happyoppy.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=460576&Ntype=5

Tuesday, October 27, 2009

วันนี้เป็นวันสำคัญเพราะออกจากกินเจเป็นวันแรก และได้รับ email จากอาจารย์

"อกหักดีกว่ารักไม่เป็น... เพราะอกหักยังมีรักใหม่ได้... แต่ถ้ารักไม่เป็น... ถึงจะมีรักก็ไม่สามารถรักษาความรักนั้นให้อยู่ได้" :( เบื่อตัวเองจริงๆ!

Saturday, August 15, 2009

4 ปี 2 เดือน 5 วัน

ผ่านสี่ปี สองเดือน กับห้าวัน
ชีวิตผัน จากโศกเศร้า สู่สุขสม
ด้วยมานะ พากเพียร ไม่ยอมจม
ผ่านคลื่นลม บากบั่น ไม่ยำเกรง

ชีวิตหนอ แท้จริง ก็แค่นี้
สุดทางที่ เป้าหมาย ดังประสงค์
สำคัญกว่า ตั้งเป้า เจตจำนงค์
จิตมั่นคง เผยแพร่ วิชาการ

Sunday, August 09, 2009

คำถาม-คำตอบ

คนหลายคน ครุ่นคิด ถึงคำถาม
แล้วเดินตาม ค้นหา คำตอบนั้น
ใช้ชีวิต อยู่ทุกเมื่อ เชื่อวัน
คำถามนั้น สำคัญ เช่นไร

อีกหลายคน ค้นคน หาคำตอบ
ตามทางชอบ ทางธรรม นำวิถี
คำตอบนั้น แท้จริง ช่างมากมี

คำตอบที่ ให้ผู้อื่น ใช่ตนเอง

หลายคนใช้เวลาตอบคำถามของตนอยู่ตลอดทั้งชีวิต แต่ไม่ได้คิดว่าคำถามนั้นสำคัญหรือไม่ ที่สำคัญจึงอยู่ที่จะมีผู้ได้รับประโยชน์จากคำตอบต่อคำถามนั้นมากน้อยเพียงไร

Wednesday, August 05, 2009

"ถ้าเราไม่ทำงานชีวิตก็มีแต่ความว่างเปล่า และสูญเสียจิตวิญญาณแห่งการเป็นมนุษย์"

อังคาร กัลยาณพงษ์

Saturday, August 01, 2009

วัดป่า

วัดป่าวังวิโมกข์ จ. น่าน วัดป่าสายหลวงปู่ชา
วัดป่าสุคะโต จ. ชัยภูมิ สายหลวงพ่อคำเขียน
วัดป่านาคนิมิต จ. สกลนคร หลวงปู่มั่นดำริให้สร้างและเคยพำนักอยู่
วัดอรัญวิเวก จ.เชียงใหม่ อาจารย์เปลี่ยน

Monday, July 27, 2009

รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี... รู้ได้อย่างไรว่าตีเพราะรัก?

สมัยอยู๋ ม 1 ผมไม่ชอบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะครูดุมาก ผมถูกคาดโทษว่าจะถูกเฆี่ยน 6 หกทีถ้าไม่ทำงานแบบฝึกหัดแล้วนำมาส่งในวันรุ่งขึ้น เรื่องที่จะทำให้เสร็จนั้นเป็นไปไม่ได้เพระผมเลิกทำการบ้านแบบฝึกหัดมาเป็นเดือนแล้ว ผมเป็นเด็กดื้อและใครก็ห้ามผมไม่ได้ จะเฆี่ยนให้ตายก็ทำไม่ได้เพราะที่ผ่านมาเราไม่ได้สนใจเรียนอะไร แล้วตอนนี้งานคั่งค้างสะสมจะทำอย่างไรให้เสร็จภายในข้ามคืน วันนั้นกลับบ้านไปเป็นกังวลมากว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เพราะครูท่านนี้โหด และตีเด็กแรงที่สุดในโรงเรียนของเรา ผมรู้ดีเพราะผมลองมาหมดแล้ว ไม้เรียวยาวเป็นเมตร เวลาหวดก็เต็มวงสวิงเหมือนตีกอล์ฟ

สมัยนั้น corporal punishment เป็นเรื่องที่ยอมรับกันตามภาษิตของไทย รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี จนคนไทย take it granted ว่าถ้ารักให้ตี ความรักเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้นการตีจึงดีเช่นกัน แต่จริงเป็นตรรกะที่โง่เขลา เพราะไม่ชัดเจน เหมือนพูดว่าผู้ชายสูงกว่าผู้หญิงอย่างนี้ ซึ่งไม่จริงเสมอไป รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี จึงผิดถนัด จริงๆเราเคยคิดสักนิดไหมว่าเป็นเพราะมันฟังเพราะ ได้สัมผัสร้อยกรองตรงคำว่า ผูก กับคำว่า ลูก ทั้งๆที่ก็รู้อยู่ว่า คนนะไม่ใช่วัว สุภาษิตนี้จริงๆใช้ได้แต่กับวัวและต้องเปลี่ยนเป็น รักวัวให้ผูก รักวัวให้ตี ไม่ใช่เอาลูกคนไปเปรียบกับวัว corporal punishment เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เป็นสิ่งผิดกฏหมายเพราะสภาพสังคมเปลี่ยน ครูในปัจจุบันไม่เหมือนครูสมัยก่อนแล้ว

ปัญหาคือผู้ปกครองจะรู้ได้อย่างไรว่าครูที่ตีเด็กนั้นจะต้องรักเด็กคนที่ถูกตีเสมอไป ไม่ใช่พ่อใช่แม่ แต่ที่ทำก็เพราะปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นวัฒนธรรมว่าดีต่างหาก ซึ่งพระพุทธเจ้าก็บอกในหลักวรรณากาลามสูตรว่า อย่าเชื่อเพราะเป็นสิ่งที่ปฏิบัติต่อๆกันมา หรือผมเพิ่มให้อีกข้อหนึ่ง อย่าเชื่อเพราะมันคล้องจองฟังเพราะดี แต่ให้เชื่อเมื่อคิดพิจารญาด้วยปัญญาของตนแล้วเท่านั้น สิ่งที่ใช่ในสมัยหนึ่งอาจไม่ใช่ในเวลาต่อมา คนไทยเชื่อว่าการเฆี่ยนตีจะเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กได้ อาจจะเปลี่ยนได้ก็แต่เด็กหัวอ่อนและยังไม่มีความคิดเป็นของตัวเองกระมัง แต่เมื่อพัฒนาการทางสมองของเด็กมีมากขึ้นแล้ว การตีจะให้ผลในทางกลับกับทันที จึงเหมาะสมกับเอาไปใช้กับวัวซึ่งมี IQ ต่ำกว่าคน หรือเด็กเล็กๆที่พัฒนการทางสมองยังไม่โตเต็มที่เท่านั้น

ไม่ให้ตีแล้วให้ทำอย่างไร

ตอนอยู่ ป 2 พอเข้าแถวเดินขึ้นห้องตอนเช้าหลังเคารพธงชาติหน้าเสาธง ผมเป็นคนเดียวที่ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษจับมานั่งคุกเข่าหน้าห้องเรียนไม่ยอมให้เข้าห้อง เป็นอยู่อย่างนั้นทั้งเทมอ

"มนตรี...เธอออกไปนั่งคุกเข่านอกห้องก่อนเลย เพราะฉันรู้ว่าเดี๋ยวเธอต้องได้ทำอะไรผิดเข้าสักอย่างแน่ ถ้าไม่ทำการบ้านมา ก็ต้องลืมเอาหนังสือเรียนมาอีก"

เพระฉะนั้นทุกชั่วโมงของการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของผม จะเริ่มต้นด้วยการออกไปนั่งคุกเข้าตรงระเบียงทางเดินหน้าห้องตามระเบียบโดยไม่ต้องให้ครูสั่ง เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดเทอม และบางวันคุณพ่ออธิการจะเดินตรวจยามตามระเบียง พร้อมกับไม่เรียว และจะจับเด็กที่นั่งคุกเข่าหน้าประตูห้องตีตรงนั้น โดยไม่ถามอะไรเลย จะเดินไล่ไปเรื่อยๆทั้งตึกเรียนสี่ชั้น ในเทอมต่อมา พ่อผมมอบปากกา Parker เป็นของขวัญให้ครู และเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นอีกตั้งแต่นั้น

โตขี้นมาหน่อยก็เจอครูบางคน ที่ก็ดีแสนดี พอตีเสร็จแล้วยังทำเป็นพูดดีกับเด็ก บอกว่ารักอย่างนั้นอย่างนี้ ว่าที่ตีก็เพราะรักนะ ทำให้เด็กสับสน ตกลงคือครูใช้ผมเป็นเครื่องระบายอารมณ์ใช่ใหม พอโกรธก็ตีผม พอคิดได้ก็รู้สึกผิดมาทำพูดดีด้วยอย่างนั้นอย่างนี้ ครูวางตัวผิด

ที่ถูกคือบอกให้รู้เลยว่าเหมาะสมแล้วที่ต้องถูกตี และให้ชัดเจนกับเด็กด้วยว่าที่ตีเพราะเป็นเหตุจากที่เด็กก่อขึ้น ที่สำคัญคือต้องต้อนเด็กให้จนมุมและยอมรับด้วยเหตุผลว่าเขาคู่ควรได้รับการลงโทษอันทรงเกียรตินี้แล้วจากครูที่ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนเขา และ justify เหตุแห่งการตีให้ชัดเจนที่สุด สมัยที่เรียนมัธยมมีครูผู้หนึ่งที่ตีได้ประทับใจผมมาก แม้จะยังตีเจ็บอยู่ แต่จำได้ว่าครูถามก่อนว่าโตขึ้นเธออยากเป็นอะไร ผมตอบอย่างภาคภูมิใจว่าอนาคตผมอยากเป็นนักเขียนครับ ครูถามว่าถ้าเธอเป็นนักเขียนแล้วไม่มีสำนึกความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของเธอ บุคคลอื่นและสังคมจะได้รับความเสียหายอย่างไร เธอจะเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จหรือไม่ ผมจำไม่ได้ว่าได้ตอบคำถามนี้หรือไม่อย่างไร แต่ไม่สำคัญ เพราะนั้นเป็นคำถามที่มีคำตอบอยู่ในตัวแล้ว ครูไม่ได้ถามให้ตอบ แต่ถามให้คิด พอครูตีผมเสร็จ ผมบอกครูว่าการกระทำเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

Thursday, July 16, 2009

I found today the funny thing about the English verb 'dispose'

If you dispose of something, you no longer want it.

So, if you dispose of a problem, you tackle it or deal with it.

But, if you are disposed to so something, you are inclined to do it.
“กมฺมุนา วตฺตตีโลโก....สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” พุทธภาษิต

Wednesday, July 08, 2009

My next big things!

- The great relaxation
- HUM's Meditation group
- The ice-breaker (English-Thai code-switching) society
- KU student material designers for the blinds
- KU student translators for the CCF children's foundation

Monday, July 06, 2009

กำเนิดภาษาอังกฤษอย่างย่อ (ที่สุด)

ภาษาอังกฤษมีต้นกำเนิดที่เกาะอังกฤษจากภาษาพื้นเมืองเดิมสมัยก่อนศริตกาลของพวก Welsh (Wales) และ Scots (Scotland) ซึ่งมีภาษาที่ใช้กันเป็นกลุ่มภาษา Celtic (หนึ่งในกลุ่ม Indo-European)

ต่อมาช่วงปี 0-400 AD. มีการอภยพของพวก Angles และ Saxons หรือเรียกรวมกันว่า Anglo-saxons (คำว่า Angles ก็เป็นที่มาของคำว่า English ในปัจจุบันนั่นเอง) ซึ่งก็คือพวก Scandinavian (Swedish, Finnish, Nowagian, Dennish ในปัจจุบัน) ซึ่งผู้อภยพกลุ่มนี้นำภาษา Germanic (หนึ่งในกลุ่ม Indo-European เข่นเดียวกันกับ Celtic) เข้ามาทางตะวันออกและตอนใต้ของเกาะอังกฤษ กลุ่มภาษา Celtic เดิมของพวก Welsh และ Scots จึงเกิดผสมผสานกับกลุ่มภาษา Germanic ในยุคนี้เกิดเป็นภาษาอังกฤษในยุคแรก เรียกกันเป็นทางการว่า Old English (OE)

จวบจนกระทั่งยุค 400-800 AD. มีกลุ่ม Vikings อภยพเข้ามาอีก ซึ่งก็คือ Scandinavian นั่นเองแต่พวกนี้ใช้ชีวิตในเรือเดินท้องทะเลและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง กลุ่มนี้นำภาษากลุ่ม Germanic เข้ามาที่เกาะอังกฤษมากขึ้นอีก หลักฐานสำคัญคือบทกวีชื่อ Beowulf ซึ่งเมื่อไม่นานนี้นำมาสร้างเป็นหนังเล่าเรื่องตำนานของ Scandinavian hero ชื่อ Beowulf ปราบอสุรกาย Grendel, แม่ของ Grendel, และมังกรยักษ์ ซึ่งถือว่าเป็นมหากาพย์ (epic) แรกที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ แต่ภาษาอังกฤษในยุคนั้นก็ไม่ได้ใช้กันเป็นทางการ เพราะตอนนั้นเกาะอังกฤษก็อยู่ใต้อาณัติของจักรวรรดิ์ Roman ภาษาทางการที่ใช้จึงเป็น Latin

ต่อมาราว 1,200 AD. พวก Normans (ตอนเหนือของฝรั่งเศส หรือแคว้น Normandy ในฝรั่งเศสปัจจุบัน) นำทัพเข้ามายึดเกาะอังกฤษเป็นเมืองขึ้นจากจักรวรรดิ์โรมัน (Norman's Conquest) ภาษาทางการจึงยังคงเป็น Latin แต่พื้นเมืองเป็น OE ที่ผสมผสานกับ French ยุคแรก ภาษาอังกฤษตั้งแต่ช่วงประมาณ 400-1,200 นี้เองจึงเรียกกันเป็นทางการว่า Middle English (ME)

โดยสรุปภาษาอังกฤษจึงที่มาจากการผสมผสานกันของกลุ่มภาษา Celtic, Germanic, Latin, French ดังจะเห็นได้ว่ามีคำที่ยืมมาใช้จากภาษาเหล่านี้มากมายโดยเฉพาะ Latin ซึ่งมากที่สุด รองมาคือ Germanic และ French ภาษาอังกฤษหลัง Normans' Conquest เป็นต้นมาจนปัจจุบันเรียกกันว่าเป็น Modern English (ModE) หรือบางคนยังแบ่งอีกว่าหลัง 2,000 AD. เป็น Present-Day English (PDE).

Friday, June 26, 2009

มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ: ใครได้ใครเสีย

ข้อดีคือมหวิทยาลัยมีอิสระในเชิงนโยบายและการบริหารมากขึ้น ทำให้สามารถพัฒนาในเชิงวิชาการได้ดีขึ้น เพราะเกิดการแข่งขันระหว่างองค์กรทั้งภายในและภายนอก แต่การแข่งขันนั้นในเวลาเดียวกันก็ยังให้เกิดผลในเชิงธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังสังเกตได้จากการเปิดหลักสูตรมากขั้นเพื่อการอยู่รอดและการแข่งเพราะได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐน้อยลง ปริมาณผู้เรียนต่อหลักสูตรจึงจำเป็นต้องมากขึ้นและนี่อาจกระทบต่อคุณภาพการสอน ตัวอย่างเช่นอาจารย์ผู้สอนต้องตรวจงานนักศึกษาเพิ่มขึ้น อีกทั้งประเด็นต่างๆที่จะตามมา เช่นการวัดผลการศึกษา ฯลฯ อาจารย์ถูกล่อลองด้วยรายได้นอกระบบ (จากการสอนในหลักสูตรพิเศษต่างๆ) จนกลายเป็นกรรมกรในอุตสาหกรรมการศึกษา แทนที่จะเป็นนักวิจัยและค้นคว้าหาองก์ความรู้ให้สังคม

ในแง่มุมของนักศึกษา จะต้องจ่ายค่าหน่วยกิตเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปจ่ายเป็นค่าเงินเดือนให้กับบุคคลากรของสถาบันซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐน้อยลง ประเด็นนี้อยู่ที่ว่ามหาวิทยาลัยจะเพิ่มค่าหน่วยกิตไม่ให้มากกว่าเดิมจนเกินไปได้อย่างไร ถ้าเพิ่มนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ถ้าเพิ่มมากก็จะเป็นปัญหากับนักศึกษาที่ต้องพึ่งกองทุนการศึกษาของรัฐอีก ดังนั้นก็เท่ากับว่าแทนที่รัฐจะลดต้นทุนการสนับสนุนภาคการศึกษา แต่กลับต้องมาปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้นักศึกษาอีก (เท่ากับลดต้นทุนของรัฐจริง แต่ก็ต้องไปจ่ายเพิ่มเป็นเงินกู้ผลตอนแทนต่ำอีก) เพื่อไม่ให้ค่าหน่วยกิตเพิ่มมากจนเกินไปหลังมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับนักศึกษาเพิ่มด้วยเหตุผลแห่ง economy of scale ตามหลักเศรษศาสตร์ ดูผิวเผินเหมือนว่ามหาวิทยาลัยและผู้เรียนได้ประโยชน์ คือมหาวิทยาลัยมีรายได้มากขึ้น ผู้เรียนก็เรียนจบง่ายขึ้น แต่จริงๆในระยะยาวจะเป็นการลดมาตราฐานการศึกษาของสถาบัน ลดมาตราฐานการสอนของอาจารย์ และลดคุณภาพของบัณฑิต เพราะแน่นอนว่าปริมาณนักศึกษาจะมากขึ้นเป็นทวีคูณ แต่คุณภาพต่ำเพราะมหาวิทยาลัยเอาแต่รับเพิ่มๆ เปิดหลักสูตรเพิ่ม อาจารย์เอาแต่สอนภาคพิเศษ ภาคค่ำ บาปตกที่นักศึกษาที่ทุกวันนี้บ่นแต่เรื่องค่าหน่วยกิต ซึ่งจริงๆเป็นเพียงปัญหาแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น

Thursday, June 25, 2009

Emeritus Professor Bob Fagan's (Human Geography) 'criteria for assessing Ph.D. dissertation':

1. Distinct contribution to knowledge
2. Evidence of originality (new facts/theories)
3. Satisfactory literary presentation (lack of ambiguity)
4. Potentiality for getting published (partly or all)

Friday, June 19, 2009

World's most livable cities

Three Australian cities hit the Economist's list of the world's top-ten most livable cities.

1 Vancouver 98.0
2
Vienna 97.9
3 Melbourne 97.5
4
Toronto 97.2
5 Perth 96.6
5
Calgary 96.6
7
Helsinki 96.2
8 Sydney 96.1
8
Geneva 96.1
8
Zurich 96.1

(http://www.wikipedia.com/)
Buddhism

Buddhism is broadly recognized as being composed of two major branches: Theravada, which has a widespread following in Southeast Asia, and Mahayana (including Zen, Shingon and Tebetan Buddhism), found throughout throughout East Asia (www.wikipedia.com).

In Thailand, Theravada is sub-divided into Thammayut and Mahanikaai. Recently another variety seems to have emerged out of the two, the so-called 'Thammakaai', which seems to me like a blend or hybrid between the former two, at least as its name suggests (Thamma- + -kaai).

Friday, June 12, 2009

“หนาวจัง... คิดถึงพี่ไก่จังเลย”

สายมาแล้ว อาจารย์ต๋อมยังนั่งทำงานอยู่ที่ห้องทำงานของคณะเพื่อรอพี่ไก่ สามีที่เป็นอาจารย์ต่างคณะมารับเหมือนเช่นทุกวัน วันนี้พี่ไก่มาสายหน่อยเพราะติดงานเลี้ยงต้อนรับอาจารย์ใหม่ที่เพิ่งเรียนจบจากนอก อาจารย์ต๋อมเลยต้องกินข้าวห่ออยู่ลำพังในห้องทำงานจนเย็นค่ำ เมื่อได้ยินว่ามีอาจารย์จบจากนอกมาใหม่ก็ทำให้นึกถึงสมัยที่แกยังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่อังกฤษ กว่าจะเรียนจบมาได้ก็แทบแย่ ยิ่งในสมัยนั้นแล้วชีวิตนักศึกษาในต่างประเทศจะเปรียบแล้วก็เหมือนอยู่ในคุกดีๆนี่เอง อาหารการกินก็ไม่ถูกปาก อากาศก็หนาวเหน็บ ยิ่งวันไหนหิมะตกแล้วก็จะเงียบเหงาเอามากๆเพราะผู้คนจะไม่ออกมาเดินข้างนอก แม้จะมีอิสรภาพ แต่เหมือนถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแห่งความคิดถึงคนที่รัก ที่กว่าจะเจอกันได้ก็ต่อเมื่อเรียนจบแล้วเท่านั้น จะพูดคุยกันทางโทรศัพท์ก็ได้ไม่นานนักเพราะค่าโทรก็แพงเหลือเกิน จะเขียนจดหมายถึงกันก็ต้องใช้เวลาลาเป็นอาทิตย์กว่าจะถึง ไม่ได้พูดคุยกันได้รวดเร็วทันใจผ่านอินเตอร์เน็ตเหมือนอย่างสมัยนี้

เวลาที่ว้าเหว่ที่สุดสำหรับอาจารย์ต๋อมในสมัยนั้น คงเป็นเวลาเย็นที่ต้องเดินตากลมหนาวกลับบ้านยามค่ำมืดเพียงลำพัง เมื่อถึงบ้านแกก็จะหุงหาอาหารกินอยู่คนเดียว ทานข้าวสวยร้อนๆ กับไข่เจียว และแกงอ่อมอิสานของโปรดแกมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ อาบน้ำและกราบพระก่อนเข้านอน โดยแกจะขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มทับซ้อนกันสามผืนจนหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ทุกวันแกจะคิดถึงพี่ไก่และลูกชายสามขวบที่เมืองไทยจนจับใจ และเฝ้าคิดถึงวันที่แกจะเรียนจบและได้กลับเมืองไทยไปหาลูกและสามีเสียที มีเพียงความหวังแค่นี้แหละที่ทำให้แกมีกำลังใจเรียนหนังสือได้วันหนึ่งวันหนึ่ง เพื่อรอให้ถึงวันนั้น ยิ่งแกคิดถึงลูกและสามีเท่าไหร่ แกก็ยิ่งมุมานะเรียนมากเท่านั้น ที่แกทำได้และมักจะทำเป็นอยู่ประจำก็คือบ่นพ้อกับหม้อหุงข้าวใบน้อยตรานกยูงที่คุณแม่แกซื้อให้เป็นของฝากติดมือมาจากเมืองไทยเท่านั้นแหละ

“เจ้าหม้อหุงข้าวน้อยเอ๋ย... ขอบใจนะแกที่ที่หุงข้าวให้กินทุกวัน จะมีแกก็นี่แหละนะ...เป็นเพื่อนยามยาก... เมื่อไหร่จะเรียนจบสักทีนะ จะได้หิ้วแกกลับเมืองไทยเสียที”

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งอดีตให้หวนคิดถึง ความมุ่งมั่นที่จะเรียนให้จบเพื่อจะได้กลับเมืองไทย ทุกอารมณ์และความรู้สึกนั้น มีเพียงหม้อหุงข้าวใบน้อยที่เข้าใจแกในเวลานั้น มันก็เหมือนกันการที่นักโทษเฝ้ารอวันปล่อยตัว ต่างกันแค่พันธนาการที่ใช้ไม่ได้เป็นโซ่ตรวน แต่งเป็นความรักและความคิดถึงคนที่รักที่ไม่อาจพบหน้าได้เท่านั้น

เผลอแพลบเดียว ยี่สิบปีผ่านไป แต่ความรู้สึกนั้นย้อนกลับมาอีกครั้งในเวลานี้ เวลาที่เธอรอคอยสามีเพียงเพื่อจะได้กลับด้วยกัน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น แต่ความรู้สึกที่รู้ว่ากำลังจะได้เจอคนรักนั้น บางทีก็เป็นความสุขได้มากกว่าการได้เจอจริงๆเสียอีก เพราะยามที่รอคอยการพบเจอนั้นเปี่ยมไปด้วยความหวังอันปิติ แต่เมื่อได้เจอแล้วต่างหากที่บางทีก็กลับเป็นกังวลถึงการพลัดพรากอีกครั้งในอนาคต ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

...

“โทษทีนะต๋อม... ให้รอนานเลย พี่ให้ต๋อมไปกินด้วยกัน ต๋อมก็ไม่ไปนี่ เอ้านี้... เจ้าสายัญเด็กทุนลูกศิษย์พี่ที่เรียนจบมาน่ะ มันอุตส่าห์หิ้วหม้อหุงข้าวกลับมาจากอังกฤษ บอกให้พี่เอาไปให้นิสิต มันว่าหม้อใบนี้ช่วยคนเรียนจบมาหลายรุ่นแล้ว มันได้มาจากรุ่นพี่ แล้วรุ่นพี่ก็ได้ต่อมาจากรุ่นก่อนๆที่เรียนจบไปอีกที ใครจะอยากได้เล่าต๋อม เนี้ยะดูสิ เก่าซะขนาดนี้ ไม่รู้ใช้กันมากี่ปีแล้วยังอุตส่าห์หอบกลับมาอีก”

อาจารย์ต๋อมเงยหน้าขึ้นช้าๆ เบึ่งตาโตมองจ้องหม้อข้าวในมืออาจารย์ไก่อยู่สักครู่

“พี่...ขอต๋อมมองใกล้ๆซิ”

“อ้าวต๋อมสนใจหรอก... เอาไปเลย... พี่ให้ เก่าขนาดนี้ใครจะอยากได้”

อาจารย์ไก่ว่าพร้อมกับยกเอาหม้อหุงข้าวใบนั้นวางไว้บนโต๊ะทำงานของอาจารย์ต๋อม ที่ตอนนี้ยิ่งจ้องมองพิจารณามากยิ่งกว่าเก่า แกค่อยๆเปิดลิ้นชักหยิบแว่นสายตายาวขึ้นใส่เหมือนพยายามจะอ่านข้อความในสลากที่แปะอยู่ด้านข้างให้ชัด บนหม้อหุงข้าวที่มีสัญลักษณ์ตรานกยูงใบนั้น มีข้อความที่เขียนด้วยปากกาลูกลื่นสีดำเป็นภาษาไทยตัวเล็กๆ ซึ่งถ้าไม่สังเกตให้ดีก็จะมองไม่เห็น แม้ข้อความนั้นจะเรืองลางเต็มที แต่ก็ยังพออ่านได้ว่า

“หนาวจัง... คิดถึงพี่ไก่จังเลย”

...

“มันจะงมงายอะไรขนาดนั้น... ฟังเจ้าสายัญมันพูด... อาถรรพ์จริงๆนะอาจารย์ เจ้าของเก่ารักมาก ถ้าลองได้เอาหม้อใบนี้ไปใช้หุงข้าวกินทุกวันแล้ว ที่ว่าเรียนอ่อนยังไง เป็นต้องเรียนจบทุกราย”

...

“ต๋อมทำไมเงียบไปล่ะ... เออ... แต่พี่ว่าสงสัยหม้อใบนี้มันอาจจะศักดิ์สิทธิ์อย่างเขาว่าจริงๆก็ได้นะ... ก็อย่างไอ้สายัญนี่สิ พี่สอนมันมากับมือ เห็นมันไม่เอาถ่านอย่างงี้นะ มันยังจบเอกกับเขาได้นะเนี่ย... มันว่าที่มันจบมาได้ก็เพราะหม้อใบนี้แหละ... พี่ว่า... สงสัยหม้อหุงข้าวมันอยากกลับเมืองไทยมากกว่าว่ะต๋อม... ฮะ ฮะ”

Friday, May 29, 2009

"มีเม็ดทรายนับไม่ถ้วนจำนวนทราย
คนทั้งหลายนับไม่ถ้วนในคุณค่า
เม็ดทรายแกร่งก็เพราะผ่านกาลเวลา
คนจะกล้าก็เพราะผ่านการอดทน"

(เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)

การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง (พุทธคติ)

Saturday, May 23, 2009

ภาษาและวัฒนธรรมสัมพันธ์กันอย่างไร

ภาษาสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่เป็นกำเนิดของภาษานั้นๆ เช่นการใช้สรรพนามในภาษาไทยเรียกผู้อื่นเสมือนเป็นญาติพี่น้องของตน เช่น พี่ น้อง คุณน้า คุณป้า สะท้อนให้เห็นถึงวิถีทางสังคมไทยที่มีพื้นฐานมาจากครอบครัวขยาย อีกตัวอย่างหนึ่งคือวัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับวัยวุฒิ ดังนั้นบทบาทของคำว่า 'พี่' และ 'น้อง' จึงชัดเจน ในขณะที่ภาษาอังกฤษให้ความสำคัญกับบทบาททางเพศมากกว่าวัยวุฒิ ดังนั้นจึงแยกแยะระหว่าง 'brother' และ 'sister' โดยไม่สนใจแยกแยะว่าเป็น 'พี่ชาย' หรือ 'น้องชาย', 'พี่สาว' หรือ 'น้องสาว' ภาษายังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยธำรงรักษาและถ่ายทอดวัฒนธรรมจากสังคมรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง เมื่อสังคมใดไม่มีภาษาแล้ววัฒนธรรมในสังคมนั้นย่อมสิ้นสุดลง แต่จะเป็นไปได้อย่างไรเล่าที่สังคมใดจะมีวัฒนธรรมโดยไม่มีภาษา ที่พอเป็นไปได้อาจเป็นว่ามีแต่ภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน เช่นนั้นแล้วการถ่ายทอดวัฒนธรรมจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งก็อาจไม่ถูกต้องแม่นยำเท่ากับสังคมที่มีภาษาเขียน เพราะสามารถจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรได้ ด้วยเหตุเดียวกันนี้เมื่อวัฒนธรรมเปลี่ยน ภาษาก็เปลี่ยนตามยุคตามสมัย เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม และในขณะเดียวกันวัฒนธรรมก็ต้องพื่งพาภาษาเป็นเครื่องมือถ่ายทอด ทั้งสองจึงสัมพันธ์กันและมีอิทธิพลต่อกันในลักษณะเช่นนี้

Friday, May 22, 2009

“เราอยู่ในร่างกายนี้... ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น พอหมดเวลาก็ต้องคืนเขาไปแล้ว” (Boy)

Thursday, May 21, 2009

ประตูคุกใกล้เปิดแล้ว ต้องรักษาสุขภาพจิตใจให้ดีโดยนั่งสมาธิ และยึดในหลักไตรสิกขา ศีล สมาธิ และปัญญา ส่วนร่างกายก็ออกกำลังกายเข้ายิมวันละหนึ่งชั่งโมง ว่ายน้ำวันละ ุ600 เมตร กินผักผลไม้วันละไม่ต่ำกว่า 5 อย่างทุกวัน และโปรตีนจาก ไข่ เนื้อไก่ และปลา กินอาหารเสริมเป็น Omega-3, Vitamin A, และโปรตีนสังเคราะห์เพิ่ม คุยกับเพื่อนร่วมงานอย่างต่ำวันละครึ่งชั่วโมงทุกวัน เวลาว่างก็หาความรู้ใหม่ออกกำลังกายสมอง และฟังข่าว BBC ทุกวัน

Sunday, May 10, 2009

การเรียนในชั้นเรียนกับแบบวิธีวิจัยอย่างใหนดีกว่ากัน?

แบบวิธีวิจัยดีกว่าเพราะ...
- เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา (พร้อมๆกับสร้างปัญหาใหม่) ด้วยตนเอง
- ไม่ถูกจำกัดด้วยขอบเขตของวิชา
- รู้ลึกลืมยากเพราะเป็นความรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ตรง
- รู้กว้างเพราะต้องอ่านเยอะ (เพื่อหาวิธีแก้ปัญหา)
- ขอ audit เข้าเรียนเฉพาะวิชาที่สนใจได้

แบบเรียนในชั้นเรียนดีกว่าเพราะ...
- เนื้อหาชัดเจนเพราะเป้าหมายถูกกำหนดไว้แล้ว
- สามารถความคุมระยะเวลาและขั้นตอนดำเนินการวิจัยได้ง่ายกว่า
- ส่วนใหญ่ใช้เวลาเรียนเร็วกว่าเพราะไม่ต้องเสียเวลาอ่านงานเยอะเพื่อใช้แก้ปัญหา

Saturday, May 09, 2009

วันนี้เรียนวิชา เต้น hip hop เป็นครั้งแรก ไม่รู้จะนำไปทำประโยชน์อะไรให้สังคมได้ ถ้าเอาไปผสมกับวิชา meditation yoga อาจเป็นประโยชน์ กับการสอนภาษาอังกฤษด้วย drama techniques ได้

Thursday, April 23, 2009

What I've learnt from Pam today:

- Pinpointing the area unexplored in the quoted literature with 'burning questions'.

Tuesday, April 14, 2009

Thaksin v. Abhisit

Mr. Thaksin on CNN's blaming the political chaos on the present Thai govn't which he alleged undemocratic.

Abhisit ยืนยันว่าเป็นรัฐบาลจากประชาธิปไตยรัฐสภา และโต้กลับว่ารัฐบาลสมัยที่แล้วซึ่งเป็นกลุ่มของคุณทักษิณก็เป็นรัฐบาลจากประชาธิปไตยรัฐสภาเช่นกัน ไม่เห็นคุณทักษิณพูดว่า undemocratic


download ของ BBC ไม่ได้ เลยเอาของ CNN มาให้ดู ของ BBC ดูได้ที่นี่
http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/7996894.stm

Debate สื่อต่อสื่อ งานนี้เห็นชัดว่า ไม่ได้เป็นการแข่งขันระหว่างคุณทักษิณกับคุณอภิสิทธิ์อย่างเดียว (ซึ่งค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วว่าใครเป็นใคร) แต่สำหรับผม เป็นการแข่งขันระหว่างสื่อด้วยเช่นกันคือ CNN กับ BBC โดยมีชาวโลกเป็นกรรมการ ซึ่งงานนี้จะเป็นเครื่องชี้วัดว่าสื่อใหนประชาชนชาวโลกจะยึดถือได้มากกว่ากัน

พิธีกรการราย Hardtalk ของ BBC สัมภาษณ์ได้ดุเดือดมาก แต่เป็นคำถามที่ดี
http://www.youtube.com/watch?v=hXJDTtoGIMc

Monday, April 13, 2009

เพลงนี้เป็นกำลังใจให้ผมเอง และผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิตทุกคนครับ... คิดถึง คุณจิตร ภูมิศักดิ์ แต่งได้ดีจริงๆ แล้วยังเป็นปรัชญาอีก ...มีอย่างที่ใหน ให้เยอะเย้ยความทุกข์ยาก! แต่ทำได้ครับเพียงมีี 'แสงดาวแห่งศรัทธา' (ชื่อเพลง) ยังไงล่ะครับ ถ้าศรัทธานั้นเป็นศรัทธาที่ดี ก็จะเกิดพลังในตัวคือ 'จิตตะ' ซึ่งก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิด 'วิริยะ' ตามหลักอิทธิบาท4 อย่างนี้นี่เองที่พระพุทธเจ้าพูดว่า 'วิริเยนะ ทุกขมัจเจติ' คือบุคคลล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร ความเพียรที่ว่าก็มาจากศรัทธานั้นเอง ความทุกข์ และความเพียรจึงสัมพันธ์กันได้ในลักษณะเช่นนี้ สรุัปคือ... หากเราลุแก่ความเพียร โดยมีศรัทธาเป็นที่ตั้งเสียแล้ว เราก็จะสามารถหัวเราะเยอะความทุกข์ได้อย่างมีความสุขครับ ซึ่งนั้นก็น่าจะเป็นปรัชญาตามหลักพุทธของเพลงนี้ครับ



เท่าที่ทราบ คุณจิตร ภูมิศักดิ์ เขียนบทเพลงนี้จากในคุก เมื่อมองไปบนท้องฟ้าเห็นดาว จึงเปรียบแสงดาวที่เห็นเป็นแสงดาวแห่งศรัทธาที่เขามีในการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ แต่ความศรัทธาของคุณจิตรเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองห้วเอียงซ้าย (แค่30 องศา) อย่่างที่คุณจิตรพูดไว้เอง ซึ่งไม่มีอะไรผิดเพราะเป็นอุดมการณ์ที่บริสุทธิ์ ไม่เหมือนการก่อความวุ่นวายที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพวันนี้ ในขณะที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ ที่ต่อสู้กันอย่างไร้สาระ (จริงๆมีสาระ แต่เป็นสาระที่ไร้สาระ!) แล้วอ้างอุดมการณ์ คุณจิตรถูกรัฐบาลต่อต้าน และถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด นับเป็นการสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของ นักปราชญ์ นักคิด นักเขียน นักอักษรศาสตร์ ในบ้านเรา ที่จากไปก่อนวัยอันควร
รางวัลชมเชยงานประกวดภาพวาด Happy Family 2009 รับจากกงสุลใหญ่กรุงซิดนีย์

สิ่งที่ได้เรียนรู้: สีอคีลิควาดง่ายกว่าสีน้ำมัน และไม่ต้องใช้น้ำมัน linceed ผสม วาดบนผ้าใบก็ได้ กระดาษปอนด์ก็ได้ แต่สีน้ำมันก็ยังวาดง่ายกว่าสีน้ำ สรุปสีน้ำเป็นสีที่ใช้ยากที่สุด เพราะการควบคุมการไหลของน้ำเป็นเรื่องยาก ผู้ที่เข้าประกวดไม่มีใครเลือกใช้สีน้ำเลย มีแต่สีฝุ่น สีเทียน สีชอล์ค สีน้ำมัน และสีอคีลิค

แต่ที่ผมเลือกสีน้ำก็เพราะเห็นว่าคุ้นเคย แต่จริงๆเทคนิคการเล่นสียังไม่ถึงขั้นเลยสักนิด อย่างไรก็ตามข้อดีประการหนึ่งของสีน้ำคือการสามารถลบสีได้หากลงผิด แต่ต้องใช้น้ำลบโดยทันทีที่สียังไม่แห้ง แต่ถ้าเป็นสีน้ำมัน หรือ อคีลิคคงต้องใช้วิธีลงสีอื่นทับ

Tuesday, March 31, 2009

ความครัวอบอุ่น... ความสุขของผม...ก๊าบ (inspired by The Ritchie's family)

Thursday, March 26, 2009

มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ


เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2552

Monday, March 16, 2009

ความรักและความสัมพันธ์ (2)

Bestseller แนว relationship อีกเล่มหนึ่งที่ classic ไม่แพ้ 'Men are from Mars, women are from Venus' ของ John Gray และที่ได้รับการยอมรับและตีพิมพ์ไปทั่วโลก คือ 'Why men don't listen, and women can't read maps' ของ Allan & Barbara Pease ตีพิมพ์ครั้งแรก Nov 1999 หนังสือเล่มนี้อธิบายการพัฒนาเซลล์สมองของมนุษย์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของทั้งสองเพศ หรือกลุ่มที่มีลักษณะค่อนไปทางเพศหนึ่งเพศใดมากหรือน้อยต่างกัน หนังสือของ Allan & Barbara Pease เล่มนี้จึงเป็นเหมือนการตอบโจทย์คำถามของหนังสือเล่มแรกของ John Gray ทั้งยังอ่านง่ายและมีมุขตลกแฝงอยู่ทำให้ผู้อ่านไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มเพศใดอ่านแล้วต้องโดนใจตัวเองบ้าง และทำให้อดขำไม่ได้ในพฤติกรรมของตนที่ทำต่อเพศตรงข้าม

Saturday, March 07, 2009

ความรักและความสัมพันธ์ (1)

การถูกคนรักทิ้งทำให้ขาดแรงบันดาลใจในการทำงาน แต่การไม่ดูแลเอาใจใส่ก็ทำให้อีกฝ่ายขาดแรงใจเช่นกัน ดังนั้นถ้้าไม่ต้องการให้ขาดแรงบันดาลใจในการทำงาน จึงต้องมีคนที่รักเป็นกำลังใจ และการจะรักษาคนรักให้เป็นกำลังใจต่อไปก็ต้องดูแลเอาใจใส่เขาให้มีแรงใจที่จะให้กำลังใจเราด้วยเช่นกัน

คนหนึ่งต้องการ การทะนุทนอมดูแลเอาใจใส่ (ชาว Venus ส่วนใหญ่เป็นกับผู้หญิง) ส่วนอีกคนต้องการ กำลังใจและการยอมรับ (ชาว Mars ส่วนใหญ่เป็นกับผู้ชาย) หากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งขาด สัมพันธภาพก็ขาด แต่หากฝ่ายหนึ่งให้กับอีกฝ่ายหนึ่งในส่วนที่ขาด คือพวก Mars เอาใจใส่ดูแลพวก Venus เพื่อพวก Venus จะได้เป็นกำลังใจให้พวก Mars ต่อไป ซึ่ง พวก Mars ก็จะหันกลับมาทะนุทนอมเอาใจใส่ พวก Venus ความสัมพันธ์ก็จะำดำเนินอยู๋อย่างวงล้อที่หมุันและกระตุ้นซึ่งกันและกันเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

(แนวคิดเรื่อง Mars and Venus ตีพิมพ์ครั้งแรก May 1992 โดยนักจิตวิทยาชื่อ John Gray และได้รับการยอมรับจนเป็น classic best seller จนถึงปัจจุบัน)

Thursday, February 26, 2009

สงครามเวียดนาม
วันนี้ยังเขียนไม่เสร็จครับ ง่วงนอนแล้ว

เวียดนามเคยเป็นส่วนหนึ่งของจีนจนถึง 938 AD ก่อนจะตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคมเมื่อกลางศตวรรษที่ 19 จากนั้นเรื่อยมาก็มีความพยายามที่จะปลดแอกประเทศจากกลุ่มชาตินิยมเวียดนาม ซึ่งถือว่าเป็นความพยายามใต้ดินที่ก่อตัวขึ่นเป็นกลุ่ม Viet Minh ภายใต้การนำของนาย Ho Chi Minh

สมัยสงครามโลกครั้งที่สองญี่ปุ่นเข้ายึดครองเวียดนามจากฝรั่งเศสโดยสั่งจับและปลดอาวุธทหารฝรั่งเศส เปิดช่องให้กลุ่มกองกำลัง Viet Minh พยายามเข้ายึดอำนาจเพื่อประกาศอิสรภาพจากฝรั่งเศส แต่เมื่อเมื่อสงครามสิ้นสุดลงและญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ฝรั่งเศสก็กลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง แต่การกลับมาครั้งนี้ของฝรั่งเศสได้เพียงครอบครองพื้นที่ทางใต้ของประเทศ โดยมี เมือง Ho Chi Minh City (หรือ Saigon ที่เรียกกันในสมัยนั้น) ขึ้นเป็นเมืองหลวง

Friday, February 20, 2009

สุขอื่นใดยิ่งกว่าความสงบเป็นไม่มี“ (จากพุทธคติ)
สลัดกุ้งญี่ปุ่น
(Japanese prawn salad)

Wednesday, February 18, 2009

China (8): The Heyday

ที่ผ่านมาผมเล่าถึงประวัติศาสตร์จีนยุคต้นศตวรรษที่ 20 อันแสนขมขื่น ไม่รู้ว่าจีนทำเวรทำกรรมอะไรไว้มากมายขนาดใหน บางทีอาจเป็นช่วงประวัติศาสตร์ยุคโบราณ แต่ที่แน่ๆ ผมหวังว่าความขมขื่นเหล่านั้นจะปิดฉากลงในเวลาอีกไม่นาน นโยบาย One-child Policy กำลังจะเห็นผลในเชิงเศรษศาสตร์มหภาพ (แต่หลักฐานทางงานวิจัยยังเป็นที่ถกเถียงว่านโยบายดังกล่าวเห็นผลจริงๆหรือเปล่า) ปัจจุบันจีนเป็นชาติที่มีเงินคงคลังในประเทศหรืำอ National Surplus เหลือสูงเป็นอันดับสามของโลก (โดยเขี่ยเยอรมันตกเป็นอันดับสี่จากรายงานเมื่อปลายปีที่แล้ว) เป็นรองแค่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเท่านั้น GDP ของจีนเติบโตขึ้นเป็น 10% อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2003 ธุรกิจก่อสร้างเป็นดรรชนีชี้วัดอีกตัวหนึ่งถึงการเจริญเติบโตทางเศรษกิจของจีน ปัจจันบัน 5 ใน 10 ของอาคารสูงที่สุดในโลกอยู่ในประเทศจีน ทั้งหมดสร้างขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้นี่เอง แน่นอนว่าในสภาวะเศรษกิจหลังวิกฤตแฮมเบอเกอร์ครั้งนี้ ประเทศที่มีเงินคงคลังเหลือมากที่สุดย่อมเป็นต่อ อย่างน้อยก็ในเชิงการกระตุ้นกระแสเงินหมุนเวียนภายในประเทศโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้จากสถาบันการเงินต่างประเทศ (เหมือนอย่างประเทศไทยในขณะนี้) ซ้ำยังเป็นแหล่งเงินกู้ให้กับประเทศอื่นแล้วคิดดอกเบี้ยเงินกู้แพงๆไ้ด้อีก หรืออาจให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงด้วยเพื่อดึงดูดการลงทุนในตราสารหนี้กับรัฐบาลจีน ไม่แน่ว่าซักวันหนึ่ง ประเทศไทยอาจหันไปซื้อตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลจีนแทนรัฐบาลสหรัฐก็เป็นได้ (เพราะให้ดอกเบี้ยมากกว่า) ถ้าทุกประเทศคิดเช่นนั้นเงินรายได้หมุนเวียนของสหรัฐจากตลาดอนุพันธ์คงร่อยหรอ สหรัฐอเมริกาถึงได้เกรงๆจีนอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ยังไงล่ะครับ

Sunday, February 15, 2009

China (7): One-child Policy

แรงงานจีนในยุคนั้นมีมากและเติบโตจนล้นออกนอกประเทศ ซึ่งก็เป็นที่มาให้รัฐบาลสมัยนั้นอ้างเหตุแก้ปัญหาทางเศรษกิจโดยประกาศ นโยบายลูกหนึ่งคนต่อหนึ่งครอบครัวในปี 1979 หากครอบครัวใดมีบุตรคนที่สองรัฐบาลก็จะลดการสนันสนุนทางการเงิน และอาจต้องจ่ายเบี้ยหวัดให้กับรัฐ รายละเอียดในเรื่องนี้ แตกต่างกันตามมณฑล และเป็นข้อมูลไม่เปิดเผย เพราะนโยบายดังกล่าวเปิดช่องให้เจ้าพนักงานของรัฐฉ้อฉล โดยรับเงินใต้โต็ะเพื่อแลกกับการปิดปากทางการเรื่องจำนวนบุตร และยังทำให้เกิดการทำแท้งผิดกฏหมายกับทารกเพศหญิงอีกจำนวนมากมาย แต่เรื่องนี้ไม่มีงานวิจัยสนับสนุน และไม่มีหลักฐานเพราะเป็นการตกลงกันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่เท่านั้น และเป็นเรื่องเล่าปากต่อปาก เพราะวัฒนธรรมจีนถือว่าชายเป็นผู้สืบสกุล เมื่อทารกที่คลอดออกมาเป็นลูกสาวจึงฆ่าทิ้ง ในบางมณฑลถึงกับต้องออกนโยบายบางอย่างเช่น หากลูกคนแรกเป็นหญิง ให้มีลูกคนที่สองได้อีกแต่ต้องเว้นไปอีก 5 ปี หรือหากคนแรกพิการ ก็ให้มีบุตรคนที่สองได้อีก แต่นโยบายดังกล่าวก็ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องการเลือกเพศบุตรเพราะคนที่สองก็ยังอาจเป็นหญิงอีก จนรัฐบาลในยุคต่อมาต้องประกาศให้บุตรที่เกิดมาสามารถเลือกได้ว่าจะใช้นามสกุลของบิดาหรือมารดาโดยถูกต้องตามกฏหมาย ทำให้สตรีสามารถสืบวงตระกูลได้เช่นกัน แม้ปัญหาเรื่องการเลือกเพศบุตรจะเบาบางไปมากแล้วสำหรับคนจีนปัจจุบัน ลูกหลานชาวจีนที่เกินขึ้นจากนโยบายนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นรุ่นที่เสียสละเพื่อประเทศโดยแท้ ที่ต้องเติบโตขึ้นมาโดยไม่มีพี่มีน้อง และต้องแบกรับภาระและความหวังจากครอบครัว ประกอบกับการแข่งขันซึ่งสูงมาก ทั้งตลอดชีวิตการเรียน และการทำงาน สภาวะจิตใจของชาวจีนรุ่น 'เสียสละเพื่อชาติ' จะเป็นเช่นไรนั้นเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่อาจชดเชยให้ได้ และนโยบายดังกล่าวยังขัดกับสิทธิขึ้นพื้นฐานในการสืบพันธุ์ของมนุษย์อีกด้วย
China (6): Baby boomer

ต้นศตวรรษที่ 18 เป็นช่วงที่ประเทศจีนต้องล้มลุกคลุกคลานทั้งด้านการเมืองและเศรษกิจ นับเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่ทรงอิทธิพลกับประเทศจีนในทุกวันนี้ กับระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐใหม่ ซึ่งต้องผ่านการต่อสู้ทางการเมืองช่วงชิงอานาจระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ของ เหมาเจ๋อตง กับพรรคก๊กมินตั๋งภายใต้การนำของ นายพลเจียงไคเช็ก ก่อนที่จะถูกญี่ปุ่นรุกรานช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่สิ้นสุดลงในปี 1945 หลังสงครามประเทศจีนต้องประสพปัญหาทางเศรษกิจรุนแรง แต่ท่ามกลางสภาวะความเครียดทางเศรษกิจการเมืองประชาชนกลับมีบุตรเพิ่มมากขึ้น จนที่สุดสองในสามของประชากรทั้งประเทศอายุไม่เกิน 30 ปี เรียกได้ว่าเป็นยุค baby boom สวนทางกับสภาพเศรษกิจของประเทศจนรัฐบาลเลี้ยงประชากรที่เกิดใหม่ไม่ไหว ประชาชนยากจน ถึงขนาดรัฐบาลต้องส่งเสริมให้แรงงานจีนออกไปทำงานต่างประเทศ เพื่อนำเงินส่งกลับมาให้ครอบครัว จนเป็นกำเนิดของ China town ในเมืองใหญ่ของโลกรวมถึง London China Town หรือแรงงานจีนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตอนนั้นสหรัฐกำลังเติบโตทางเศรษกิจควบคู่ไปกับการทำเหมืองทอง และการขยายทางรถไปทั่วประเทศ ทั้งสองกิจกรรมเป็นงานที่ล้วนแต่มีความเสี่ยงสูง สหรัฐอเมริกาจึงเปิดประเทศต้อนรับแรงงานจากจีนเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ ตามที่เราคงเคยเห็นในภาพยนตร์เรื่อง Shianghai Noon ซึ่งสะท้อนภาพของคนจีนในสังคม Cowboy นอนจากนี้แรงงานจีนยังขยายออกไปยังบางส่วนของภาคพื้นอินโดจีน และ ทำให้เกิดเป็นกลุ่มจีนโพ้นทะเลแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน ซึ่งโดยมากอภยพมาจากสามมณฑลใหญ่ทางใต้ คือ กวางตุ้ง (Guangdong) ยูนาน (Hunan) ฮกเกี้ยน (Fugian) และตั้งรกรากกระจายทั่วเอเชียอาคเนย์ พร้อมกับก่อกำเนิด China Town ในประเทศ เวียดนาม ไทย อินโดนิเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ พิลิปินส์ แต่ชาวจีนส่วนใหญ่เมื่อเดินทางออกนอกประเทศแล้ว ก็ไม่ได้กลับบ้านเกิดไปอีกเลย ส่งเพียงเงินที่หาได้กลับไปให้ภรรยาที่เมืองจีน บ้างก็แต่งงานใหม่กับคนท้องถิ่นนั้นๆ สำหรับคนจีนในประเทศไทยนั้น ส่วนมากมาจากอำเภอแต้จิ๋ว ซัวเถา หูเซี้ย และเตี้ยเอี๊ย ซึ่งใช้ภาษาถิ่นเป็นแต้จิ๋วทั้งหมด ทำให้ภาษาแต้จิ๋วเป็นที่ใช้กันเฉพาะในกลุ่มคนจีนในประเทศไทย
China (5): Nanjing Massacre

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองที่ยังผลให้จีนมีระบอบการปกครองแบบ Republic of China คนจีนต้องประสบชะตากรรมอันขมขื่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา โดยการถูกญี่ปุ่นเข้ายึดครองเมืองหลวง ซึ่งก็คือ Nanjing ในสมัยนั้น (ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนเป็น Beijing อย่างในปัจจุบัน) สองขั้วการเมืองใหญ่คือ KMT และ CPC ในขณะนั้นหยุดการต่อสู้ทางการเมืองภายในประเทศ และรวมตัวกันเพื่อต่อต้านการเข้าโจมตีของญี่ปุ่น แต่ที่สุดปี 1937 Nanjing ก็แตกโดยถูกญี่ปุ่นทำลายอย่างราบคาบ ซึ่งต้องถือว่าเป็นช่้วงเวลาที่กองทัพแห่งจักรพรรดิ์ญี่ปุ่นฮิโรฮิโต้ รุ่งเรืองที่สุดในเอเชีย เพราะสามารถเข้ายึดเอาจีนและเกาหลีเป็นเมืองขึ้นได้ อาจจะเรียกว่าเป็น 'นาซีตะวันออก' ในขณะนั้น หรือบางทีอาจจะโหดเหี้ยมยิ่งกว่า ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับที่ญี่ปุ่นเอา prisoners of war ของฝ่าย Alliances มาสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแควที่กาญจนบุรีนั้นเอง ต่างกันที่ prisoners of war ที่เมือง Nanjing นั้นได้รับการทรมานอย่างไร้มนุษยธรรมกว่ามาก ดังปรากฏในหนังสือ และภาพยนตร์สารคดีหลายเรื่องเกี่ยวกับคนจีนที่ถูกฆ่าตาย 200,000 - 300,000 คน ที่เรียกกันว่า 'The Nanking Massacre' และกระทำทารุณกรรมเยี่ยงสัตว์ เช่นเอาคนเป็นๆมาทำเป็นหนูทดลองอาวุธเคมีชีวภาพ ดังปรากฏในสารคดี 'จับคนมาทำเชื้อโรค' หรือ 'Unit 731' รวมถึงการข่มขืมเด็กและสตรีกว่า 20,000 ราย ที่รู้จักกันในนาม หรือ 'The Rape of Nanking' เรื่องนี้ทำให้คนจีนและเกาหลีเกลียดชังคนญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน เพราะคนเกาหลีก็ถูกกระทำเยี่ยงเดียวกัน และกลายเป็นเรื่องทางการเมือง เราคงจำข่าวที่ปรากฏเมื่อไม่นานมานี้ไ้ด้ว่าชาวโลกประณามการไปคารวะสุสานทหารผ่านศึกของญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ของนายกโคอิสึมิ นั่นก็เพราะทางการญี่ปุ่นไม่เคยขอโทษจีนและเกาหลีจนถึงปัจจุบันและไม่ยอมรับข้อมูลดังกล่าว แม้จะมีหลักฐานพยานปากที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมถึงบันทึก และวีีดีโอจากมิชชันนารีต่างชาติที่อยู่ที่ Nanjing ในสมัยนั้น
China (4): Mao's national policies

สาเหตุหนึ่งที่ประธานเหมาไม่ได้ให้ความสนใจกับการเกิดของ ไต้หวัน คงเป็นเพราะปัญหาของประเทศกับการปกครองระบอบคอมมิวนิสใหม่ภายใต้การหนุนหลัง จากสหภาพโซเวียตในตอนนั้น ส่วนไต้หวันเองก็มีสหรัฐอเมริกาหนุนหลังอยู่เพราะสหรัฐได้ประโยชน์จากประเทศ เกิดใหม่โดยเฉพาะเป็นทุนนิยมด้วย จีนเองคงไม่อยากยุ่งการเมืองระหว่างประเทศเพราะปัญหาภายในกับความยากจนก็มาก พออยู่แล้ว จึงหันหน้ามุ่งเ้น้นสร้างนโยบายชาตินิยมเพื่อพัฒนาประเทศแบบสังคมนิยมต่อไป นโยบายสร้างชาติของประธานเหมาให้บทบาทของสตรีในฐานะแรงงานสร้างชาติมากมาย มีกองทัพทหารหญิงเป็นครั้งแรก ประชาชนต้องขยันขันแข็งทำงานตามแบบฉบับสังคมนิยมเพื่อช่วยสร้างชาติ และประหยัดสุดเพราะประเทศยากจนในขณะที่ประชาชนล้นหลาม ซึ่งนโยบายความประหยัดนี้ยังส่งผลให้เห็นจนถึงทุกวันนี้ เช่นการใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุดและคุ้มค่าที่สุด ในครอบครัว เด็กๆจะถูกสอนให้กินข้าวให้หมดทุกเม็ด แล้วค่อยดื่มน้ำโดยให้เทน้ำร้อนที่จะดื่มลงในชามข้าวที่กินหมด เพื่อเป็นการใช้น้ำที่จะดื่มล้างจานข้าวไปในตัว และยังเป็นการเก็บเศษอาหารลงท้องอย่างหมดจด กระดาษหนังสือพิมพ์ถูกนำมาใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่ให้ทิ้งขว้าง เช่นนำมาปูโต็ะเป็นผ้าปูโต๊ะ รองลิ้นชักกันเปื้อน นำมาห่อปกหนังสือ ตรงขอบริบกระดา๋ษที่มีพื้นที่ว่างก็ให้ใช้เป็นกระดาษทด หรือบางทีก็นำมาใช้ปิดหน้าต่างแทนผ้าม่าน แม้ในปัจจุบันคนจีนอภยพไปยังต่างแดนก็ยังปฏิบัติกันอยู่ เหล่านี้ล้วนมีผลมาจากนโยบายประหยัดสร้างชาติของประธานเหมาทั้งสิ้น
China (3): Origin of Taiwan

รัฐบาลภายใต้การนำของนายพลเจียงหนีมายังเกาะไต้หวัน กำเนิดเป็นประเทศไต้หวันอย่างในปัจจุบัน และนำแนวคิดเสรีนิยมมาพัฒนาประเทศจนเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว ช่วงที่หนีมานี้มีเกร็ดเล่าว่า ขณะที่ขบวนผู้อภยพหนีเข้ามาในเขตไต้หวัน ทหารของรัฐบาลใหม่จากพรรค CPC ก็ติดตามไล่ล่ามาด้วย แต่ระหว่างข้ามทะเลเกิดน้ำทะเลหนุนสูงขึ้นอย่างประหลาด เลยทำให้ทหารบางส่วนของกลุ่ม CPC ติดอยู่ที่ไต้หวัน และปัจจุบันก็เป็นพลเมืองไต้หวันไปโดยปริยาย รัฐบาลกลางของประธานเหมา เห็นว่ากลุ่ม KMT สิ้นอำนาจลงแล้ว และหนีไปยังเกาะห่างไกลจีงไม่สนใจใช้กำลังทหารไล่ล่าติดตามต่อ จนถึงตอนนี้หากเราไปถามคนจีนแผ่นดินใหญ่สักคน เขาก็ย่อมจะตอบว่าไต้หวันยังคงเป็นส่วนหนึ่งของจีน เพราะทางการจีนไม่เคยยอมรับการประกาศอิสรภาพของไต้หวันตั้งแต่ต้น ทั้งๆที่ไต้หวันใช้ความพยายามในการไปจดทะเบียนเป็นสมาชิกประเทศของสหประชา ชาติ แต่ไม่นานนัก UN ก็ถูกกดดันจากจีนซึ่งเข้ามาเป็นสมาชิกทีหลัง และยื่นเงื่อนไขว่าจีนจะเป็นสมาชิกสหประชาชาติก็ต่อเมื่อไต้หวันถอนตัวออกใน ฐานะประเทศสมาชิก เพราะจีนถือว่าเป็นประเทศเดียวกัน ด้วยเหตุนี้หากดูตามมาตรฐานรายชื่อในสหประชาชาติ ก็ต้องถือว่าไต้หวันยังไม่ใช่ประเทศ แต่ถ้ามองทางระบอบการปกครองก็ต้องถือว่าเป็นรัฐอิสระจากจีนเพราะมีระบอบการ ปกครองเป็นของตัวเองซึ่งต่างกันกับจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ตอนนี้จีนเปิดประเทศแล้ว ความแตกต่างทางด้านแนวคิดทางการปกครองจึงถือว่าน้อยลง แต่หากเราไปถามคนไต้หวัน ก็ยังคงได้รับคำตอบว่าไต้หวันเป็นประเทศและไม่ใช่ส่วนหนึ่งของจีน สถานการณ์และความสัมพันธ์จีน-ไต้หวันมันก็เลยคลุมเคลืออยู๋เช่นนี้แลจนถึง ปัจจุบัน
China (2): Republic of China

ราชวงศ์ของจีนสิ้นสุดลงที่ราชวงศ์ชิงเมื่อปี 1912 โดยการปฏิวัติรัฐประหารภายใต้การออกแบบและแนวคิดเสรีของ ดร. ซุน ยัดเซ็น ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของจีนในระบอบสาธารณรัฐ Republic of China แต่อย่างไรก็ตาม ภายหลังการปฏิวัติ จีนเปิดรับปรัชญาตะวันตกมากขี้น และทำให้แนวคิดในการปกครองประเทศแบ่งแยกออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน คือเสรีนิยม (right wing) และสังคมนิยม (left wing) ฝ่ายขวาเสรีนิยมก็เติมโตขึ้นมาเป็นพรรคก๊กมินตั๋ง หรืำอ 'Kuomintang' (KMT) ภายใต้การนำของผู็สืบต่ออำนาจจาก ดร ซุน คือ นายพล เจียง ไคเช็ค โดยมีศูนย์กลางอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ ส่วนฝ่ายซ้ายสังคมนิยมก็เติบโตขึ้นมาเป็นพรรคคอมมิวนิส หรือ 'Communist Party of China' (CPC) ภายใต้การนำของ เหมา เซตุง มีศูนย์กลางที่ตอนกลางของประเทศ แรกเริ่มหลังการเปลี่ยนการปกครอง พรรคก๊กมินตั๋งมีอิทธิพลเพราะสามารถใช้กำลังทหารรวมประเทศได้ทั้งหมด แต่การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างสองพรรคก็ยืดเยื้อยาวนานท่ามกลางปัญหาความยากจนของประชาชน และประเทศที่ไม่มีทิศทางชัดเจนว่าจะไปทางใหน จนผ่านช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (1931-1945) ซึ่งเป็นช่วงที่สองพรรคจับมือกับขับไล่การรุกรานจากญี่ปุ่น ซึ่งก็ไม่เป็นผล เมืองหลวง Nanjing ถูกตีแตกและประเทศตกอยู่ใต้อาณัติของจักรพรรดิ์ญึ่ปุ่น เกิดเป็นเรื่องราวNanjing Massacre หรือเหตุการณ์สังหารหมูคนจีนโดยทหารญี่ปุ่นซึ่งผลจะได้เล่าต่อในหัวเรื่องถัดไป แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงและจีนเป็นไทเพราะญี่ปุ่นตกเป็นผู้แพ้สงคราม การต่อสู้ของสองพรรคก็ำดำเนินต่อไป จนกระทั่งปี 1949 CPC สามารถครอบคลุมอำนาจได้จนเกือบทั่วประเทศและเข้ายึดอำนาจรัฐบาลกลาง ทหารและผู้สนับสนุนกลุ่ม KMT รู้การเคลื่อนไหวจึงระเห็ดเอาตัวรอดออกจากประเทศ และหนึ่งในนายทหารของก๊กมินตั๋งก็คือบิดาของ นาย สนธิ ลิ้มทองกุล ที่หนีเดินป่ามายังเมืองไทยผ่านประเทศเวียดนาม
China (1): Opium War

ในยุคปลายราชวงศ์ชิงซึ่งตรงกับยุคล่าอาณานิคมจากตะวันตกประมาณปี 1840 มีจักรพรรดิ์องค์หนึ่งชื่อพระเจ้าเต้ากวง พระองค์พยายามกวาดล้างฝิ่นซึ่งเป็นสินค้านำเข้าจากอังกฤษและโปรตุเกส และคนจีนในสมัยนั้นติดกันงอมแงม ความพยายามที่จะกวาดล้างฝิ่นให้สิ้นสากส่งผลให้มีการลงโทษประหารชีวิตกับพ่อค้าฝิ่นชาวจีน และการล่มเรืออังกฤษที่นำเข้าฝิ่นมายังจีน ทำให้พ่อค้าฝิ่นหยุดเทียบเรือส่งสินค้าแค่ที่เกาะฮ่องกงแทน เพราะไกลจากเมืองหลวง และทำให้ฮ่องกงเป็นเมืองท่าที่พลุกพล่านในการนำเข้าสินค้าจากอังกฤษ เรียกว่าเป็นกำเนิดของเกาะฮ่องกงอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน ทางการยังได้ทำลายฝิ่นจำนวมมหาศาล สร้างความไม่พอใจให้กับพ่อค้าชาวต่างชาติทั้งอังกฤษและโปรตุเกส ความชัดแย้งเริ่มรุนแรงขึ้น และชนวนที่ทำให้เกิดสงครามฝิ่นก็คือการที่ชาวจีนคนหนึ่งถูกกะลาสีชาวอังกฤษฆ่าตายที่เกาะเกาลูน และทางการให้ชาวอังกฤษผู้นั้นมารับโทษตามกฏหมายจีน แต่ชาวอังกฤษผู้นั้นปฏิเสธ และหันไปขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระนางเจ้าวิคตอเลีย ด้วยเหตุนี้พระนางจึงถือเป็นเหตุสั่งยกทัพเรืออังกฤษไปทำสงครามกับจีน ทั้งๆที่ความจริงเป็นเรื่องสงครามของผลประโยชน์มากกว่า ประกอบกับความขัดแย้งในเรื่องการค้าฝิ่นซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว และแน่นอนอังกฤษย่อมเหนือกว่าด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย จนรัฐบาลจีนต้องถูกบีบให้เซ็นสัญญาสงบศึกที่เมืองนานกิง เรียกว่าสนธิสัญญานานกิง เพื่อแรกกับการเสียอธิปไตย ซึ่งผลจากการเซ็นสัญญามีผลให้จีนต้องเสียเกาะฮ่องกงให้กับอังกฤษเป็นเวลา 99 ปี (ซึ่งก็ได้หมดสัญญาไปแล้วเมื่อปี 1997 ที่ผ่านมา) การถูกบังคับนำเข้าฝิ่นอย่างเลี่ยงไม่ได้ และการยอมให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตกับชาวต่างชาติที่มาค้าขายในจีน นี่เองเป็นมูลเหตุประการหนึ่งที่ทำให้สภาพสังคมและคุณภาพชีวิตของคนจีนในเวลานั้นย่ำแย่เพราะประชาชนติดยา จนเลยมาถึงช่วงล่มสลายของราชวงศ์ชิง ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีน ดังที่เราเห็นในภาพยนตร์เรื่อง The Last Emperor

Saturday, February 14, 2009

Thursday, February 05, 2009

ประทุมพร วัชรเสถียร

"ผม ยึดหลักในการดำเนินชีวิตคือจะต้องเป็นตัวของตัวเอง ใครจะว่าจะด่าไม่ต้องไปสนใจเพราะเราจะไปควบคุมเขาก็ไม่ได้ และเมื่อรู้เป้าหมายของเราแล้ว ก็พยายามไปสู่เป้าหมายนั้น ทำในสิ่งที่มีอนาคต และต้องเลือกทิศทางที่ตรงกับศักยภาพของตนเอง พยายามทำในสิ่งที่มีมูลค่ากับตัวเอง แค่นี้ก็จะประสบผลสำเร็จในชีวิตได้"

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
มติชนรายวัน ฉบับที่ 9355 [หน้าที่ 21 ] ประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2546

Wednesday, January 21, 2009

เวลาที่ทุกข์ จงทำให้ผู้อื่นมีความสุข
เวลาที่สิ้นหวัง จงทำให้ผู้อื่นมีความหวัง
เพราะเท่ากับได้พิจารณาความทุกข์ และความสิ้นหวังให้เป็นอนิจจัง